xs
xsm
sm
md
lg

"กรมคุก" แจงด่วน! "ทักษิณ" ได้พักโทษ 11 พ.ค.หลังถูกจำคุกครบ 2 ใน 3 ของโทษ 1 ปี ตามเกณฑ์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:


ภาพจากแฟ้ม
MGR Online - ราชทัณฑ์ ร่อนเอกสารชี้แจง "ทักษิณ ชินวัตร" ถูกคุมขังในเรือนจำครบ 2 ใน 3 ของกำหนดโทษ 1 ปี วันที่ 10 พ.ค.นี้ และสามารถพักการลงโทษได้ในวันที่ 11 พ.ค. ติดกำไล EM หรือไม่ เป็นดุลพินิจของคณะอนุกรรมการพิจารณา

วันนี้ (25 ก.พ.) กรมราชทัณฑ์ เผยแพร่เอกสารโดยระบุว่า "ด้วย นายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งปัจจุบันถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ตามคำสั่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีกำหนดโทษ 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2568 จะพ้นโทษ ในวันที่ 9 กันยายน 2569

กรมราชทัณฑ์ ขอเรียนว่า ในส่วนของการพักการลงโทษ หากนักโทษเด็ดขาดรายใดมีคุณสมบัติครบถ้วนตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์พ.ศ. 2560 มาตรา 52 (7) และกฎกระทรวง กำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาด และเงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาด ซึ่งจะได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกหรือการพักการลงโทษและได้รับการปล่อยตัวต้องปฏิบัติ พ.ศ. 2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2564 กล่าวคือ นายทักษิณฯ จะมีคุณสมบัติครบถ้วนต่อเมื่อต้องโทษจำคุกมาแล้ว 2 ใน 3 ของกำหนดโทษ และจะได้รับประโยชน์จากการพักการลงโทษไม่เกิน 1 ใน 3 ของกำหนดโทษ 1 ปี และต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ โดยจะเข้าเกณฑ์การพักการลงโทษ ในวันที่ 10 พฤษภาคม 2569 และสามารถปล่อยตัวพักการลงโทษได้ในวันถัดไปคือ ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2569

ทั้งนี้ การคำนวณระยะเวลาการเข้าเกณฑ์การพักการลงโทษนั้น กรมราชทัณฑ์ได้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 21 ซึ่งบัญญัติว่าในการคำนวณระยะเวลาจำคุก ให้นับวันเริ่มจำคุกรวมคำนวณเข้าด้วย และให้นับเป็น 1 วันเต็มโดยไม่ต้องคำนึงถึงจำนวนชั่วโมง ถ้าระยะเวลาที่คำนวณนั้นกำหนดเป็นเดือน ให้นับ 30 วันเป็น 1 เดือน ถ้ากำหนดเป็นปี ให้คำนวณตามปีปฏิทินในราชการ ดังนั้น ในการคำนวณโทษของนายทักษิณฯ 2 ใน 3 ของกำหนดโทษ 1 ปี (1 ปี = 12 เดือน 5 วัน = 365 วัน) จึงเท่ากับ 8 เดือน 4 วัน หรือ 244 วัน ซึ่งตรงกับวันที่ 10 พฤษภาคม 2569 และสามารถปล่อยตัวได้ในวันถัดไป คือ ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 สำหรับการจะติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัวกับนายทักษิณหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ

ดังนั้น การพิจารณาพักการลงโทษกับนักโทษเด็ดขาดแต่ละราย จึงเป็นการดำเนินการตามกรอบกฎหมาย กฎกระทรวง ระเบียบ แนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนหลักสิทธิมนุษยชนอย่างเคร่งครัด โดยมิได้ เลือกปฏิบัติหรือดำเนินการนอกเหนือจากที่กฎหมายกำหนดไว้"