กระทรวงพลังงาน เร่งติดตามสถานการณ์การสู้รบระหว่างอิสราเอล-อิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้นตั้งแต่ช่วงบ่ายของเมื่อวันที่ 28 ก.พ.69 ยืนยันยังไม่ส่งผลกระทบต่อปริมาณสำรองในประเทศ โดยมีปริมาณน้ำมันเพียงพอใช้(รวมอยู่ระหว่างขนส่ง) 61วัน ส่วนLNG อยู่ระหว่างขนส่ง 4ลำ คาดไม่กระทบปริมาณสำรอง วอนประชาชนเชื่อมั่นในเสถียรภาพพลังงาน
วันนี้ (1 มี.ค. 2569) นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า จากสถานการณ์การสู้รบระหว่างอิสราเอลและอิหร่านที่เริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงบ่ายวานนี้ และคาดว่ามีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงมากขึ้น ทำให้ราคาน้ำมันมีความผันผวน และอิหร่านอาจปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันกระทบ supply 20% ของความต้องการโลก
กระทรวงพลังงานได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะปริมาณสำรองน้ำมัน ก๊าซหุงต้ม และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในประเทศ จะต้องมีเพียงพอต่อความต้องการ
ข้อมูล ณ วันที่ 23 ก.พ. 2569 มีน้ำมันคงเหลือ (น้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป) 4,925 ล้านลิตร เพียงพอต่อความต้องการใช้ 38 วัน น้ำมันดิบที่อยู่ระหว่างขนส่ง (ผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้ว) 1,746 ล้านลิตร และจากแหล่งอื่น 1,124 ล้านลิตร เพียงพอต่อความต้องการใช้ 23 วัน รวมปริมาณน้ำมันคงเหลือ 7,795 ล้านลิตร สามารถใช้ได้ 61 วัน และในส่วนของแผนการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวหรือ LNG ของเดือนมีนาคม 2569 จำนวนทั้งหมด 4 ลำ ได้ผ่านช่องแคบฮอร์มุชแล้ว 2 ลำ ส่วนอีก 2 ลำยังอยู่ระหว่างการลำเลียง คาดว่าจะไม่กระทบปริมาณสำรอง หากสถานการณ์ยืดเยื้อหรือมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น จะมีการบริหารจัดการเพื่อรักษาเสถียรภาพปริมาณสำรองเพื่อสร้างความมั่นคงและความเชื่อมั่นภายในประเทศ
“กระทรวงพลังงานได้ติดตามสถานการณ์อิสราเอล-อิหร่านมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมได้วางแผนหากมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยได้เตรียมแผนในการจัดหาเชื้อเพลิงจากแหล่งอื่นทดแทน แม้ในขณะนี้จะยังไม่มีผลกระทบทั้งในด้านปริมาณสำรองและด้านราคา แต่กระทรวงพลังงานได้เตรียม Scenario ต่างๆ เพื่อรองรับไว้แล้ว หากการสู้รบยืดเยื้อและรุนแรงมากขึ้น ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนมั่นใจว่ากระทรวงพลังงานได้เตรียมความพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ และน้ำมันภายในประเทศจะไม่ขาดแคลนอย่างแน่นอน" นายวีรพัฒน์ กล่าว

