นายวรวงศ์ รามางกูร อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดมุมมองเชิงบวกต่อทิศทางเศรษฐกิจไทย ระบุปี 2569 จะเป็น “ปีทองของการส่งออก” อีกปีหนึ่งต่อจากปีที่ผ่านมา หลังตัวเลขส่งออกเดือนมกราคมขยายตัวสูงถึง 24.4% สะท้อนความแข็งแกร่งของภาคส่งออก และประสิทธิภาพเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย
การเติบโตดังกล่าวเป็นผลโดยตรงจากการลงทุนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องตลอด 2 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการลงทุนในอุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ซึ่งจะเป็นฐานสำคัญให้การส่งออกสามารถขยายตัวต่อเนื่องได้ในระยะถัดไป
ขณะเดียวกัน ภาคอุตสาหกรรมเริ่มต้นปีด้วยสัญญาณที่ดี โดยการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเดือนล่าสุดขยายตัวถึง 29.8% และเติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 22 ติดต่อกัน สะท้อนขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตไทยในตลาดโลก
ในบริบทการค้าโลก นโยบายภาษีของสหรัฐอเมริกายังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อประเทศผู้ส่งออกทั่วโลก แม้ล่าสุดศาลสูงสหรัฐมีคำตัดสินเกี่ยวกับมาตรการทางการค้า และประธานาธิบดีสหรัฐประกาศใช้ภาษีนำเข้าทั่วโลก (Universal Tariff) ในอัตรา 15% ภายใต้กรอบเวลา 150 วัน เพื่อแก้ปัญหาการขาดดุลการค้า แทนมาตรการภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) เดิม อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าผลกระทบต่อประเทศไทยยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ หากมีการเตรียมความพร้อมเชิงนโยบายอย่างเหมาะสม
ขณะเดียวกัน ไทยมีบทเรียนเชิงบวกจากอดีต โดยในช่วงที่สหรัฐใช้มาตรการภาษีตอบโต้ รัฐบาลพรรคเพื่อไทย สามารถเจรจาลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าไทยจาก 36% เหลือ 19% ได้สำเร็จ ช่วยประคองภาคส่งออกและรักษาความสามารถแข่งขันของผู้ประกอบการไทย ท่ามกลางแรงกดดันจากต่างประเทศ สะท้อนว่าการเจรจาเชิงรุกและความเข้าใจโครงสร้างการค้าโลกยังเป็นกลไกสำคัญในการลดแรงกระแทกจากมาตรการกีดกันทางการค้า และอาจเปลี่ยนความท้าทายรอบใหม่ให้เป็นโอกาสได้เช่นกัน
หากประเทศไทยสามารถรักษาโมเมนตัมเศรษฐกิจไว้ได้ การส่งออกจะเป็นพระเอกของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ และจะช่วยผลักดันการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน โดยเชื่อมั่นว่า GDP ของไทยจะสามารถกลับมาเติบโตในระดับ 3–5% ได้อย่างแน่นอน จากแรงหนุนของการส่งออก การลงทุน และภาคอุตสาหกรรมที่เริ่มฟื้นตัวอย่างเป็นรูปธรรม จะส่งผลให้ไทยหลุดพ้นจากการเป็นคนป่วยของเอเซีย
ขณะเดียวกัน จากแนวโน้มความมีเสถียรภาพทางการเมืองและทิศทางนโยบายเศรษฐกิจ ในรัฐบาลที่จะมาถึงจะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะแนวนโยบายที่เน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ควบคู่กับการยกระดับอุตสาหกรรมสมัยใหม่ และการเร่งรัดการเจรจาความตกลงระหว่างประเทศ
ความคืบหน้าการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป ซึ่งมีสมาชิกถึง 27 ประเทศ ถูกมองว่าเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อภาคการส่งออก เนื่องจากจะช่วยขยายโอกาสสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดยุโรป ลดอุปสรรคทางภาษี ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของ นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พรรคเพื่อไทย เคยวางยุทธศาสตร์ผลักดันการเจรจา FTA เพื่อช่วยขยายโอกาสสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดยุโรปเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในระยะยาว
.
พร้อมกันนี้ มีการเปรียบเทียบว่า ปัจจุบัน เวียดนาม มีข้อตกลง FTA ครอบคลุมมากกว่า 60 ประเทศ ขณะที่ไทยมีเพียง 24 ประเทศ ส่งผลให้เวียดนามสามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ และผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
.
หากไทยเร่งเดินหน้า FTA ที่สำคัญ โดยเฉพาะกับสหภาพยุโรป ควบคู่กับนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์อย่างจริงจัง จะช่วยปิดช่องว่างการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน และยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยได้อย่างมีนัยสำคัญ
.
“ท้ายที่สุด การทำงานของรัฐบาลใหม่ในอนาคตย่อมถูกคาดหวังว่า จะสามารถขับเคลื่อนนโยบายได้อย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม ทั้งด้านการลงทุน การยกระดับโครงสร้างอุตสาหกรรม และการเดินหน้า FTA สำคัญ ๆ ซึ่งไม่เพียงเสริมความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจและตลาดทุน แต่ยังช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ กระจายรายได้สู่ภูมิภาค และทำให้ประชาชนเห็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้อย่างชัดเจนในปี 2569” นายวรวงศ์กล่าวทิ้งท้าย

