xs
xsm
sm
md
lg

“ทักษิณ”พักโทษ การันตี แดงผสมน้ำเงิน!?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:


อนุทิน ชาญวีรกูล - ทักษิณ ชินวัตร
เมืองไทย 360 องศา

หลังจากที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ได้ประกาศรับรอง ส.ส.เขต จำนวน 396 เขต ไปเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ตามที่มีรายงานข่าวไปแล้วก่อนหน้านี้ ทำให้กระบวนการทั้งในสภาและการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่มีความคืบหน้าไปอีกขั้น ซึ่งจะว่าไปแล้ว ถือว่าเป็นการรับรอง ส.ส. ที่เร็วกว่ากำหนดเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งก่อนหน้านี้ หรือแม้แต่ในการเลือกตั้งครั้งนี้ จากการเปิดเผยของสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ที่ทำหน้าที่ประสานงานกับทางคณะกรรมการการเลือกตั้งมาเป็นระยะ ก็ยังได้รับคำตอบในทำนองว่า จะมีการรับรองในราววันที่ 15 มีนาคม ดังนั้น เมื่อมีการประกาศออกมาแบบนี้ ทำให้ไทม์ไลน์ อื่นๆได้ขยับเร็วขึ้น

แม้จะยังไม่มีการเปิดเผยกำหนดวันที่ชัดเจนออกมาว่าจะมีการประชุมสภานัดแรกวันไหน แต่จากการเปิดเผยของเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรก่อนหน้านี้ บอกว่า เมื่อ กกต. รับรอง สส. ครบอย่างน้อย 95-100% แล้ว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 121 ภายใน 15 วัน หลังประกาศผล จะต้องประสานไปยังสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อให้นายกรัฐมนตรี นำขึ้นทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานเปิดประชุมสภาฯ นัดแรกต่อไป

หลังจากนั้น ก็เป็นขั้นตอนในการโหวตเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร แล้วนำไปสู่การโหวตนายกรัฐมนตรี ซึ่งในขั้นตอนการเลือกประธานสภาผู้แทนฯ ก็ย่อมทราบแล้วว่า รัฐบาลผสมชุดใหม่ จะมีพรรคไหนบ้าง โดยวัดจากคะแนนเสียงว่ามีพรรคไหนบ้างที่โหวตให้คนของพรรคภูมิใจไทย ขึ้นเป็นประธานสภาฯ

อย่างไรก็ดี นาทีนี้ย่อมมั่นใจได้แล้วว่า พรรคเพื่อไทย คงต้อง “กอดคอ” กับพรรคภูมิใจไทย เพื่อร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล และสนับสนุนให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีค่อนข้างแน่ และที่ผ่านมาถือว่ามีการ “การันตี” เอาไว้อย่างมั่นคงแล้ว และยังเป็นการการันตีไปถึงการเป็นรัฐบาล

ขณะเดียวกัน ยังมีเรื่องที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดกับการที่ นายทักษิณ ชินวัตร กำลังจะได้รับการ “พักโทษ” ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมนี้ อีกด้วย ซึ่งบังเอิญว่าเป็นช่วงหวะเวลาที่สามารถเชื่อมโยงให้เห็นบางอย่างได้เหมือนกัน และที่น่าสังเกตก็คือ ตอนนี้นายทักษิณ เก็บตัวเงียบ สงบเสงี่ยม ทำตามเงื่อนไขอย่างดี ผิดกับเมื่อครั้งที่ออกมาอยู่ชั้น 14 เมื่อหลายเดือนก่อน

จากการเปิดเผยของ นายยุทธนา นาคเรืองศรี รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ และในฐานะโฆษกกรมราชทัณฑ์ เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ โดยเปิดเผยขั้นตอนพิจารณาพักการลงโทษของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะเข้าเกณฑ์ 2 ใน 3 ของอัตราโทษหนึ่งปี หรือครบ 8 เดือน วันที่ 9 พ.ค. 69 ว่า การพิจารณาโครงการพักการลงโทษกรณีทั่วไปของผู้ต้องขังที่อยู่ในเรือนจำฯ ว่าใครมีสิทธิ์ได้รับการพิจารณาเนื่องจากมีคุณสมบัติเงื่อนไขเข้าเกณฑ์นั้น ลำดับแรกจะต้องดำเนินการโดยคณะกรรมการในระดับเรือนจำก่อน และเมื่อมีการรวบรวมรายชื่อผู้ต้องขังที่เข้าเกณฑ์ได้รับการลงโทษเป็นการทั่วไปเรียบร้อยแล้วว่ามีจำนวนกี่ราย ทางเรือนจำฯ จึงจะนำเสนอรายชื่อผู้ต้องขังทั้งหมดนั้นมายังคณะกรรมการระดับกรมราชทัณฑ์เพื่อพิจารณากลั่นกรองอีกชั้นหนึ่ง ก่อนที่จะนำเสนอไปยังลำดับสุดท้าย คือ คณะกรรมการระดับกระทรวงยุติธรรม

นายยุทธนา เผยว่า ขณะนี้ทางคณะกรรมการเรือนจำกลางคลองเปรม ยังไม่ได้มีการสรุปจำนวนรายชื่อผู้ต้องขังภายในเรือนจำกลางคลองเปรมที่มีสิทธิ์ได้รับการพิจารณาพักการลงโทษกรณีทั่วไปมายังคณะกรรมการกรมราชทัณฑ์ว่าจะมีจำนวนทั้งสิ้นกี่ราย แต่โดยหลักการแล้วจะต้องมีการนำรวบรวมรายชื่อผู้ต้องขังเสนอมายังคณะกรรมการกรมราชทัณฑ์ล่วงหน้า 1-2 เดือน ซึ่งตนเข้าใจว่าจำนวนผู้ต้องขังภายในเรือนจำกลางคลองเปรมที่มีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์ได้รับการพิจารณาพักการลงโทษอาจมีไม่ถึง 500 ราย

"กรณี อดีตนายกรัฐมนตรี มีโทษ 1 ปี (12 เดือน) ดังนั้น เกณฑ์ 2 ใน 3 ของอัตราโทษดังกล่าว หากจะได้รับการพักโทษคุมประพฤติ คือ ต้องคุมขังมาแล้ว 8 เดือน และอดีตนายกรัฐมนตรีได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เมื่อวันที่ 9 ก.ย.68 เมื่อคำนวณดูแล้วก็จะได้รับการปล่อยตัวคุมประพฤติในวันที่ 9 พ.ค.69 ซึ่งในการพิจารณาการพักการลงโทษกรณีทั่วไปของผู้ต้องขัง ทางคณะกรรมการจะต้องดำเนินการมีความเห็นชอบให้ครบทั้ง 3 ลำดับชั้นเรียบร้อยก่อน” รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ระบุ

นายยุทธนา เผยอีกว่า นอกจากบทบาทในส่วนของกรมราชทัณฑ์ที่มีหน้าที่ควบคุมผู้ต้องขังแล้วนั้น หากผู้ต้องขังรายใดที่เข้าเกณฑ์จะได้รับการพักการลงโทษ ระหว่างนี้ทางเรือนจำและกรมคุมประพฤติจะเข้ามามีบทบาทร่วมกันในเรื่องของการสืบเสาะในส่วนของผู้อุปการะผู้ต้องขังรายนั้นๆ โดยเรือนจำจะทำหนังสือไปถึงกรมคุมประพฤติ เพื่อขอให้สืบเสาะว่าผู้อุปการะของผู้ต้องขังคือใคร ที่พักอาศัยของผู้อุปการะอยู่ที่ใด ผู้อุปการะมีความสามารถในการดูแลผู้ต้องขังอย่างไรบ้าง เมื่อไปอยู่ในสถานที่อุปการะ และสถานที่อุปการะคือที่ใด เป็นต้น จากนั้นกรมคุมประพฤติจึงจะมีการกำหนดพื้นที่ให้ที่แห่งนั้นเป็นสถานที่พักโทษคุมประพฤติ และกรมคุมประพฤติก็จะได้ทำหนังสือมาสอบถามเรือนจำว่ามีความเห็นด้วยกับการพักโทษหรือการไม่พักโทษอย่างไรบ้าง

“แม้ว่าวันที่ 9 พ.ค.69 จะตรงกับวันเสาร์ แต่เราก็มีหน้าที่รักษาสิทธิของผู้ต้องขัง ซึ่งหากบุคคลได้รับการพักโทษคุมประพฤติ ทางเรือนจำฯ ก็มีหน้าที่ต้องปล่อยตัวไปตามขั้นตอน โดยในตอนเช้าประมาณ 07.00-08.00 น. เจ้าหน้าที่จะเริ่มตรวจสอบเรื่องเอกสารต่าง ๆ ของผู้ต้องขัง ก่อนที่ญาติและครอบครัวจะมารับตัวไปพักโทษคุมประพฤติยังสถานที่ที่ผู้อุปการะแจ้งไว้ อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการไปพักโทษคุมประพฤติ หากมีการกระทำผิดเงื่อนไขการพักโทษ ก็จะต้องถูกนำตัวกลับมาคุมขังในเรือนจำตามกำหนดโทษที่เหลือทันที โดยในกรณีของอดีตนายกรัฐมนตรี ด้วยความที่มีโทษน้อย 1 ปี ดังนั้น ในเรื่องของการใส่กำไล EM ก็ไม่มีความจำเป็น แต่จะต้องมีการไปรายงานตัวตามกำหนดนัดกับทางสำนักงานคุมประพฤติ อีกทั้งอดีตนายกรัฐมนตรี ด้วยความที่ในเดือน พ.ค.นี้ ก็จะรับโทษมาแล้ว 2 ใน 3 หรือ 8 เดือน ก็จะได้ไปพักโทษคุมประพฤติอีกเพียง 4 เดือน ก็จะครบตามกำหนดโทษ 1 ปี (9 ก.ย.69) ส่วนเมื่ออดีตนายกรัฐมนตรีพักโทษคุมประพฤติครบถ้วนแล้ว จึงจะได้รับใบบริสุทธิ์พ้นโทษจากเรือนจำฯ”

แน่นอนว่าเมื่อพิจารณาจากข้อมูลและหลักการจากปากของรองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ดังกล่าว ในครั้งนี้พอมองเห็นว่า นายทักษิณ ชินวัตร ได้เข้าเงื่อนไขในการพักโทษจริงๆ แต่ขณะเดียวกัน เมื่อพิจารณาจากจังหวะเวลาก็ต้องถือว่าประจวบเหมาะกันพอดี กับความเคลื่อนไหวจัดตั้งรัฐบาล และหากมีความเชื่อว่า นายทักษิณ เป็นเจ้าของพรรคเพื่อไทยตัวจริงก็ต้องมองไปถึงเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล อีกด้วย เอาเป็นว่าตอนนี้ยืนยันได้แล้วว่า พรรคเพื่อไทยจะต้องกอดคอกับพรรคภูมิใจไทย ส่วนจะมีพรรคกล้าธรรมหรือไม่นั้น ถึงตอนนี้เริ่มไม่ชัวร์แล้ว

เพราะล่าสุด เริ่มมีการเปิดเผยให้เห็นความเคลื่อนไหวในการแบ่งโควตากระทรวงกันชัดเจนมากขึ้น โดยมีรายงานว่า พรรคภูมิใจไทย จะได้โควตารัฐมนตรี 19 ตำแหน่ง เบื้องต้นจะมีกระทรวงที่อยู่ในความดูแลของพรรคภูมิใจไทย ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงคมนาคม กระทรวงพลังงาน กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงยุติธรรม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสำนักนายกรัฐมนตรี

ส่วนพรรคเพื่อไทย ได้โควตา 8 ที่นั่ง คาดว่าจะได้คุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุดมศึกษา วิจัย และนวัตกรรม กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงแรงงาน เป็นต้น

ดังนั้นหากพิจารณาจากแนวโน้มจะเห็นว่า การจัดตั้งรัฐบาลจะมีสองพรรคหลักคือ ภูมิใจไทย กับพรรคเพื่อไทย โดยมีพรรคเล็กหลายพรรคเข้ามาร่วม ซึ่งสูตรรวมกันแล้วมีราว 300 เสียง ทำให้โอกาสที่พรรคกล้าธรรมต้องไปเป็นฝ่ายค้านสูง แต่ว่าทุกอย่างยังไม่จบ โอกาสยังมีการเปลี่ยนแปลงได้หากมี “ข้อมูลใหม่” เพียงแต่ว่าตอนนี้ พรรคภูมิใจไทยมีอำนาจต่อรองเหนือกว่า และยังคุมเกมได้อย่างมั่นคง !!