xs
xsm
sm
md
lg

'สงครามอิหร่าน' ฝันร้ายของ 'ดูไบ' จุดจบเมืองในฝันมหาเศรษฐี

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



[แปลและเรียบเรียงจาก : Middle East Eye]

จาก "โอเอซิสแห่งความมั่งคั่ง" สู่ "เป้าหมายการล้างแค้น" เมื่อเสียงระเบิดและเปลวเพลิงจากการโจมตีของอิหร่าน กำลังฉีกกระชากภาพลักษณ์เมืองที่ปลอดภัยที่สุดในโลกของดูไบให้พังทลาย และอาจถึงคราวอวสานของยุคทองที่มหาเศรษฐีทั่วโลกเคยไว้วางใจ

วันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ผ่านมา ภาพลักษณ์ของ "ดูไบ" ในฐานะเมืองหลวงแห่งความสำราญและการทำธุรกิจของภูมิภาคตะวันออกกลางได้เปลี่ยนไปตลอดกาล หลังจากที่อิหร่านเปิดฉากโจมตีกลับด้วยการถล่มขีปนาวุธ และโดรนเข้าใส่เป้าหมายทั่วอ่าวเปอร์เซีย เพื่อตอบโต้สหรัฐฯ และอิสราเอล แต่ที่น่าตกใจคือ "ดูไบ" เมืองที่ดูเหมือนจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ และการทหาร กลับกลายเป็นเป้าหมายหลักที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก

ควันไฟที่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าเหนือตึกระฟ้า ไม่ได้เป็นเพียงความเสียหายทางกายภาพ แต่มันคือการทำลาย "ความเชื่อมั่น" ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ดูไบใช้สร้างตัวจนกลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจโลก

ทำไมต้องโจมตี "ดูไบ"?

นักวิเคราะห์มองว่า สาเหตุที่ "ดูไบ" ถูกโจมตีไม่ใช่เพราะเป็นที่ตั้งของฐานทัพสหรัฐฯ แต่เป็นเพราะ "สิ่งที่ดูไบเป็นตัวแทน" ดูไบคือสัญลักษณ์ของความมั่งคั่ง การเปิดเสรี และความสำเร็จของโลกตะวันตกในใจกลางโลกอาหรับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ดูไบกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดเม็ดเงินจากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น

• แหล่งกบดานของมหาเศรษฐี ตั้งแต่นัก ธนาคารจากลอนดอน, "Finance Bros" จากอเมริกา ไปจนถึงเหล่ามหาเศรษฐีคริปโต (และนักการเมืองจากประเทศไทยที่อาศัยดูไบเป็นที่พักพิง และเป็นฐานในการเคลื่อนไหวทางการเมือง - ผู้เรียบเรียง)
• สวรรค์ของผู้หนีภัยสงคราม โดย เป็นที่พักพิงของทั้งชาวรัสเซียและยูเครนที่หนีไฟสงครามในยุโรปตะวันออก รวมถึงผู้นำกองกำลังจากซูดานที่เข้ามาค้าทองคำ
• ตลาดอสังหาริมทรัพย์ร้อนแรงสุด โดย ราคาอสังหาฯ ในดูไบพุ่งสูงขึ้นถึง 75% นับตั้งแต่ปี 2020 ซึ่งเป็นตัวเลขที่แทบไม่มีเมืองไหนในโลกทำได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อโดรนลำหนึ่งพุ่งเข้าใส่ The Palm Jumeirah เกาะรูปต้นปาล์มอันโด่งดัง และอีกลำพุ่งเข้าใส่พื้นที่ของโรงแรมระดับ 5 ดาวอย่าง Fairmont Hotel "ความหรูหรา" เหล่านั้นก็ถูกแทนที่ด้วย "ความหวาดกลัว"

บรรดา Expat ต้องคิดใหม่

"ภาพเหตุการณ์นี้กำลังถูกส่งต่อในกลุ่ม WhatsApp ของครอบครัวชาวต่างชาติ (Expats) ทุกคน" นักวิจารณ์ในโซเชียลมีเดียระบุ "คนที่เคยเลือกดูไบแทนที่จะเป็นสิงคโปร์ ลอนดอน หรือซูริก เพราะคิดว่าที่นี่ปลอดภัย กำลังนั่งมองเส้นขอบฟ้าของเมืองตัวเองลุกเป็นไฟผ่านหน้าต่างห้องนอน"

ความเชื่อที่ว่าดูไบคือ "โอเอซิสที่ปลอดภัยในภูมิภาคที่วุ่นวาย" กำลังถูกท้าทายอย่างรุนแรง หากสงครามยืดเยื้อ นักลงทุนทั้งรายใหญ่และรายเล็กอาจต้อง "คิดใหม่" ว่าความเสี่ยงในตอนนี้คุ้มค่ากับผลตอบแทนหรือไม่

ความรุนแรงของการโจมตีบีบคั้นให้ทางการสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ต้องสั่งอพยพผู้คนออกจาก เบิร์จ คาลิฟา (Burj Khalifa) ตึกที่สูงที่สุดในโลก เพื่อความปลอดภัย ขณะที่ท่าอากาศยานนานาชาติดูไบ (DXB) และท่าอากาศยานนานาชาติอัลมักตูม (DWC) ซึ่งได้ชื่อว่าคึกคักที่สุดในโลก ต้องประกาศระงับเที่ยวบินอย่างไม่มีกำหนด ส่งผลกระทบต่อโครงข่ายการเดินทางทั่วโลกทันที

นักวิเคราะห์จาก European Council on Foreign Relations ระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา คือ "ฝันร้ายที่สุด" ของดูไบ เพราะตัวตนของเมืองผูกติดอยู่กับความปลอดภัย เมื่อความปลอดภัยหายไป "มันไม่มีทางย้อนกลับไปจุดเดิมได้อีก"

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ดูไบตกเป็นเป้า อาจมาจากความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดมากขึ้นระหว่าง UAE และอิสราเอล ภายใต้ข้อตกลงอับราฮัม (Abraham Accords) ปี 2563 ซึ่งทำให้ UAE กลายเป็นพันธมิตรอาหรับที่ใกล้ชิดกับอิสราเอลมากที่สุด ท่ามกลางความไม่พอใจของอิหร่าน

เมืองในฝันที่กำลังตื่นสู่ความจริง

ในขณะที่เมืองคู่แข่งอย่าง โดฮา (กาตาร์), ริยาด (ซาอุดีอาระเบีย) หรือมัสกัต (โอมาน) กำลังจับตามองเพื่อรอเสียบแทนที่ในฐานะศูนย์กลางธุรกิจแห่งใหม่ การโจมตีครั้งนี้คือบทเรียนราคาแพงว่า "ฟองสบู่แห่งความมั่งคั่ง" นั้นเปราะบางเพียงใดเมื่อเผชิญกับพายุการเมืองระดับโลก

ดูไบอาจไม่ได้ถูกทำลายจนราบคาบด้วยขีปนาวุธ แต่อนาคตในฐานะ "เมืองในฝันของมหาเศรษฐี" อาจจะจบลงพร้อมกับเปลวเพลิงในคืนนั้นเสียแล้ว

แปลและเรียบเรียงจาก : Middle East Eye : 'Dubai's nightmare': Iranian strikes shatter calm of UAE business hub