xs
xsm
sm
md
lg

อึมครึม! 'ทรัมป์' โต้ข่าว บิ๊กทหารมะกันเตือน ‘เสี่ยงสูง’ ถ้าโจมตีเตหะราน ขณะหลายประเทศวิตก เรียกร้องให้พลเมืองออกจากอิหร่าน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:


ยูเอสเอส เจอรัลด์ ฟอร์ด เรือบรรทุกเครื่องบินลำใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ขณะจอดเทียบท่าอยู่ที่อ่าวซูดาเบย์ ในเกาะครีต ของกรีซ ซึ่งอยู่ริมทะเลเมดิเตอร์เนียน ไม่ไกลจากภูมิภาคตะวันออกกลาง ในภาพนี้ซึ่งถ่ายเมื่อวันอังคาร (24 ก.พ.) ทั้งนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งให้หมู่เรือโจมตีที่นำโดยเรือบรรทุกเครื่องบินลำนี้ เดินทางจากแอตแลนติกเข้ามาเสริมกำลัง โดยที่ในตะวันออกกลางเวลานี้ ก็มีหมู่เรือโจมตีซึ่งนำโดยเรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น พร้อมเรือรบอื่นๆ ตลอดจนเครื่องบินรบจำนวนมากอยู่ก่อนแล้ว
ทรัมป์ตอบโต้รายงานข่าวของสื่อดังๆ หลายราย ที่ว่า มีนายทหารใหญ่เตือนความเสี่ยงโจมตีอิหร่าน ซึ่งรวมถึงการที่วอชิงตันถูกดึงเข้าไปพัวพันในความขัดแย้งระยะยาว ยืนยันอเมริกาสามารถรบชนะเตหะรานอย่างง่ายดาย ด้านอิหร่านลั่นพร้อมตอบโต้รุนแรงหากถูกเล่นงาน ขณะที่หลายประเทศ อาทิ อินเดีย ออสเตรเลีย สวีเดน เรียกร้องพลเมืองเดินทางออกจากอิหร่าน ส่วนอเมริกาสั่งเจ้าหน้าที่นอกส่วนงานฉุกเฉินพาครอบครัวอพยพจากสถานเอกอัครราชทูตในเลบานอน

หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์รายงานในวันจันทร์ (23 ก.พ.) ว่า พลเอกแดน เคน ประธานคณะเสนาธิการร่วมของสหรัฐฯ ได้แสดงความกังวลต่อทำเนียบขาวและกระทรวงกลาโหม เกี่ยวกับการเข้าโจมตีอิหร่านว่า การขาดแคลนกระสุนและการสนับสนุนของพันธมิตรอาจทำให้กำลังพลของอเมริกาตกอยู่ในความเสี่ยงมากขึ้น

ด้านวอลล์สตรีท เจอร์นัล ก็รายงานว่า ทั้งเคนและเจ้าหน้าที่อีกหลายคนของเพนตากอน ได้เตือนความเสี่ยงในการโจมตีอิหร่าน เช่น การสูญเสียทหารของอเมริกาและพันธมิตร และระบบป้องกันภัยทางอากาศของสหรัฐฯ อาจร่อยหรอ

ขณะที่เว็บไซต์ข่าว แอกซิออส ระบุว่า เคนเตือนว่า อเมริกาอาจติดอยู่ในความขัดแย้งที่ยืดเยื้อยาวนาน และเสริมว่า สตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษของสหรัฐฯ ตลอดจน จาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องให้ระงับการโจมตีอิหร่านและใช้โอกาสทางการทูตแทนเช่นกัน

ทว่า ทรัมป์โพสต์บนแพลตฟอร์มสื่อสังคม ทรูธ โซเชียล ของเขาว่า รายงานเหล่านั้นไม่เป็นความจริงโดยสิ้นเชิง และเสริมว่า เคนมีความเห็นเช่นเดียวกับคณะบริหารคือ ไม่ต้องการให้เกิดสงคราม แต่ถ้ามีการตัดสินใจเดินหน้าปฏิบัติการทางทหาร นั่นแสดงว่า เขามั่นใจว่า จะสามารถรบชนะเตหะรานอย่างง่ายดาย

ทรัมป์ยังย้ำว่า ต้องการบรรลุข้อตกลงกับเตหะรานเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ แต่ถ้าไม่เป็นไปตามนั้นจะเป็นวันที่แสนเศร้าสำหรับอิหร่านและประชาชนอิหร่าน

ขณะนี้วอชิงตันระดมกำลังทหารและอาวุธยุทธภัณฑ์จำนวนมากเตรียมพร้อมในตะวันออกกลาง ซึ่งรวมถึงเรือบรรทุกเครื่องบิน 2 ลำ เรือรบอื่นๆ อีกกว่า 10 ลำ เครื่องบินรบจำนวนมาก สัปดาห์ที่แล้วทรัมป์ยังข่มขู่โจมตีอิหร่านแบบจำกัด หากตกลงกันไม่ได้ในเรื่องให้อิหร่านระงับโครงการนิวเคลียร์

อย่างไรก็ดี พร้อมกันนี้ วอชิงตันยังคงเดินหน้าเจรจากับเตหะราน โดยที่มีโอมานเป็นคนกลาง ทั้งนี้รอบต่อไปนัดหมายจัดขึ้นที่เจนีวาในวันพฤหัสฯ (26 )

สำหรับทางฝ่ายอิหร่าน เมื่อวันจันทร์(23) เอสมาอิล บาเกรี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ออกมาแถลงตอบโต้คำขู่ของทรัมป์ว่า หากอิหร่านถูกโจมตีแม้เพียงจำกัด ก็จะถือเป็นการรุกราน และอิหร่านจะตอบโต้อย่างรุนแรง

ก่อนหน้านี้อิหร่านเผยว่า พร้อมยื่นร่างข้อเสนอสำหรับการตกลงเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ต่อตัวกลางการเจรจารอบสามที่กำลังจะจัดขึ้น ขณะที่ทรัมป์กล่าวเมื่อวันพฤหัสฯ (19 ก.พ.) ว่า เตหะรานมีเวลานานที่สุด 15 วันในการทำข้อตกลง

ด้าน คาเซม การิบาบาดี รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศอิหร่าน กล่าวว่า การฟื้นการเจรจาเป็นโอกาสใหม่ แต่เตือนว่า ถ้าอิหร่านถูกโจมตี มีความเสี่ยงที่ความขัดแย้งอาจลุกลามไปทั่วตะวันออกกลาง

เรื่องความเสี่ยงที่จะเกิดความขัดแย้งทางทหารอย่างกว้างขวาง กำลังสร้างความหวาดหวั่นในอิหร่าน รวมทั้งกระตุ้นให้ประเทศอื่นๆ เตรียมมาตรการป้องกัน

ในวันจันทร์ อินเดีย สวีเดน เซอร์เบีย โปแลนด์ และออสเตรเลีย เรียกร้องให้พลเมืองของตนเดินทางออกจากอิหร่าน

ขณะเดียวกัน อเมริกาสั่งให้เจ้าหน้าที่นอกส่วนงานฉุกเฉิน ตลอดจนพวกสมาชิกครอบครัวนักการทูต เดินทางออกจากสถานเอกอัครราชทูตในเบรุต เมืองหลวงของเลบานอน ซึ่งถือเป็นที่มั่นของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอิหร่าน

นอกจากนั้น เมื่อวันจันทร์เช่นกัน กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยังอัพเดตคำแนะนำการเดินทางในเลบานอน โดยย้ำเตือนพลเมืองอเมริกันให้งดเดินทางไปยังประเทศดังกล่าว รวมทั้งห้ามเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตที่ยังประจำอยู่ เดินทางทำธุระส่วนตัวโดยไม่ได้รับอนุญาตล่วงหน้า ตลอดจนยังอาจเพิ่มข้อจำกัดในการเดินทางโดยไม่แจ้งล่วงหน้าหากสถานการณ์ความปลอดภัยมีความเสี่ยงมากขึ้น

ทั้งนี้ ผลประโยชน์ของอเมริกา กลายเป็นเป้าหมายการโจมตีในเลบานอนหลายครั้งระหว่างสงครามกลางเมืองปี 1975-1990 โดยอเมริกาเชื่อว่า เป็นฝีมือกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งรวมถึงเหตุระเบิดฆ่าตัวตายในกองบัญชาการนาวิกโยธินสหรัฐฯ ในเบรุตเมื่อปี 1983 ที่ทำให้ทหารอเมริกันเสียชีวิต 241 นาย และเหตุระเบิดฆ่าตัวตายในสถานเอกอัครราชทูตอเมริกันในเบรุตในปีเดียวกัน ที่มีเจ้าหน้าที่สถานทูตเสียชีวิต 49 คน

(ที่มา: เอเอฟพี/รอยเตอร์)