เมืองไทย 360 องศา
แนวโน้มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ แล้วว่า รัฐบาลผสมชุด “อนุทิน 2” จะมีพรรคภูมิใจไทย เพื่อไทย และพรรคเล็กๆ อีกหลายพรรค รวมเสียงแล้วเกือบสามร้อยเสียง โดยสูตรนี้จะไม่มีพรรคกล้าธรรม ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า แต่อย่างใด ขณะเดียวกันเมื่อพิจารณาจากผลสำรวจของ “นิด้าโพล” ก็ออกมาสอดคล้องกันว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่มองเห็นว่า มีสามพรรคคือ กล้าธรรม ประชาธิปัตย์ และพรรคประชาชน สมควรเป็นฝ่ายค้าน
อย่างไรก็ดี แม้ว่าหากพิจารณาในเบื้องลึกในใจของผู้ตอบแบบสอบถามดังกล่าวอาจได้คำตอบที่ซ่อนอยู่ ว่าทำไมถึงไม่ต้องการให้สามพรรคดังกล่าวเข้าร่วมรัฐบาล เชื่อว่าย่อมมีคำตอบที่แตกต่างและอารมณ์แตกต่างกันแน่นอน
เมื่อวันที่ 1 มีนาคม ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “สี่พรรค ร่วมรัฐบาล ?” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 23-24 กุมภาพันธ์ 2569
จากการสำรวจเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อพรรคกล้าธรรมในการเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 64.35 ระบุว่า ไม่ควรเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย รองลงมา ร้อยละ 34.05 ระบุว่า ควรเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย และร้อยละ 1.60 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
ด้านความคิดเห็นของประชาชนต่อพรรคประชาธิปัตย์ในการเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 58.24 ระบุว่า ไม่ควรเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย รองลงมา ร้อยละ 40.84 ระบุว่าควรเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย และร้อยละ 0.92 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
สำหรับความคิดเห็นของประชาชนต่อพรรคประชาชนในการเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 71.14 ระบุว่า ไม่ควรเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย รองลงมา ร้อยละ 28.55 ระบุว่า ควรเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย และร้อยละ 0.31 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อพรรคเพื่อไทยในการเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 54.73 ระบุว่า ควรเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย รองลงมา ร้อยละ 44.81 ระบุว่า ไม่ควรเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย และร้อยละ 0.46 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
แน่นอนว่าหากพิจารณาจากผลสำรวจความเห็นของชาวบ้านที่ออกมาส่วนใหญ่ว่าต้องการให้ พรรคกล้าธรรม ประชาธิปัตย์ และพรรคประชาชน เป็นฝ่ายค้าน แม้ว่าในใจของผู้ตอบคำถามจะมีรายละเอียดแตกต่างกันก็ตาม แต่เอาเป็นว่า เมื่อพิจารณาจากองค์ประกอบอื่นก็น่าจะชัดเจนแล้วว่า พรรคกล้าธรรมคงต้องไปเป็นฝ่ายค้านแล้ว
ก่อนหน้านี้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม เคยกล่าวถึงความชัดเจนในการร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยว่า ยังไม่มี ยังไม่ได้คุยกับใคร ไม่มีใครติดต่อมา
ถามว่า จนถึงวินาทีนี้รู้หรือยังว่า พรรคกล้าธรรมจะเข้าร่วมเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ยังไม่ทราบ รอให้รายงานตัว สส.เรียบร้อยก่อน และยังไม่ทราบว่าการประกาศรับรองผล สส.แบบบัญชีรายชื่อจะเกิดขึ้นเมื่อใด แต่ก็ได้ให้สมาชิกรอไปรายงานตัวพร้อมกัน
เมื่อถามถึงจุดยืนของ ร.อ.ธรรมนัส จะทำอย่างไรต่อ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า การเป็นนักการเมืองต้องมีศักดิ์ศรี ต้องให้ความสนใจกับงานและหน้าที่ของตัวเอง เป็นสส.ก็ต้องสนใจพื้นที่ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใดก็ตาม คนอย่างธรรมนัสก็ช่วยประชาชน
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะบอกได้เมื่อไหร่ว่า พรรคกล้าธรรมจะเข้าร่วมเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นมารยาททางการเมือง เราต้องให้พรรคอันดับ 1 ที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลซึ่งเขาจะเลือกใคร หรือไม่เลือกใครร่วมรัฐบาลก็เป็นสิทธิ์ของเขา ดังนั้น เมื่อหัวหน้าพรรคที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลบอกแล้วว่ายังดีลไม่จบก็ต้องให้เกียรติเขาก่อน ไม่ควรไปออกตัว ไม่ควรจะออกตัวว่าจะไปซ้ายหรือขวา สิ่งสำคัญคือต้องมีศักดิ์ศรี ถ้าไม่มีก็อย่ามาเป็นนักการเมือง
เมื่อถามย้ำว่า ส่วนตัวจะไม่ตัดสินใจเอง และจะรอสัญญาณ การร่วมเป็นรัฐบาลใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ตนไม่ได้ตัดสินใจเอง เพราะต้องรอการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคทั้งหมด ว่าท้ายสุดจุดยืนของเราจะอยู่ตรงไหน และอยู่ที่พรรคแกนนำว่าเขาจะว่าอย่างไร หากวันหนึ่งได้รับคำตอบชัดเจนว่าเขาพร้อมแล้วโดยที่ไม่มีพรรคกล้าธรรม เราก็พร้อมทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านคอยตรวจสอบ
“ผมมีจุดยืนของผม และพรรคกล้าธรรมก็มีจุดยืน เราจะไม่วิ่งเข้าไปหาโดยไม่มีศักดิ์ศรี ไม่ใช่สไตล์ผม ส่วนการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคกล้าธรรมนั้น รอให้มีการรับรอง สส.ทั้งหมดก่อนและเมื่อทุกคนไปรายงานตัวแล้วก็จะนัดประชุม”
ฟังจากคำพูดรวมๆ ข้างต้นของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่าแล้ว ความหมายก็เหมือนกับว่ารับรู้แล้วว่าจะต้องไปเป็นฝ่ายค้าน เพราะเวลานี้รอให้พรรคภูมิใจไทยติดต่อมาเท่านั้น ซึ่งพิจาณาตามรูปการณ์แล้ว “คงไม่” แล้ว เพียงแต่ว่ารอจังหวะที่พรรคภูมิใจไทยจะแจ้งให้ทราบเท่านั้นเอง เพราะหากเปรียบเทียบกับกรณีของพรรคเพื่อไทยแล้วที่มีคำยืนยันจากปากของแกนนำพรรคเพื่อไทยว่า ที่ผ่านมาพรรคภูมิใจไทยเป็นผู้ติดต่อประสานงานมา จนนำไปสู่การเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่พรรคภูมิใจไทย ดังนั้นหากพรรคกล้าธรรมจะเข้าร่วมรัฐบาลเชื่อว่าพรรคภูมิใจไทยก็ต้องติดต่อไปตั้งแต่แรกแล้ว อีกทั้งเมื่อพิจารณาจากจำนวนของเสียงสนับสนุนที่มีการเปิดตัวแถลงกันไปแล้วก็มีราวเกือบสามร้อยเสียง ถือว่าเกินครึ่งไปพอสมควร
นอกเหนือจากนี้ยังไม่นับกันเรื่องโควตารัฐมนตรีที่แบ่งกันได้ลงตัวระหว่างสองพรรคคือ เพื่อไทยกับภูมิใจไทย ที่แบ่งกันได้อย่างลงตัว ระหว่างเศรษฐกิจกับความมั่นคง ที่ภูมิใจไทยดูแล ส่วนเพื่อไทยก็ได้กระทรวงใหญ่ เช่น เกษตรและสหกรณ์ ศึกษาธิการ แรงงาน กระทรวงอุดมศึกษาฯ เป็นต้น แม้ว่าจะเป็นเกรดบี แต่ถือว่าเป็นกระทรวงใหญ่ที่สามารถสร้างผลงานและบริหารงบประมาณได้พอสมควร
อย่างไรก็ดี สิ่งที่ต้องพิจารณากันหลังจากนี้ก็คือ หากพรรคกล้าธรรมต้องไปเป็นฝ่ายค้านจริงๆ และต้องทำหน้าที่ฝ่ายค้านร่วมกับพรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ แล้วหน้าตาจะออกมาเป็นอย่างไร เป็นเรื่องที่น่าติดตามอย่างยิ่ง เพราะหากพิจารณากันถึงบทบาทและท่าทีก่อนหน้านี้ถือว่า “ไปกันคนละทาง”
ก่อนหน้านี้พรรคประชาธิปัตย์ โดยหัวหน้าพรรคคือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศว่าไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรม รวมไปถึงพรรคประชาชน โดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ก็บอกว่าไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรม เช่นกัน หรือแม้แต่คำพูดที่ย้ำในเรื่อง “ไม่เอาเทา” ดังนั้นเมื่อทั้งสามพรรค สามคนมารวมกันในฐานะฝ่ายค้านบรรยากาศในช่วงแรกคงน่าจะอึดอัดพอสมควร และชวนให้ติดตามเป็นอย่างยิ่ง!!

