ศาลพิพากษายกฟ้องคดี “ทนายเดชา” ฟ้อง “สนธิ ลิ้มทองกุล - ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์” และพวกรวม 5 คน ฐานละเมิด ชี้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เหตุจำเลยร้องสภาทนายความโดยไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง คำฟ้องของโจทก์ยังเคลือบคลุม มิได้ระบุการกระทําของจําเลยแต่ละคนว่ามีการแบ่งงานกันทําหรือร่วมกันกระทําแต่อย่างใด
วันนี้(26 ก.พ.) นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน ได้โพสต์ภาพในเฟซบุ๊ก ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์เป็นเอกสารคำพิพากษาบางส่วนในคดีหมายเลขดําที่ พ.5549/2567 หมายเลขแดงที่ พ.731/2569 ลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2569 ความแพ่ง ระหว่าง นายเดชา กิตติวิทยานันท์ โจทก์ นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายนพรัฐ พรวนสุข นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ นายอติชาต แสงขาว และนายสุชาติ ชมกุล จำเลยที่ 1-5 ตามลำดับ
ในเอกสารคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นสมาชิกของสภาทนายความและเป็นอินฟลูเอ็นเซอร์ ผู้ทรง อิทธิพลทางความคิดในโลกโซเชียล โดยมีผู้ติดตามทุกแพลตฟอร์มและเป็นหนึ่งในผู้ดูแลแพลตฟอร์ม โซเชียลมีเดียของเฟซบุ๊ก แพลตฟอร์มยูทูปและแพลตฟอร์มติ๊กต็อก ชื่อว่า (ทนายคลายทุกข์) เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2567 ต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2567 จําเลยทั้งห้าร่วมกันกระทําละเมิดต่อโจทก์ โดยจงใจทําให้โจทก์ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียง เกียรติคุณและการทํามาหา ได้ขายข่าวแพร่หลาย แจ้งข้อความฝ่าฝืนความจริงต่อบุคคลที่ 3 โดยการโฆษณาผ่านสื่อสังคมออนไลน์หลายช่องทาง
ชั้นชี้สองสถาน ศาลกําหนดประเด็นข้อพิพาทดังนี้
1.โจทก์ไม่มีอํานาจฟ้องจําเลยที่ 1 เนื่องจากโจทก์ไม่ได้ถูกโต้แย้งสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 55 หรือไม่
2.คําฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่
3.จําเลยทั้งห้ากระทําละเมิดต่อโจทก์หรือไม่
4.จําเลยทั้งห้าต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด
พิเคราะห์คําฟ้อง คําให้การและพยานหลักฐานของโจทก์และจําเลยทั้งห้าแล้ว คดีมี ประเด็นข้อพิพาทที่จะต้องวินิจฉัยประการแรกว่า โจทก์ไม่มีอํานาจฟ้องจําเลยที่ 1 เนื่องจากโจทก์ไม่ได้ถูกโต้แย้งสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 หรือไม่
เห็นว่า ตามคําให้การและทางนําสืบของจําเลยที่ 1 การที่จําเลยที่ 1 ร้องเรียนโจทก์ต่อสภาทนายความโดยไม่มีการบิดเบือนข้อเท็จจริงให้ผิดไปจากความเป็นจริง จึงเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต ไม่ใช่เป็นการใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สาม การกระทําของจําเลยที่ 1 จึงไม่เป็นการกระทําที่ละเมิดต่อสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอํานาจฟ้องจําเลยที่ 1
ประเด็นข้อพิพาทที่ต้องวินิจฉัยประการที่ 2 และประการที่ 3 เห็นควรวินิจฉัยไปพร้อมกันมีว่า คําฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ จําเลยทั้งห้ากระทําละเมิดต่อโจทก์หรือไม่
เห็นว่า คําฟ้องของโจทก์มิได้ระบุการกระทําของจําเลยแต่ละคนว่ามีการแบ่งงานกันทําหรือร่วมกันกระทําแต่อย่างใด การที่โจทก์บรรยายฟ้องเพียงคําว่า (ทนายโจร) ในเอกสารหมาย จ.9 ซึ่งข้อความดังกล่าวอาจหมายความว่า โจทก์มักจะรับเป็นทนายความให้กับโจรผู้ร้าย จึงเรียกว่า ทนายโจรก็ได้
ข้อความในส่วนนี้จึงไม่เป็นการหมิ่นประมาทใส่ความโจทก์ และบุคคลที่ลงข้อความดังกล่าวก็ไม่ใช่จําเลยทั้งห้าแต่อย่างใด
อีกทั้งตามคําเบิกความของจําเลยที่ 3 ก็ระบุชัดเจนถึงคําว่า (ทนายโจร) หมายถึง นายษิทธา เบี้ยบังเกิด ซึ่งเป็นบุคคลที่ถูกดําเนินคดีในข้อหาฉ้อโกง และได้มีการไปยื่นหนังสือร้องเรียน
ฟ้องของโจทก์จึงเคลือบคลุม และจําเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ก็ไม่ได้กระทําละเมิดต่อโจทก์แต่อย่างใด
พิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดําเนินคดีให้เป็นพับ คําขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

