ผู้จัดการสุดสัปดาห์ -ผลกระกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวไทยอย่างน่าจับตา ทั้งภาพใหญ่ตลาดนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง ที่มียอดจับจ่ายราวๆ 1 แสนบาทต่อคนต่อทริป และกลุ่มนักท่องเที่ยวอิสราเอลที่นิยมปักหมุดเดินทางมายังเมืองไทยเพิ่มขึ้นมากกว่า 25 % ในช่วงปีที่ผ่านมา รวมทั้งสถานการณ์เฝ้าระวังกลุ่มชาวยิวจำนวนไม่น้อยที่เข้ามาพำนักและก่อปัญหาในประเทศเหมือนที่เคยเกิดก่อนหน้านี้
นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย ยอมรับว่าสงครามอิหร่านส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้ จากมีการปิดน่านฟ้า ยกเลิกเที่ยวบิน นอกจากนักท่องเที่ยวตกค้าง ยังมีนักท่องเที่ยวอีกส่วนหนึ่งไม่สามารถเดินทางมาท่องเที่ยวยังประเทศไทยได้ โดยตลาดหลักที่ภาคการท่องเที่ยวไทยได้รับผลกระทบคือนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง (Middle East) แม้จะเป็นโลว์ซีซันของนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง แต่ใกล้ช่วงไฮซีซันฤดูฝนของตลาดนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง ต้องติดตามว่าในช่วงมิถุนายน - สิงหาคม 2569 ยอดการเดินทางจะกลับมาเป็นปกติได้หรือไม่
กล่าวสำหรับนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง เป็นหนึ่งในตลาดเป้าหมายสำคัญของภาคการท่องเที่ยวของไทย นับเป็นตลาดที่มีการใช้จ่ายเฉลี่ยสูงถึงเกือบ 100,000 บาทต่อคนต่อทริป โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE), ซาอุดีอาระเบีย, โอมาน และคูเวต ซึ่งนิยมท่องเที่ยวด้าน Health & Wellness,
ดร.อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) ประเมินว่าผลกระทบต่อภาคท่องเที่ยวจะชัดเจนมากขึ้นในไตรมาส 2 - 4 ของปี 2569 โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกล ดังนั้นรัฐบาลต้องมีงบประมาณเข้ามาทำตลาดระยะใกล้มากขึ้น เพื่ออุดช่องของตลาดระยะไกลที่หายไปจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
เหตุการณ์สงครามตะวันออกกลางทำให้สัดส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติในตลาดระยะใกล้และไกลเปลี่ยนแปลงจากหากสถานการณ์ไม่ยืดเยื้อ ภาคการท่องเที่ยวของไทยยังคาดหวังรายได้จากตลาดระยะไกลเหมือนเดิม แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อกว่าที่คาดไว้ รัฐบาลต้องแก้โจทย์ร่วมกับสายการบินเพื่อให้นักท่องเที่ยวระยะไกลที่ต้องการเดินทางเข้ามาไทยสามารถเดินทางได้อย่างต่อเนื่อง
ก่อนหน้านี้ สมาคมโรงแรมไทยคาดการณ์แนวโน้มนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยว่าน่าจะเกิน 36 ล้านคนในปี 2569 เนื่องจากสัญญาณตลาดนักท่องเที่ยวจีนฟื้นตัวดูดีมาก ทะลุ 30,000 คนต่อวันในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่ผ่านมา ก่อนจะชะลอการเดินทางมาอยู่ที่ระดับ 16,000 - 17,000 คนต่อวันในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ก็ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยต่อวันของปี 2568
กระทั่ง เกิดเหตุปัจจัยควบคุมไม่ได้กรณีสงครามในตะวันออกกลางเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ทำให้ยังต้องลุ้นว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยจะไปถึงระดับ 36 ล้านคนในปี 2569 ตามที่คาดการณ์ไว้หรือไม่?
ขณะเดียวกัน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ตั้งเป้าหมายปี 2569 สร้างรายได้รวมการท่องเที่ยว 3 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% เทียบปี 2568 โดยจะดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติให้ได้ 36.7 ล้านคน เพิ่มขึ้น 11% สร้างรายได้รวมตลาดต่างประเทศ 2 ล้านล้านบาท และตั้งเป้าจำนวนนักท่องเที่ยวไทย 210 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4% สร้างรายได้ตลาดในประเทศ 1 ล้านล้านบาท
กล่าวเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวอิสราเอลเที่ยวไทยถือว่า เป็นตลาดที่ไม่อาจมองข้ามได้ เนื่องจากไทยติดอันดับที่ 15 ของประเทศที่นักท่องเที่ยวอิสราเอลเดินทางมาเที่ยวมากที่สุดในปี 2567 หรือมีสัดส่วนประมาณ 4% ของจำนวนนักท่องเที่ยวอิสราเอลเดินทางเที่ยวต่างประเทศ และมีทิศทางเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง นั่นหมายความว่ากลุ่มนักท่องเที่ยวจากอิสราเอล ขยับเข้ามามีบทบาทสำคัญในโครงสร้างนักท่องเที่ยวต่างชาติของไทยมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีกำลังจ่ายค่อนข้างสูงคือ เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 8.3 หมื่นบาทต่อคนต่อทริป เนื่องจากระยะเวลาวันพักในไทยที่ยาวเฉลี่ยประมาณ 18.5 วัน
ทั้งนี้ ในปี 2568 มีนักท่องเที่ยวอิสราเอลเดินทางมาไทยจำนวนประมาณ 3.5 แสนคน เพิ่มขึ้น 25% รายได้ท่องเที่ยวคิดเป็นมูลค่า 29,350 ล้านบาท โต 23% จากปี 2567 เลยทีเดียว
และนอกจากตลาดนักท่องเที่ยวอิสราเอลเที่ยวไทย ที่ต้องติดตามคือสถานการณ์ชาวอิสราเอล หรือ ชาวยิว ในเมืองไทย ซึ่งรอบปี 2568 ที่ผ่านมา ได้สร้างปัญหาป่วนประเทศไทยจนเกิดกระแสต่อต้านจากคนไทย และเกิดการเรียกร้องให้รัฐเข้ามากำกับดูแลความเรียบร้อยอย่างเข้มข้น
ตั้งแต่กรณีที่เกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2568 “อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน” ชาวอิสราเอลที่เข้ามาท่องเที่ยวและอยู่อาศัยในพื้นที่สร้างปัญหาสารพัดสารพัน จนกระทั่งมีการติดป้ายข้อความ “No Israel here!” ไม่ต้อนรับชาวอิสราเอล เกิดนอมินีทำธุรกิจ แย่งงาน แย่งอาชีพ เกิดเสียสะท้อนจากผู้ประกอบการร้องเรียนชาวยิวเริ่มเข้ามาแย่งงานคนในท้องถิ่น ทั้งจับกลุ่มนำเที่ยวเอง ลักลอบทำงานในสถานบันเทิง เล่นดนตรี และให้คนไทยเป็นนอมินีกว้านซื้อรีสอร์ท หรือที่ดินที่มีประกาศขาย แล้วลงทุนและทำตลาดเองทั้งหมด เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบก็ไม่พบความผิด เพราะใช้นอมินีบังหน้า ขณะที่คนในพื้นที่ต่างทราบกันดี
นอกจากนี้ ยังพบชาวยิวเปิดธุรกิจหลายอย่างเพื่อรองรับสังคมขยายของชาวยิว เช่น ร้านอาหาร รีสอร์ท ร้านตัดผม ฯลฯ สารพัดอาชีพสงวนของชาวไทย โดยชาวยิวลงทะเบียนใน อ.ปาย มีประมาณ 31,735 คน เข้า ๆ ออก ๆ แต่ตั้งถิ่นฐานอยู่ยาวประมาณ 3,000 คน
เข้าสู่ช่วงปลายปี 2568 เกิดกระแส “ทวงคืนเกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี” จากสถานการณ์ปัญหาการเข้ามาตั้งรกราก และทำธุรกิจของชาวยิวบางกลุ่ม ซึ่งส่งผลกระทบต่อมิติทางสังคมและเศรษฐกิจของไทย โดยเฉพาะการเปิดกิจการและประกอบอาชีพผิดกฎหมาย นำสู่ปฏิบัติการกวาดล้างของรัฐโดยดำเนินตรวจสอบจับกุมชาวต่างชาติทำผิดกฎหมายอย่างเข้มข้น
รวมทั้ง มีการดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ หรือ กลุ่มคนร้ายข้ามชาติที่เข้ามาแฝงตัวอยู่ก่อเหตุในลักษณะกลุ่มแก๊งหรือโดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด
โดยกรณีของ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน และ เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี สะท้อนปัญหานโยบายฟรีวีซ่า ส่งผลให้ชาวต่างชาติบางกลุ่มใช้โอกาสนี้ในการแสวงหาผลประโยชน์อย่างผิดกฎหมาย
อย่างไรก็ดี ดร.อโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย เปิดเผยว่าในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอล เดินทางมาเยือนประเทศไทยกว่า 460,000 คน เหตุผลหลักเนื่องจากชื่นชอบและประทับใจการต้อนรับของคนไทย โดยเฉพาะพื้นที่เกาะท่องเที่ยว รวมทั้งรู้สึกปลอดภัยในประเทศไทย
“ยืนยันว่า นักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวที่ดี และตั้งใจมาท่องเที่ยวเพราะชื่นชอบประเทศไทย จะมีเพียงส่วนน้อยที่ทำพฤติกรรมไม่เหมาะสม หรือทำผิดกฎหมาย ซึ่งยินดีให้หน่วยงานของไทยดำเนินการตามกฎหมายเช่นเดียวกับชาวต่างชาติทุกประเทศ” ดร.อโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย กล่าว
ขณะเดียวกัน จากปมขัดแย้งสงครามตะวันออกกรณีประเทศสหรัฐอเมริกาสนับสนุนอิสราเอลทำสงครามอิหร่าน รัฐบาลไทยโดยกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผบ.ตร.ดูแลงานความมั่นคง ได้ยกระดับมาตรการดูแลความปลอดภัยในประเทศ โดยมุ่งเน้นมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่สถานที่สำคัญ อาทิ ชาบัด เฮ้าส์ ถ.พระอาทิตย์ พื้นที่ สน.ชนะสงครามสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา พื้นที่ สน.ลุมพินี สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอล ประจำประเทศไทย พื้นที่ สน.ลุมพินี และสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านในราชอาณาจักรไทย พื้นที่ สน.ทองหล่อ
ทั้งนี้ เพื่อรองรับสถานการณ์ความไม่สงบจากกรณีความตึงเครียดระหว่างประเทศ สหรัฐอเมริกา – อิสราเอล – อิหร่าน โดยสั่งการให้เจ้าหน้าที่เพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และตรวจตราเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยแก่ประชาชนและชาวต่างชาติ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่อาจไว้วางใจได้
หากยังจำกันได้ ย้อนเหตุการณ์ระทึกเมื่อปี 2537 กรุงเทพฯ เกือบเผชิญมหาวินาศกรรมครั้งใหญ่ เมื่อวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างรายหนึ่งขับไล่ตามรถบรรทุก 6 ล้อที่เฉี่ยวชนกัน ก่อนพบว่ารถคันดังกล่าวถูกนำมาทิ้งไว้ใกล้สถานทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ทว่า เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ลุมพินี ตรวจสอบรถบรรทุกคันดังกล่าว กลับพบว่าสิ่งที่อยู่ภายในไม่ใช่สินค้าธรรมดา แต่เป็นคาร์บอมบ์ขนาดใหญ่ ภายในตู้บรรทุกมีปุ๋ยยูเรียหลายสิบกระสอบ และแทงค์น้ำขนาดใหญ่ที่อัดแน่นด้วยปุ๋ยยูเรีย พร้อมวงจรไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับจุดระเบิด
เมื่อหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดตรวจสอบเพิ่มเติม พบระเบิด C4 ซุกซ่อนอยู่ในขวดน้ำอัดลมขนาด 2 ลิตร จำนวน 2 ลูก น้ำหนักเกือบลูกละ 1 กิโลกรัม และยังมีดินระเบิดชนิดอื่นอีกหลายลูก รวมทั้งปุ๋ยยูเรียที่ใช้เพิ่มแรงอัด จนทำให้วัตถุระเบิดทั้งหมดมีน้ำหนักรวมประมาณ 1 ตัน
ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า หากคาร์บอมบ์คันนี้ถูกจุดระเบิดในพื้นที่ใจกลางกรุงเทพฯ อานุภาพการทำลายล้างจะมีรัศมีกว่า 7 กิโลเมตร อาคารจำนวนมากในย่านธุรกิจสำคัญของเมืองหลวงอาจพังพินาศ และจะกลายเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย
ภายหลังการสืบสวน หน่วยข่าวกรองไทยสามารถจับกุมชายชาวอิหร่านต้องสงสัยได้ 3 ราย แต่หลักฐานในชั้นศาลไม่เพียงพอที่จะเอาผิด จึงถูกปล่อยตัวในเวลาต่อมา
เหตุการณ์ครั้งนั้นถูกมองว่าเป็นหนึ่งในคดีวินาศกรรมครั้งสำคัญที่เกือบเกิดขึ้นในประเทศไทย และกลายเป็นบทเรียนสำคัญด้านความมั่นคง ที่ทำให้หน่วยงานรัฐต้องเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังการก่อการร้ายในประเทศ
ครั้งนี้ ก็เช่นกัน.

