นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) แถลงว่า การส่งออกเดือนมกราคม มีมูลค่า 31,573.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 980,744 แสนล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 24.4 ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 19 หากหักสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ยังขยายตัวสูงถึงร้อยละ 20.9 โดยส่งออกไทยขยายตัวแข็งแกร่งจากกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ที่ขยายตัวถึงร้อยละ 68.2 และโทรศัพท์และอุปกรณ์ ขยายตัวกว่า 195% สะท้อนความต้องการสินค้าเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นตามกระแสการลงทุนด้าน AI และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลทั่วโลก ขณะที่หมวดรถยนต์และชิ้นส่วน ยังเติบโตต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมการค้าไทยยังขาดดุล โดยการนำเข้าอยู่ที่ 34,876.5 ล้านดอลลาร์ ขยายตัวร้อยละ 29.4 ส่งผลให้ขาดดุลการค้า 3,303.4 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 116,700 ล้านบาท
ด้านสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ภาพรวมยังหดตัวร้อยละ 1.8 แต่มีสินค้าสำคัญที่ขยายตัวโดดเด่น อาทิ ผลไม้สดและแปรรูป ขยายตัวกว่าร้อยละ 53 กุ้งสดแช่แข็ง โตร้อยละ 40 และอาหารสัตว์เลี้ยง ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 ขณะที่ยางพารา ข้าว และน้ำตาลทราย ยังหดตัวต่อเนื่อง
ตลาดส่งออกสำคัญขยายตัวเกือบทุกภูมิภาค โดยสหรัฐฯ โตสูงถึงร้อยละ 43.1 จีน โตร้อยละ 35.1 สหภาพยุโรป โตร้อยละ 17.8 และอาเซียน โตร้อยละ 29.8 สะท้อนการฟื้นตัวของอุปสงค์ในตลาดหลัก
สำหรับแนวโน้มทั้งปี 2569 กระทรวงพาณิชย์ประเมินว่า การส่งออกยังมีทิศทางขยายตัวต่อเนื่อง จากการลงทุนด้านดิจิทัลและ Data Center ทั่วโลก รวมถึงโอกาสจากความตกลงการค้าเสรีฉบับใหม่ แต่ยังต้องติดตามความผันผวนของค่าเงินบาทและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด
นายนันทพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การส่งออกเดือนมกราคม ที่ขยายตัวสูงกว่า 24% มีแรงขับเคลื่อนหลักจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ อัญมณี และสินค้าเกษตรบางรายการ สะท้อนดีมานด์ที่แท้จริงจากอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและการลงทุนด้าน AI พร้อมยืนยันไม่ใช่มาจาก transshipment อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขส่งออกเดือนแรกของปีจะเติบโตสูง แต่ภาครัฐยอมรับว่ายังมีความกังวลว่าวัฏจักรการขยายตัวรอบนี้จะยืนระยะได้นานเพียงใด ขณะนี้ยังไม่ปรับประมาณการส่งออกทั้งปี โดยขอประเมินตัวเลขครบไตรมาสแรก หรืออย่างน้อย 3 เดือนก่อน พร้อมติดตามความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด
ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตา คือ มาตรการภาษีสหรัฐฯ ภายใต้นโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ปรับลดอัตราภาษีสินค้าบางรายการจาก 19% เหลือ 10% ซึ่งทำให้ต้นทุนผู้นำเข้าลดลงราว 9% ส่งผลให้ผู้นำเข้าที่ชะลอคำสั่งซื้อก่อนหน้านี้ อาจกลับมานำเข้าสินค้ามากขึ้น อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ ประกาศอีกว่าจะปรับขึ้นอัตราภาษีจาก 10% เป็น 15% ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์นี้ จึงยังต้องติดตามความชัดเจน
ทั้งนี้ สหรัฐฯ ยังขาดดุลการค้ากับไทยในระดับสูง จึงเป็นประเด็นที่ต้องบริหารความสัมพันธ์ทางการค้าอย่างระมัดระวัง โดยย้ำว่าการเจรจาระหว่างไทย- สหรัฐฯ ยังดำเนินไปตามแผน และมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ส่วนมาตรการภาษีตอบโต้ตามมาตรา 301 ของสหรัฐฯ ขณะนี้ยังไม่มีการใช้กับไทยโดยตรง แต่หากมีการปรับเปลี่ยนนโยบายการค้า ก็อาจส่งผลกระทบได้ ซึ่งต้องอาศัยการเจรจาอย่างต่อเนื่อง
สำหรับผู้ประกอบการอาจได้รับผลกระทบจากความผันผวนของค่าเงินบาท และความไม่แน่นอนของมาตรการภาษี โดยเฉพาะสินค้าไฟฟ้า สินค้าไลฟ์สไตล์ และอาหารบางประเภท รวมถึงอาหารกระป๋อง ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ
อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ยังเดินหน้าขยายตลาดใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงจากตลาดหลัก โดยจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ให้กับผู้นำเข้ารายใหญ่ ทั้งสินค้าเกษตรและข้าว พร้อมรุกตลาดที่มีศักยภาพ เช่น จีน อินเดีย เวียดนาม ซาอุดีอาระเบีย แอฟริกา และลาตินอเมริกา

