“ภาษีทรัมป์” ยกใหม่ที่ประกาศเก็บภาษีนำเข้าจากทั่วโลก (Global Tariff) ในอัตราพื้นฐานที่ 10% และขยับขึ้นเป็น 15% แทนมาตรการเดิมที่ถูกศาลสูงตีตกไป แม้จะช่วยให้ไทยมีแต้มต่อในตลาดสหรัฐฯ แต่ต้องแข่งขันชนิดที่เรียกว่าดุเดือดสุด ๆ ยังไม่นับว่าสหรัฐฯจะงัดมาตรการอื่นขึ้นมาเล่นงานซ้ำอีก
หลังจากศาลสูงสุดของสหรัฐฯ มีคำตัดสินเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีมติ 6-3 ตัดสินว่าการใช้กฎหมายอำนาจฉุกเฉินทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (IEEPA) เพื่อจัดเก็บภาษีแบบเหมาเข่งตามรายประเทศของทรัมป์ “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” เนื่องจากสภาคองเกรสไม่ได้ให้อำนาจประธานาธิบดีในการเก็บภาษีผ่านกฎหมายฉบับนี้
ทรัมป์ ตอบโต้ทันทีด้วยการใช้อำนาจภายใต้ มาตรา 122 แห่งกฎหมายการค้าปี 1974 (Section 122 of the Trade Act of 1974) ประกาศเก็บภาษีนำเข้าจากทั่วโลก (Global Tariff) ในอัตราพื้นฐานที่ 10% และขยับขึ้นเป็น 15% เพื่อทดแทนมาตรการเดิมที่ถูกศาลตีตก โดยเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นเวลาเบื้องต้น 150 วัน
สถานการณ์ดังกล่าว ส่งผลสะเทือนต่อไทยทั้งแง่บวกและแง่ลบ โดยแง่บวกทำให้ความสามารถในการแข่งขันของไทยดีขึ้น จากก่อนหน้านี้ สินค้าไทยถูกเรียกเก็บภาษีแบบต่างตอบแทน (Reciprocal Tariff) อยู่ที่ประมาณ 19% ถึง 36% ขณะที่คู่แข่งอย่างสิงคโปร์เสียเพียง 10% การที่สหรัฐฯ ปรับมาใช้อัตราเดียวกันทั่วโลกที่ 15% ช่วยให้สินค้าไทยมีแต้มต่อหรือลดความเสียเปรียบด้านราคากับประเทศอื่น
ขณะเดียวกัน การเซตซีโร่ภาษีให้เท่ากันทั่วโลกจะช่วยดึงดูดการลงทุน (FDI) เข้าสู่ไทยมากขึ้น เนื่องจากไทยมีความพร้อมในด้านโครงสร้างพื้นฐานและห่วงโซ่อุปทานเมื่อเทียบกับประเทศอื่นภายใต้เกณฑ์ภาษีเดียวกัน
ส่วนด้านลบสำหรับการส่งออกยังคงรับแรงกดดัน แม้อัตราภาษีจะลดลงจากเดิมที่เคยประกาศไว้สูงถึง 36% แต่อัตรา 15% ยังคงเป็นภาระต้นทุนที่สูงสำหรับผู้ส่งออกไทย
นอกจากนั้น การที่สหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลกที่ 15% แม้ในระยะสั้นอาจดูเหมือนภาระภาษีของไทยลดลงจากระดับ 19% เดิม แต่ในระยะยาวไทยจะเสียเปรียบเพราะคู่แข่งรายอื่นก็เสียภาษีในอัตราเดียวกัน ทำให้ไทยไม่มีแต้มต่อด้านราคาอีกต่อไป
จากการประเมินของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กรณีสหรัฐฯเรียกเก็บภาษีนำเข้า 15% แทนภาษีตอบโต้ อาจส่งผลเชิงบวกต่อภาคการส่งออกและตลาดทุนไทยในระยะสั้น โดยการปรับโครงสร้างภาษีให้สินค้าไทยแข่งขันได้ดีขึ้น และสร้างความเชื่อมั่นเชิงจิตวิทยาการลงทุน
ปัจจุบันไทยและอาเซียนเผชิญอัตราภาษีเฉลี่ยราว 19% แต่เมื่อสหรัฐฯกำหนดอัตราใหม่ที่ 15% เป็นเวลา 150 วัน จะทำให้อัตราภาษีที่แท้จริงของสินค้าไทยบางรายการลดลงต่ำกว่า 10% เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ขณะที่ประเทศคู่แข่งที่เคยเสียภาษีต่ำกว่า เช่น 10% จะถูกปรับขึ้นมาเท่ากันทำให้การแข่งขันมีความเท่าเทียมมากขึ้น
ขณะนี้ กระทรวงการคลัง ประสานงานกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อวางยุทธศาสตร์เจรจาการค้าและลดผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ โดยหารือกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) เพื่อรักษาผลประโยชน์ของไทยและเตรียมรับมือมาตรการทางการค้าอื่นในอนาคต ทั้งยังเตรียมเดินหน้า “ทีมไทยแลนด์” เร่งเจรจา FTA เพื่อขยายตลาดใหม่ ดึงดูดการลงทุน และเชื่อมโยงไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก เนื่องจากภาคการส่งออกยังเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจ คิดเป็นสัดส่วนถึง 70% ของ GDP
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กำลังติดตามว่าสหรัฐฯ จะมีประกาศมาตรการอื่น ๆ อย่างไรหรือไม่ เช่น การใช้กฎหมายการค้าสหรัฐฯ มาตรา 232 และ มาตรา 301 ซึ่งกระทรวงได้เตรียมพร้อมให้คำปรึกษาผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ และเดินหน้าเจรจากับสหรัฐฯ ในฐานะคู่ค้าส่งออกอันดับหนึ่ง
ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ ยังเดินหน้าเจรจา FTA ซึ่งปัจจุบันไทยมี FTA 14 ฉบับ กับ 18 ประเทศ โดยบางฉบับอยู่ระหว่างการปรับปรุงให้ทันสมัย โดยมี FTA สำคัญที่ลงนามแล้ว เช่น ไทย-ศรีลังกา และ EFTA อยู่ระหว่างเสนอ ครม. และรัฐสภาเพื่อให้มีผลบังคับใช้ โดยปีนี้ตั้งเป้าปิดดีลเอฟทีเอกับเกาหลีใต้ สหภาพยุโรป (อียู) และความร่วมมืออาเซียน-แคนาดา พร้อมมุ่งขยายตลาดอินเดีย เน้นการเปิดตลาดใหม่ เช่น แอฟริกา ตะวันออกกลาง และซาอุดีอาระเบีย
ก่อนหน้านี้ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ประเมินภาพรวมการส่งออกของไทยในปี 2569 ว่าอาจเผชิญภาวะชะลอตัวหรืออาจถึงขั้นติดลบ โดยตั้งสมมุติฐานไว้ 3 ฉากทัศน์ กรณีเลวร้ายสุด (Worst Case) อาจหดตัวถึง -3.1% (คิดเป็นมูลค่าประมาณ 323.6 พันล้านดอลลาร์) หากสหรัฐฯ ขยายขอบเขตมาตรการภาษีและกีดกันทางการค้ามากขึ้น รวมถึงเศรษฐกิจคู่ค้าหลักชะลอตัวรุนแรง
กรณีฐาน (Baseline) คาดว่าจะหดตัวประมาณ -1.0% (330.6 พันล้านดอลลาร์) เนื่องจากเป็นการปรับฐานหลังจากปี 2568 ที่มีการเร่งส่งออกไปมาก และกรณีดีที่สุด (Best Case) อาจขยายตัวได้เพียงเล็กน้อยที่ +1.1% (337.7 พันล้านดอลลาร์) หากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวเร็วกว่าคาดและไม่มีอุปสรรคทางการค้าเพิ่มเติม
อย่างไรก็ดี ในช่วงเดือน มกราคม 2569 ที่ผ่านมา การส่งออกไทยยังคงทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ คือ พุ่งขึ้น 24.4% เนื่องจากการเร่งส่งออกในช่วงเปลี่ยนผ่านกฎหมายภาษีใหม่ของสหรัฐฯ แต่กระทรวงพาณิชย์ ยังคงเตือนให้ผู้ประกอบการรับมือกับความผันผวนในช่วงเวลาที่เหลือของปี
สำหรับมุมมองของภาคเอกชนนายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชารองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย กล่าวผ่านสื่อว่า ภาษีใหม่ของทรัมป์ที่ลดลงอาจเป็นผลบวกในระยะสั้น แต่ต้องจับตาระยะกลางและยาว เพราะสหรัฐฯยังสามารถใช้มาตรา 301 มุ่งจัดการการค้าที่ไม่เป็นธรรม และมาตรา 232 ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ เพื่อเก็บภาษีรายสินค้าเพิ่มเติมได้ กระบวนการดังกล่าวแม้ต้องผ่านการไต่สวน แต่หากเกิดขึ้นจริงจะกระทบสินค้าเฉพาะกลุ่มของไทยโดยตรง
รองประธานหอการค้าไทย ชี้ถึงประเด็นที่น่ากังวลคือสินค้าจีน ซึ่งเดิมถูกเก็บภาษีสูงถึง 50% ปรับลดเหลือ 15% เท่ากับไทย ทำให้สามารถแข่งขันด้านราคาได้ดีขึ้นมาก สินค้าจีนจึงมีแนวโน้มบุกตลาดสหรัฐฯ หนักขึ้น และอาจทะลักไปยังตลาดอื่นที่เป็นตลาดเดียวกับไทย ซ้ำเติมด้วยสถานการณ์เงินบาทแข็งค่าในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ยิ่งทำให้ผู้ส่งออกไทยแข่งขันลำบากขึ้น
เช่นเดียวกันกับดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ที่มองว่า แม้สหรัฐฯจะประกาศใช้อัตราภาษี 15% ภายในระยะเวลา 150 วัน แต่กระบวนการดังกล่าวต้องผ่านการกลั่นกรองจากสภาคองเกรส ซึ่งเป็นขั้นตอนที่เปิดโอกาสให้มีการเจรจาและต่อรองเชิงเทคนิค
ประธานหอค้าไทย แนะนำว่า รัฐบาลไทยต้องเตรียมข้อมูลเพื่อแก้ต่างในรายประเด็น โดยเฉพาะกฎหมายการค้าสหรัฐฯ มาตรา 232 ที่ครอบคลุมเรื่องความมั่นคง ทรัพย์สินทางปัญญา การแทรกแซงค่าเงิน ภาครัฐควรใช้วิธีเจรจารายหมวดสินค้าแทนการตกลงแบบภาพรวมเพื่อลดผลกระทบ โดยเฉพาะหมวดสินค้าเกษตร อาหาร ประมง แลกกับการที่ไทยต้องนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง ปศุสัตว์ และพลังงาน ขณะที่หมวดสินค้าส่งออกสำคัญของไทย เสนอให้กลับไปใช้ระดับภาษีปกติ เนื่องจากหากตั้งกำแพงภาษีสูงเกินไป จะส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนทั้งสองประเทศ
ในมุมมองของนักวิชาการดร.นณริฏ พิศลยบุตรนักวิชาการอาวุโสจาก สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อว่า Reciprocal Tariff เป็นเพียงหนึ่งในหลายเครื่องมือที่สหรัฐฯ ใช้ในสงครามการค้า เมื่อเครื่องมือแบบจัดเก็บทั้งแผงถูกจำกัด ไม่ได้แปลว่าสหรัฐฯหมดอาวุธ แต่ยังสามารถใช้มาตราอื่น โดยเล่นเป็นรายสินค้า เลือกเจาะสินค้าบางประเภทที่ถูกมองว่ามีปัญหา รายอุตสาหกรรม เช่น กลุ่มอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เหล็ก อลูมิเนียม หรือเทคโนโลยีขั้นสูง และรายประเทศ โดยใช้มาตรการตอบโต้ประเทศที่ถูกมองว่าได้เปรียบทางการค้า หรือมีพฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรม แต่มาตรการเหล่านี้ต้องผ่านกระบวนการไต่สวนแตกต่างจากการใช้อำนาจฉุกเฉินแบบครอบคลุมทันที
ดร.นณริฏ วิเคราะห์เจตนาหลักของทรัมป์ ยังอยู่ที่สองแกนสำคัญคือการสกัดบทบาทจีนในฐานะมหาอำนาจคู่แข่ง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและความมั่นคง และลดการขาดดุลการค้าแบบรายประเทศ
อย่างไรก็ดี ประเด็นที่ยังค้างคาอยู่คือ Transshipment หรือการส่งสินค้าอ้อมผ่านประเทศที่สาม ซึ่งอาจทำให้ประเทศในห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงประเทศไทยถูกตรวจสอบเข้มงวดขึ้น
สำหรับความเสี่ยงของประเทศไทย ดร.นณริฏ ชี้ว่า มี 2 ประการ คือ สถานะประเทศเกินดุลในระดับสูงกับสหรัฐฯ และการถูกจับตาเรื่องค่าเงิน โดยสหรัฐฯมองไทยแทรกแซงค่าเงินเพื่อให้บาทอ่อน ส่งออกได้เปรียบและลดนำเข้า อาจเป็นเหตุผลให้สหรัฐใช้มาตรการตอบโต้เพิ่มเติมในอนาคต
ข้อเสนอทางออก คือ กระจายตลาด ลดสัดส่วนพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ซึ่งการแข่งขันในตลาดที่สามจะกลายเป็น “Red Ocean” ที่แข่งขันรุนแรงมากขึ้น เสริมกำลังซื้อในประเทศ ลดเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างและปรับเป้าการเติบโต สู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืนมากขึ้น
นายศุภณัฏฐ์ ศศิวุฒิวัฒน์นักวิชาการ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) วิเคราะห์ว่า ไทยมีความเสี่ยงที่อาจจะติดอยู่ในกลุ่มเป้าหมายลำดับต้น ๆ ของการใช้อำนาจตามมาตรา 301 ของกฎหมายการค้าสหรัฐฯ ปี 1974 ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์ สั่งการให้สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ใช้อำนาจตามมาตรการนี้ เพื่อสอบสวนแนวปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมของประเทศคู่ค้า
เหตุที่ไทยตกอยู่ในความเสี่ยงดังกล่าว เนื่องจากไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศเกินดุลการค้าสูง หรือ “Dirty 15” และถูกจับตามองด้านการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในรายงาน Special 301 ถูกระบุว่ามีปัญหาอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีต่อการนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ หลายรายการในรายงาน National Trade Estimate (NTE) ของ USTR และอาจถูกตั้งข้อสงสัยว่าเป็นทางผ่านให้สินค้าจีนสวมสิทธิ์เพื่อส่งออกไปยังสหรัฐฯ
นักวิชาการจากทีดีอาร์ไอ ชี้แนะว่า ไทยควรเร่งแก้ไขประเด็นที่สหรัฐฯ อาจใช้เป็นเหตุในการดำเนินมาตรการดังกล่าว ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยเองด้วย ไม่ว่าจะเป็นการทบทวนอุปสรรคการค้าที่สร้างต้นทุนโดยไม่จำเป็นต่อผู้ผลิตในประเทศและบั่นทอนความสามารถในการแข่งขัน การยกระดับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และการพัฒนาระบบตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าเพื่อปิดช่องโหว่การสวมสิทธิทางการค้า
ประเด็นการสวมสิทธิเป็นสินค้าไทย (Transshipment) และการทะลักของสินค้านอกโดยเฉพาะจากจีนเข้ามาดัมป์ตลาดภายในประเทศไทย นับเป็นเรื่องที่น่ากังวล ไทยมีความเสี่ยงอย่างยิ่งหากสินค้าจากประเทศที่สามส่งเข้ามาไทยเพื่อเปลี่ยนป้ายหรือแปรรูปเพียงเล็กน้อยแล้วส่งออกไปสหรัฐฯในนามสินค้าไทย หากสหรัฐฯ ตรวจพบ ไทยจะถูกมองว่าเป็น “ทางผ่านฟอกตัวสินค้า” และอาจถูกลงโทษด้วยภาษีที่สูงขึ้น หรือโดนแบนสินค้ากลุ่มนั้นทั้งประเทศ ส่งผลเสียต่อผู้ประกอบการไทยตัวจริง ซึ่งสินค้าเฝ้าระวังในกลุ่มนี้ อาทิ แผงโซลาร์เซลล์, ยางล้อ, เหล็ก และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์บางประเภท
ขณะเดียวกัน สินค้าจากจีนที่มีกำลังการผลิตล้นเกินและเข้าตลาดสหรัฐฯ ไม่ได้ทั้งหมด จะทะลักมาขายในไทยและอาเซียนในราคาต่ำกว่าทุนเพื่อระบายสต็อก ทำให้ SME ไทยไม่สามารถสู้ราคาได้ เพราะต้นทุนการผลิตสูงกว่า ซึ่งอุตสาหกรรมที่กำลังเผชิญภาวะวิกฤต อาทิ เหล็กและอะลูมิเนียม โดยขณะนี้โรงงานในไทยเริ่มลดกำลังการผลิตหรือปิดตัวลง กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ทั้งเสื้อผ้า, เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก และของใช้ในบ้านที่ขายผ่านแพลตฟอร์ม E-commerce รวมทั้งสินค้าเกษตรบางชนิด เช่น ผักผลไม้แช่แข็งที่ทะลักผ่านแนวชายแดน
ข้อมูลล่าสุดจาก กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) และการวิเคราะห์จากหน่วยงานเศรษฐกิจ ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ชี้ให้เห็นว่าภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญกับการ “เปลี่ยนผ่าน” ที่รุนแรง โดยสถิติล่าสุด ณ เดือนมกราคม 2569 จำนวนโรงงานที่ปิดกิจการ จำนวน 79 แห่ง มูลค่าการลงทุนที่สูญเสีย รวมกว่า 2,656 ล้านบาท แม้จะมีการเปิดโรงงานใหม่ จำนวน 59 แห่ง และการขยายโรงงาน 29 แห่งแต่จำนวนโรงงานที่ปิดตัวลงยังคงอยู่ในระดับสูงและสะท้อนถึงสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่“วิกฤตที่สุด” (ปิดตัว/มูลค่าความเสียหายสูงสุด) จากการสรุปข้อมูลปี 2568 และต้นปี 2569 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่
กลุ่มผลิตภัณฑ์อโลหะเช่น คอนกรีตผสมเสร็จ เป็นกลุ่มที่มี มูลค่าการปิดกิจการสูงสุด กว่า 10,336 ล้านบาท เนื่องจากเชื่อมโยงกับภาคอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างที่ซบเซา
กลุ่มผลิตภัณฑ์พลาสติกและเครื่องมือโลหะมีมูลค่าเงินลงทุนที่หายไปกว่า 5,614 ล้านบาท จากการแข่งขันที่เข้มข้นและสินค้าดัมป์ราคา
กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กและโลหะพื้นฐานเผชิญวิกฤตหนักจากราคาเหล็กโลกและสินค้าล้นตลาดจากต่างประเทศ
กลุ่มอาหารและเครื่องดื่มแม้เป็นอุตสาหกรรมเด่นของไทย แต่กิจการขนาดเล็กและกลาง ปิดตัวลงจำนวนมากเนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่สูงขึ้น
กลุ่มเฟอร์นิเจอร์และสิ่งทอเป็นกลุ่มที่ใช้แรงงานสูงและถูกสินค้าจากแพลตฟอร์มออนไลน์ราคาถูกเข้ามาตีตลาดอย่างหนัก
และกว่า 90% ของโรงงานที่ปิดตัว เป็นกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีเงินทุนหมุนเวียนน้อย และมีทุนจดทะเบียนเฉลี่ยลดลง สะท้อนว่าโรงงานที่ปิดตัวในปี 2567-2569 มีขนาดเล็กลงเรื่อย ๆ เมื่อเทียบกับปีก่อน ๆ นอกจากการปิดตัว โรงงานที่ยังเปิดอยู่มีแนวโน้มลดชั่วโมงการทำงานและโอที ซึ่งส่งผลต่อรายได้ของแรงงานโดยตรง
ภาษีทรัมป์และสงครามดัมป์ราคา นับเป็นปัจจัยเร่งให้กลุ่มทุนไทยรายกลางรายย่อยล้มหายตายจาก สิ่งที่จะตามมาคือวิกฤตว่างงานครั้งใหญ่ และการล่มสลายของเศรษฐกิจฐานรากอย่างเลี่ยงไม่พ้น นี่คือการบ้านชุดใหญ่ของรัฐบาลชุดใหม่ที่ยังจัดตั้งกันไม่สะเด็ดน้ำ

