ตลาดหุ้นไทยเจอเซอร์กิตเบรกเกอร์ครั้งที่ 7 สะท้อนเศรษฐกิจเปราะบางหนัก หลังพิษสงครามตะวันออกกลางจุดชนวนแรงเทขายครั้งใหญ่ หวั่นผลกระทบลุกลามสู่ภาคเศรษฐกิจจริง
สถานการณ์สู้รบที่ทวีความรุนแรงในภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้ส่งแรงกระแทกเป็นลูกโซ่ไปยังเศรษฐกิจทั่วโลก และประเทศไทยก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบดังกล่าวได้ ท่ามกลางความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงานที่ผันผวน และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ตลาดหุ้นไทยได้สะท้อนแรงสั่นสะเทือนอย่างชัดเจนผ่านเหตุการณ์สำคัญเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569
ในวันดังกล่าว ดัชนีตลาดหุ้นไทยเปิดการซื้อขายภาคเช้าที่ระดับ 1,466.51 จุด ก่อนจะเคลื่อนไหวในแดนลบอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางแรงเทขายที่รุนแรง และปิดตลาดภาคบ่ายที่ระดับ 1,384.61 จุด ปรับลดลง 81.90 จุด หรือคิดเป็น -5.58% โดยระหว่างวันดัชนีทำจุดสูงสุดที่ 1,404.73 จุด และจุดต่ำสุดที่ 1,341.14 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายสูงถึง 159,372.02 ล้านบาท ตัวเลขเหล่านี้ไม่เพียงสะท้อนความผันผวน หากแต่สะท้อนถึงความตื่นตระหนกของนักลงทุนอย่างเด่นชัด
ในช่วงที่การซื้อขายผันผวนรุนแรง ดัชนีได้ปรับลดลงถึง 117.52 จุด จนทำให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ต้องประกาศใช้มาตรการ Circuit Breaker หรือการหยุดพักการซื้อขายหลักทรัพย์เป็นการชั่วคราว กลไกนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่ตลาดปรับตัวลงอย่างรุนแรง โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ลงทุนมีเวลาตรวจสอบข้อมูลข่าวสาร และลดแรงขายแบบตื่นตระหนก (Panic Sell) ก่อนกลับมาเปิดการซื้อขายอีกครั้ง อีกทั้ง เป็นกลไกป้องกันความเสียหายเชิงระบบ ช่วยชะลออารมณ์ของตลาด และลดโอกาสเกิดแรงเทขายที่ไร้เหตุผล อย่างไรก็ตาม การที่ต้องใช้มาตรการนี้ก็เป็นสัญญาณเตือนสำคัญว่า ตลาดทุนกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากปัจจัยภายนอกประเทศ
ย้อนดูในอดีต ตลาดหุ้นไทยเคยใช้มาตรการ Circuit Breaker มาแล้ว 6 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2549 จากกรณีธนาคารแห่งประเทศไทยออกมาตรการกันสำรอง 30% เพื่อสกัดการเก็งกำไรค่าเงินบาท ครั้งที่สองและสามในเดือนตุลาคม 2551 เป็นผลจากวิกฤตการณ์ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐฯ หรือ Subprime Crisis ต่อมาในเดือนมีนาคม 2563 มีการใช้ถึงสามครั้งภายในเดือนเดียว อันเป็นผลจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และสงครามราคาน้ำมันระหว่างซาอุดีอาระเบียกับรัสเซีย ดังนั้น การใช้มาตรการนี้เป็นครั้งที่ 7 เมื่อวันที่ 4 มีนาคม ถือเป็นสัญญาณที่ไม่สู้ดีนัก เพราะเกิดขึ้นท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังเปราะบาง การส่งออกยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง และกำลังซื้อภายในประเทศยังอ่อนแรง
ทั้งนี้ ไฟสงครามในตะวันออกกลางส่งผลโดยตรงต่อราคาน้ำมันโลก ซึ่งไทยในฐานะประเทศผู้นำเข้าพลังงานย่อมเผชิญต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งที่สูงขึ้น เมื่อราคาพลังงานเพิ่มขึ้น ความเสี่ยงเงินเฟ้อก็ขยับตาม ส่งผลต่อค่าครองชีพและกำลังซื้อของประชาชน ขณะเดียวกัน ความผันผวนของตลาดการเงินโลกยังกระทบต่อทิศทางเคลื่อนย้ายของเงินทุน โดยเฉพาะเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติที่อาจไหลออกจากไทย
ดังนั้น หากการสู้รบยังตึงเครียดและยืดเยื้อ อาจกระทบต่อความสามารถของภาคธุรกิจในการระดมทุนผ่านตลาดทุน ต้นทุนทางการเงินอาจสูงขึ้น และแผนการลงทุนใหม่ ๆ อาจถูกชะลอออกไป นอกจากนี้ ผลกระทบจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตัวเลขบนกระดานหุ้น เพราะความผันผวนของตลาดทุนสามารถลุกลามไปยังภาคเศรษฐกิจจริง ไม่ว่าจะเป็นการที่ผู้บริโภคชะลอการใช้จ่าย ภาคเอกชนระมัดระวังการลงทุน และสถาบันการเงินเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นแรงกดดันต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2569 ซึ่งอาจต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้
จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น สะท้อนความเปราะบางของบรรยากาศการลงทุนในช่วงเวลานี้อย่างชัดเจน เหตุการณ์ครั้งนี้จึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงความผันผวนระยะสั้น หากแต่เป็นสัญญาณเตือนว่าประเทศไทยจำเป็นต้องเสริมความแข็งแกร่งของโครงสร้างเศรษฐกิจ ลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอก และสร้างความเชื่อมั่นทั้งในและต่างประเทศ
ท่ามกลางคลื่นลมเศรษฐกิจโลกที่ถาโถม โจทย์สำคัญของไทยคือการประคองเสถียรภาพทางการเงิน ควบคู่กับการสื่อสารเชิงนโยบายอย่างชัดเจน เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุนและประชาชน เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความเชื่อมั่นคือหัวใจของระบบเศรษฐกิจ หากความเชื่อมั่นสั่นคลอน ผลกระทบย่อมลุกลามอย่างต่อเนื่อง

