xs
xsm
sm
md
lg

ตามติดร่างกฎหมายติดค้างก่อนยุบสภา “กฎหมาย PRTR” เมื่อสิทธิของประชาชนในการรับรู้ข้อมูลมลพิษ อยู่ในมือ “อนุทิน” และ “ภูมิใจไทย”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ลำดับเหตุการณ์สำคัญ


- ร่างพระราชบัญญัติการรายงานและเปิดเผยการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ (Pollutant Release and Transfer Register หรือ PRTR) ผ่านเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาเป็นครั้งแรก เมื่อ 5 กันยายน 2568 หลังผ่านการผลักดันมากว่า 20 ปี วันเดียวกับที่สภาผู้แทนราษฎร มีมติเลือกนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ภายใต้เงื่อนไขจะยุบสภาภายใน 4 เดือน


- การมีกฎหมาย PRTR จะทำให้อุตสาหกรรมที่ครอบครอง เคลื่อนย้าย หรือปลดปล่อยสารมลพิษ จะมีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้โดยรายงานต่อคณะกรรมการ และข้อมูลจะถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ ทำให้ประชาชนสามารถสามารถร่วมติดตามตรวจสอบการปล่อยมลพิษได้ จากเดิมที่ภาคเอกชนมีหน้าที่ต้องแจ้งข้อมูลต่อหน่วยงานกำกับดูแลเท่านั้น จนเกิดเหตุทั้งการรั่วไหลและการลักลอบทิ้งสารมลพิษในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ


- ร่างกฎหมาย PRTR ดำเนินกระบวนการผ่านวาระที่ 2 ของสภาผู้แทนราษฎร โดยคณะกรรมาธิการพยายามเร่งประชุมเพื่อให้กฎหมายผ่านสภาผู้แทนราษฎรก่อนยุบสภา


- นายอนุทิน ประกาศยุบสภา เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ประมาณ 1 เดือน ทำให้ร่างกฎหมาย PRTR ค้างอยู่ใน “วาระที่ 3” คือ รอมติจากที่ประชุม ส.ส. ให้เห็นชอบตามที่คณะกรรมาธิการเสนอ ก่อนส่งต่อไปในชั้น สว.

- รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 147 ระบุว่า ร่าง พ.ร.บ.ที่อาจจะตกไปจากเหตุ “ยุบสภา” สามารถถูกนำกลับมาพิจารณาต่อได้ผ่าน 2 ช่องทาง คือ

- ช่องทางแรก ... หากคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ร้องขอต่อสภาภายใน 60 วัน นับจากวันแรกที่เรียกประชุมรัฐสภา ให้นำร่าง พ.ร.บ.ที่ตกไป กลับมาพิจารณา โดยสามารถพิจารณาต่อจากวาระเดิมที่ค้างอยู่ได้เลย (ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา 2563)

- ช่องทางที่สอง ... หากคณะรัฐมนตรี ไม่ได้ร้องขอให้รัฐสภานำกลับมาพิจารณาใน 60 วัน ผู้แทนที่เข้าชื่อยื่นเสนอกฎหมายฉบับนั้นสามารถยื่นร้องขอต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้นำกฎหมายกลับมาพิจารณาได้ภายใน 120 วัน นับจากวันแรกที่เรียกประชุม และต้องกลับไปเริ่มต้นตั้งแต่ที่วาระที่ 1 คือ ให้ที่ประชุมมีมติรับหลักการ (พ.ร.บ.การเข้าชื่อเสนอกฎหมาย 2564)

- ร่างกฎหมาย PRTR จะได้ไปต่อ หรือ ต้องกลับไปนับหนึ่งใหม่หลังจากรอมากว่า 20 ปี จึงขึ้นอยู่กับ “รัฐบาลอนุทิน” และ “เสียง ส.ส.ในสภา”


***********


“หนทางที่ดีที่สุด คือ เราอาจจะต้องเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ช่วยยื่นเรื่องต่อรัฐสภาให้บรรจุร่างกฎหมาย PRTR กลับเข้าไปพิจารณาต่อจากเดิมในวาระที่ 3 เลย ... แต่ถ้าสถานการณ์ไม่เป็นไปตามนั้น ก็ต้องยอมรับว่า อาจจะต้องกลับมาต่อสู้กันใหม่”

ชำนัญ ศิริรักษ์ ทนายความที่ว่าความในคดีการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมในหลายพื้นที่ และเป็นหนึ่งในกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างกฎหมาย PRTR เปิดเผยถึงกระบวนการผลักดันกฎหมายหลังมีรัฐบาลชุดใหม่ โดยยืนยันว่า แนวทางที่ดีที่สุดตามข้อกฎหมาย คือ คณะรัฐมนตรีต้องร้องขอต่อที่ประชุมรัฐสภาภายใน 60 วัน ให้นำกฎหมายนั้นกลับมาพิจารณาต่อจากที่ค้างไว้เดิม แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมา กระบวนเช่นนี้เกิดขึ้นได้ยาก โดยเฉพาะร่างกฎหมายอย่าง PRTR ซึ่งไม่ได้ถูกเสนอโดยคณะรัฐมนตรี

“ถ้าคณะรัฐมนตรีจะใช้สิทธิในการเสนอให้นำร่างกฎหมายที่ตกไปจากการยุบสภากลับมาพิจารณาต่อในสภาฯ ชุดใหม่ ก็มักจะเกิดจากปัจจัยว่า ร่างกฎหมายนั้นมันกเป็นเร่างที่ถูกเสนอเข้าไปโดยคณะรัฐมนตรีเอง ซึ่งหมายความว่า คณะรัฐมนตรีชุดใหม่กับชุดเดิมก่อนยุบสภา อาจจะต้องเป็นกลุ่มการเมืองกลุ่มเดียวกันด้วยซ้ำ หรือมีผู้นำรัฐบาลเป็นบุคคลเดิม”

“แต่ร่างกฎหมาย PRTR ไม่อยู่ในสมการทางการเมืองเหล่านี้เลย เพราะเป็นกฎหมายที่ถูกผลักดันโดยภาคประชาชน และถูกเสนอเข้าที่ประชุมโดยพรรคประชาชน ซึ่งมีแนวโน้มสูงที่จะกลับมาเป็นฝ่ายค้าน ... ดังนั้น การรอให้คณะรัฐมนตรีเสนอให้ PRTR กลับสู่สภาผู้แทนราษฎรทันทีจึงเป็นเรื่องยาก”






ในฐานะที่เป็นหนึ่งในกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างกฎหมาย PRTR ทนายชำนัญ เชื่อว่า องค์กรภาคประชาชนที่เข้าชื่อเสนอกฎหมาย PRTR จำเป็นต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ.การเข้าชื่อเสนอกฎหมาย เพื่อให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรบรรจุกฎหมายกลับเข้าไปในสภา โดยมีโจทย์ใหม่ที่ต้องเผชิญอีกด้วย เพราะการกลับไปด้วยวิธีนี้ คือ การไปเริ่มต้นกระบวนการใหม่ตั้งแต่ขั้นการรับหลักการ ซึ่งสัดส่วน ส.ส.ในสภาชุดนี้ ต่างไปจากสภาชุดก่อนมาก

“จำนวน ส.ส.ที่เปลี่ยนไปก็เป็นส่วนสำคัญที่พวกเราซึ่งเป็นผู้เสนอร่างกฎหมายต้องนำมาทบทวน เพราะต้องยอมรับว่า จำนวน ส.ส.ในสภาชุดที่แล้ว มี ส.ส.ของพรรคประชาชนมากที่สุด และสนับสนุนกฎหมายนี้อย่างชัดเจน แต่สภาชุดใหม่มีสัดส่วนที่ต่างจากเดิมมาก ซึ่งอาจมีผลตั้งแต่การพิจารณารับหลักการหรือไม่ในวาระแรกด้วยซ้ำ หรือหากผ่านเข้าไป ก็จะมีผลต่อสัดส่วนการตั้งกรรมาธิการในวระที่ 2 อยู่ดี”

กฎหมาย PRTR แม้จะไม่ใช่กฎหมายที่จะไปเปลี่ยนแปลงทั้งระบบแบบร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด แต่การออกกฎเกณฑ์ให้ภาคอุตสาหกรรมต้องเปิดเผยข้อมูลสารมลพิษซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญในกระบวนการผลิตและกำจัดกากของเสีย ถือเป็นประเด็นใหญ่ที่ส่งผลต่อเนื่องไปถึงกลุ่มทุนต่าง ๆ ซึ่งแน่นอนว่า มีผลต่อการตัดสินใจของพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลด้วย

“ท่าทีของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมี ส.ส.มากเป็นอันดับหนึ่ง พรรคร่วมรัฐบาล และการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ในการเลือกผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีอุตสาหกรรมและรัฐมนตรีทรัพยากร จึงเป็นปัจจัยสำคัญมากที่จะชี้วัดให้เห็นว่า สิทธิของประชาชนที่จะได้รับรู้ข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ เพื่อปกป้องสุขภาพและชุมชนของตัวเอง จะได้รับการผลักดันให้เดินหน้าต่อ หรือจะต้องถอยหลังกลับไปนับหนึ่งใหม่จากเมื่อ 20 ปีก่อน”

ทนายชำนัญ ฝากถึง นายกรัฐมนตรีคนที่ 33