xs
xsm
sm
md
lg

ควรให้ไหม? พรรคการเมืองขอเลข Laser ID หลังบัตรประชาชน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



บนบัตรประชาชนที่ทุกคนมีอยู่ในกระเป๋า ด้านหน้าจะมีชุดเลขที่เรารู้จักดี 13 หลัก รวมถึงรูปถ่าย ชื่อ นามสกุล แต่ด้านหลังคือรหัส Laser ID ซึ่งเป็นตัวอักษรและตัวเลขที่หลายคนอาจไม่เคยสนใจ แต่กลับเป็นสิ่งที่ธนาคาร กรมสรรพากร และล่าสุดคือพรรคการเมืองบางพรรค ได้ขอรับไปเก็บไว้

คำถามคือแล้วควรให้ไปไหม?"

สถานการณ์นี้เกี่ยวข้องกับเรื่องที่กำลังเป็นประเด็นร้อนอยู่ในโลกโซเชียล นี่ไม่ใช่แค่เรื่องการเมือง แต่คือเรื่องของข้อมูลส่วนตัว ที่เกี่ยวข้องกับเราทุกคนที่เป็นคนไทย และมีบัตรประชาชน

***Laser ID คืออะไร ทำไมต้องมี?

Laser ID หรือชื่อเต็มว่า Laser Identification Number คือรหัสที่ถูกแกะสลักด้วยเลเซอร์ ลงบนด้านหลังของบัตรประชาชนไทย มีความยาว 12 หลัก ประกอบด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษและตัวเลข เช่น OT1-234567-89 เป็นต้น

เหตุที่ต้องมีรหัสนี้เพราะเลข 13 หลักด้านหน้าบัตรนั้นถูกจดจำ ถ่ายรูป หรือรั่วไหลได้ง่ายมาก เพียงแค่แอบถ่าย หรือได้ข้อมูลจากที่อื่น ใครก็รู้เลข 13 หลักแล้ว

แต่ Laser ID นั้นอยู่ด้านหลัง มองไม่เห็นง่ายๆ และที่สำคัญกว่านั้น คืออักษรเหล่านี้จะเปลี่ยนทุกครั้งที่มีการทำบัตรใหม่

นั่นแปลว่า ถ้าใครทำบัตรหาย แล้วขอบัตรใหม่ Laser ID ใหม่จะไม่ตรงกับอันเก่าอีกต่อไป นี่จึงเป็นความปลอดภัยพิเศษที่รัฐออกแบบมาเพิ่มให้อีกชั้น

พรรคประชาชน ออกมาชี้แจงว่าใช้ Laser ID ในกระบวนการสมัครสมาชิกพรรค เพื่อยืนยันว่าคนที่สมัครเข้ามาเป็นบุคคลจริง ไม่ใช่บัญชีปลอม
ปกติแล้ว Laser ID ถูกใช้ในกระบวนการที่ต้องการความแม่นยำสูงมาก ตัวอย่างที่คนไทยคุ้นเคยกันดีที่สุดคือธนาคาร เวลาที่กดสมัคร Mobile Banking หรือทำธุรกรรมสำคัญ ธนาคารจะขอ Laser ID เพื่อยืนยันว่าผู้นั้นคือเจ้าของบัตรตัวจริง

ยังมีกรมสรรพากร ที่ใช้จังหวะเข้าระบบภาษีออนไลน์ ในการเรียกขอ Laser ID ยืนยันตัวตนเช่นกัน

และล่าสุดที่เป็นข่าว คือพรรคประชาชน ที่ได้ออกมาชี้แจงว่าใช้ Laser ID ในกระบวนการสมัครสมาชิกพรรค เพื่อยืนยันว่าคนที่สมัครเข้ามาเป็นบุคคลจริง ไม่ใช่บัญชีปลอม ไม่ใช่คนที่ถูกขโมยข้อมูล และไม่ใช่คนที่มีคุณสมบัติต้องห้ามตามกฎหมาย

พรรคประชาชนแจงว่า 1 ใน 3 สิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อกรอก Laser ID ลงไปแล้ว คือระบบของพรรคส่งข้อมูลนั้นไปยังกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ผ่านช่องทางที่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการ ขั้นต่อมา ระบบของกรมการปกครองจะตรวจสอบว่า Laser ID นี้ตรงกับฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์ไหม แล้วจึงส่งคำตอบกลับมาว่าใช่ หรือไม่ใช่เท่านั้น

ขั้นตอนต่อมาคือพรรครับผลการยืนยันมา แล้วดำเนินการต่อโดยไม่จัดเก็บ Laser ID ไว้ในฐานข้อมูลของตัวเอง

ในเชิงเทคโนโลยี สิ่งที่เกิดขึ้นนี้มีชื่อเรียกว่า Delegated Verification หรือการยืนยันตัวตนผ่านหน่วยงานที่ 3 คล้ายกับตอนที่เราเข้าผับ แล้วเจ้าหน้าที่ขอดูบัตรประชาชน เพื่อดูแค่ว่าอายุครบ 20 ปีหรือเปล่า แล้วก็คืนบัตรให้ เรียกว่าไม่ได้ถ่ายรูป ไม่ได้จดเลขบัตร

สำหรับตอนนี้ พรรคประชาชนบอกว่าอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพราะหลังจากพรรคก้าวไกลถูกยุบ พรรคประชาชนที่สืบทอดต่อมา ต้องขอใบอนุญาตเชื่อมระบบกับกรมการปกครองใหม่ทั้งหมด ระหว่างที่รออนุมัติอยู่นี้ พรรคบอกว่าไม่ได้เก็บ ไม่ได้ใช้ ไม่ได้เปิดเผย Laser ID ของใครเลย แล้วหันมาใช้ OCR — Optical Character Recognition แทน

OCR เป็นเทคโนโลยีสแกนและอ่านตัวอักษรจากภาพถ่าย ซึ่งพรรคยืนยันว่า ใช้เพื่อยืนยันว่าผู้สมัครถือบัตรประชาชนจริงอยู่ในมือ ไม่ใช่แค่พิมพ์ตัวเลขเข้ามา

ถ้าใครทำบัตรหาย แล้วขอบัตรใหม่ Laser ID ใหม่จะไม่ตรงกับอันเก่าอีกต่อไป ถือเป็นความปลอดภัยพิเศษที่รัฐออกแบบมาเพิ่มให้อีกชั้น
ไม่ว่าจะอ้างอย่างไร นี่คือเรื่องใหญ่ที่ผสมผสานระหว่างการเมือง ความเป็นส่วนตัวข้อมูล และเทคโนโลยีดิจิทัล เพราะเกี่ยวข้องกับทั้งปมความเป็นส่วนตัวของข้อมูล, การเชื่อมต่อแอปพลิเคชันเพื่อโอนถ่ายข้อมูล API integration, และความเสี่ยงภัยไซเบอร์

แน่นอนว่าเสียงวิจารณ์ว่าอาจผิด พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และเสี่ยงข้อมูลรั่ว ทำให้ล่าสุด พรรคปรับหน้าเว็บสมัครสมาชิก โดยถอดช่องกรอก Laser ID ออกชั่วคราว จนกว่าจะได้อนุญาตเต็มรูปแบบ

กระแสบนโซเชียลนั้นแยกเป็นหลายฝ่าย ฝ่ายกังวลนั้นมองว่าเมื่อ Laser ID รวมกับเลขบัตรประชาชน 13 หลัก จะสามารถใช้เข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของประชาชนได้ เช่น ที่อยู่ ประวัติสุขภาพ หรือแม้แต่ธุรกรรมทางการเงิน โดยหากข้อมูลหลุดออกไป ไม่ว่าจะจากการแฮกหรือข้อผิดพลาดใดๆ มิจฉาชีพอาจนำไปใช้ประโยชน์ในทางไม่ชอบ รวมถึงการสร้าง deepfake ID เพื่อหลอกระบบธนาคาร นอกจากนี้ พรรคยังมีสมาชิกสมัครแล้วกว่า 1.1 แสนคน หากเก็บข้อมูลไม่ปลอดภัยพอ ความเสี่ยงจึงยิ่งสูง





ฝั่งสนับสนุนนั้นมองว่าการใช้ Laser ID ช่วยให้ระบบสมาชิกมีความปลอดภัย เพราะลดโอกาสที่ bot หรือ IO (Information Operations) จากฝั่งตรงข้ามมาสวมสิทธิ์สมัครแล้วสร้างดราม่าเพื่อยุบพรรค ซึ่งแน่นอนว่าบางเสียงตั้งคำถามว่าทีม IT และทีมกฏหมายในพรรคทำไมจึง "เอื่อยเฉื่อย"? จนนำไปสู่การขอ Laser ID ที่เกินจำเป็น

***ภัยจริง ควรกังวล?


ในฐานะประชาชน ถ้าพรรคการเมือง หรือองค์กรใดก็ตาม ขอเลข Laser ID เราควรให้ (หรือไม่ให้) ขึ้นอยู่กับการพิจารณา 4 ข้อนี้

ข้อแรกคือช่องทางการส่งข้อมูลปลอดภัยไหม? เราควรตรวจว่ามีสัญลักษณ์ HTTPS บนหน้าเว็บที่เรากำลังกรอกหรือไม่? เพื่อให้ทราบว่ามีการเข้ารหัสข้อมูลหรือเปล่า

หากเป็นแค่ฟอร์ม Google Form ธรรมดา อาจต้องระวังให้ดี



ข้อ 2 คือผู้ขอข้อมูลมีนโยบายความเป็นส่วนตัวที่ชัดเจนไหม? บริษัทหรือหน่วยนั้นได้แจ้งหรือไม่ว่าจะเก็บข้อมูลไว้นานแค่ไหน ใครเข้าถึงได้บ้าง และลบเมื่อใด

ข้อ 3 ควรทราบว่ามีกฎหมายรองรับการเก็บข้อมูลนั้นไหม? เนื่องจากภายใต้กฏหมาย PDPA ของไทย ผู้เก็บข้อมูลต้องบอกวัตถุประสงค์ และต้องได้รับความยินยอม ถ้าหน่วยงานทำถูกต้องตามนี้ ก็ถือว่าสามารถมอบให้ได้อย่างปลอดภัยในเชิงกฎหมาย

ข้อ 4 ระดับความน่าเชื่อถือองค์กรนั้นสูงแค่ไหน? เพราะสุดท้ายแล้ว เทคโนโลยีนั้นแค่เป็นเครื่องมือ หน่วยงานที่ใช้เทคโนโลยีนั้นต่างหากที่กำหนดว่าข้อมูลจะถูกนำไปทำอะไร

ที่สุดแล้ว Laser ID คือเครื่องมือยืนยันตัวตนที่ถูกกฎหมาย ใช้ทั่วไป และมีมาตรฐาน และการที่พรรคการเมืองใช้ข้อมูลนี้ ก็ย่อมไม่ผิดกฎหมายหากทำตามกรอบที่ถูกต้อง แต่ในโลกที่ข้อมูลคือทรัพย์สินที่มีค่าที่สุด จึงเป็นธรรมดาที่ "ความโปร่งใส การตรวจสอบได้ และสิทธิ์ของประชาชน" จะถูกเรียกร้องเป็นพิเศษจากทุกองค์กร ไม่ว่าจะเป็นภาคเอกชน ราชการ หรือพรรคการเมืองก็ตาม.