(เก็บความจากเอเชียไทมส์ https://asiatimes.com/2026/02/trumps-dollar-downer-buoying-xis-global-yuan-ambitions/)
Trump’s dollar downer buoying Xi’s global yuan ambitions
by Nigel Green
03/02/2026
ความศรัทธาในเงินดอลลาร์ที่กำลังลดต่ำลงเรื่อยๆ สืบเนื่องจากการที่ โดนัลด์ ทรัมป์ คอยพูดซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าหากสกุลเงินตราอเมริกันอ่อนตัวจะเป็นประโยชน์แก่ความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมการผลิตสหรัฐฯ บังเกิดขึ้นมาในจังหวะเวลาเดียวกับที่ปักกิ่งเผยแพร่แนวความคิดของสี จิ้นผิง ในเรื่องความจำเป็นที่จะต้องทำให้สกุลเงินแห่งชาติมีความแข็งแกร่ง เคียงคู่ไปกับการพัฒนาเพิ่มพูนขีดความสามารถทางด้านอุตสาหกรรมและทางด้านเทคโนโลยีของประเทศ
จีนกำลังเร่งรัดความพยายามที่ดำเนินมาอย่างยาวนานของตน ในการเปลี่ยนเงินหยวนให้กลายเป็นสกุลเงินตราโลกอย่างแท้จริง และสัญญาณต่างๆ จากวอชิงวันในช่วงหลังๆ นี้ก็กำลังเป็นปัจจัยทำให้ปักกิ่งเกิดความเด็ดเดี่ยวแน่วแน่มากขึ้นในเรื่องนี้
เป็นเวลาหลายปีมาแล้ว พวกผู้วางนโยบายของจีนได้ทำงานกันอย่างเงียบๆ เพื่อขยายบทบาทของสกุลเงินหยวนทั้งในด้านการค้า, การเงิน, และการเป็นทุนสำรอง โดยที่ความก้าวหน้าก็มีให้เห็นกันอยู่อย่างสม่ำเสมอ ทว่ายังคงมีข้อจำกัดกีดขวางซึ่งอยู่ในรูปแบบของการที่ปักกิ่งยังคงมีนโยบายควบคุมเงินทุน, การจัดลำดับความสำคัญที่ให้น้ำหนักแก่เรื่องภายในประเทศ, และการถือว่าเสถียรภาพเป็นเรื่องจำเป็นยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่กำลังเกิดความเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมายก็คือสภาพแวดล้อมภายนอก เวลานี้ความเชื่อมั่นอย่างชนิดไร้คำถามเกี่ยวกับฐานะอันเหนือล้ำของสกุลเงินดอลลาร์ กำลังถูกสั่นคลอนอย่างหนักหน่วง และการที่เรื่องนี้กำลังผันแปรไปก็มีความสำคัญมากในทางยุทธศาสตร์
ตัวเร่งปฏิกิริยาสำคัญตัวหนึ่งซึ่งทำให้ความคิดของปักกิ่งเข้าสู่แนวทางเช่นนี้อย่างรวดเร็วยิ่งกว่าเดิม บังเกิดขึ้นภายหลังการรุกรานยูเครนของรัสเซีย เมื่อสหรัฐฯและพวกพันธมิตรช่วยกันอายัดแช่แข็งทรัพย์สินต่างๆ ของรัฐรัสเซียซึ่งอยู่ในโลกตะวันตก และตัดขาดไม่ให้แดนหมีขาวสามารถเข้าถึงส่วนต่างๆ ของระบบการเงินโลก
สำหรับจีนแล้ว บทเรียนของเรื่องนี้เห็นได้อย่างชัดเจนโทนโท่ การบูรณาการทางการเงินนำมาซึ่งประสิทธิภาพก็จริง แต่ในอีกด้านหนึ่งมันย่อมเป็นการเปิดประตูอ้าซ่าต้อนรับภัยอันตรายด้วยเช่นกัน การพึ่งพาอาศัยระบบซึ่งในที่สุดแล้วถูกควบคุมมาจากที่อื่นๆ ทำให้มีความเสี่ยงต่างๆ ซึ่งขยายเลยออกไปจากแค่หลักเศรษฐศาสตร์มากมายนัก
ทัศนะมุมมองเช่นนี้ปรากฏให้เห็นด้วยความกระจ่างแจ่มชัดผิดธรรมดา ในคำปราศรัยที่กล่าวโดย สี จิ้นผิง ตั้งแต่เมื่อปี 2024 แต่เพิ่งเผยแพร่สู่สาธารณชนทั่วไปเมื่อที่ 31 มกราคมที่ผ่านมานี้เอง (ในวารสาร “ฉิวสือ” วารสารทางทฤษฎีของพรรคคอมมิวนิสต์จีน)
แทนที่จะเน้นหนักที่เรื่องเป้าหมายอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือเรื่องเสถียรภาพทางการเงินล้วนๆ สี กลับระบุว่า ความข้มแข็งของสกุลเงินตรา คือแกนกลางของพลังอำนาจของประเทศชาติ เขายังขยายความโดยนิยามจำกัดความเรื่องสกุลเงินตราคือพลังอำนาจของชาติ ในแง่มุมของการมองออกไปข้างนอก กล่าวคือ การเป็นสกุลเงินตราที่ใช้กันในระดับระหว่างประเทศ, การถูกนำไปใช้ในการชำระหนี้ทางการค้า, การมีอิทธิพลในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรา, และการมีสถานะเป็นสกุลเงินตราที่ใช้เป็นทุนสำรอง
การใช้ภาษาถ้อยคำอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้เป็นสิ่งที่ไม่ค่อยได้พบเห็นกัน จีนมีการโปรโมตส่งเสริมให้ใช้เงินหยวนกันอย่างกว้างขวางมากขึ้นมาเป็นแรมปีแล้ว กระนั้นก็ตาม บ่อยครั้งทีเดียวที่จุดหมายปลายทางในทางยุทธศาสตร์ของเรื่องนี้จะถูกเอ่ยถึงแค่แบบอ้อมๆ ทว่าคำปราศรัยคราวนี้ได้โยนความกำกวมดังกล่าวทิ้งไปเป็นจำนวนมาก โดยวางกรอบให้เห็นกันถนัดถนี่ว่า อิทธิพลของสกุลเงินตราคือเสาหลักเสาหนึ่งของความเข้มแข็งแห่งชาติ เคียงข้างขีดความสามารถทางอุตสาหกรรม และขีดความสามารถทางเทคโนโลยี
ขณะเดียวกัน จังหวะเวลาของการนำเอาคำปราศรัยนี้ออกมาเผยแพร่ในวงกว้าง ก็เป็นสิ่งที่ควรต้องนำมาพิจารณาเช่นกัน กล่าวคือ มันปรากฏขึ้นในขณะที่ภาษาถ้อยคำซึ่งสหรัฐฯใช้เกี่ยวกับสกุลเงินดอลลาร์ กำลังอยู่ในลักษณะเป็นไปตามแบบแผนเดิมๆ ลดน้อยลง
โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังหยิบยกเหตุผลออกมากล่าวอ้างเสนอแนะครั้งแล้วครั้งเล่าว่า เงินดอลลาร์ที่ลดค่าลงคือตัวสนับสนุนความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมการผลิตภายในสหรัฐฯ การที่เขาให้ความเห็นในระยะหลังๆ มานี้อยู่บ่อยๆ แสดงความยินดีต้อนรับการอ่อนยวบของดอลลาร์ กลายเป็นการเพิ่มพลังให้แก่ความรู้สึกประทับใจที่ว่า ความแข้มแข็งของสกุลเงินตรานี้ไม่ได้ถูกถือว่าเป็นเป้าหมายหลักทางนโยบายประการหนึ่งอีกต่อไปแล้ว
สำหรับประเทศจีน ท่าทีเช่นนี้มีความหมายความสำคัญยิ่งกว่าการประกาศนโยบายเดี่ยวๆ ใดๆ เสียอีก การที่สกุลเงินตราใดๆ จะกลายเป็นสกุลเงินตราซึ่งยอมรับกันในระดับนานาชาติขึ้นมานั้น เป็นเรื่องที่ขึ้นต่อความเชื่อมั่นโดยเปรียบเทียบ
เงินหยวนกระทั่งไม่จำเป็นต้องเข้าแทนที่เงินดอลลาร์เพื่อแสดงให้เห็นถึงอำนาจอิทธิพลซึ่งเพิ่มสูงขึ้นด้วยซ้ำไป เงินหยวนเพียงแต่จำเป็นจะต้องกลายเป็นสกุลเงินที่ถูกใช้มากขึ้น, ได้รับการยอมรับเพิ่มขึ้น, และมีความเสี่ยงลดน้อยลงในบริบทเฉพาะเจาะจงบางบริบท
ปักกิ่งกำลังจัดวางงานพื้นฐานต่างๆ กันแล้ว มันดูเหมือนว่าจะเป็นเช่นนั้น ปัจจุบัน การค้าในรูปตัวสินค้าของสาธารณรัฐประชาชนจีนถึงประมาณ 1 ใน 3 ทีเดียว กระทำกันโดยคิดคำนวณมูลค่าเป็นเงินหยวน กำลังหมุนกลับภาวะชะงักงันที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ และกำลังหวนกลับไปสู่ระดับซึ่งได้พบเห็นกันเมื่อราวๆ เกือบ 1 ทศวรรษที่แล้ว
ข้อตกลงทางการค้าระดับทวิภาคีฉบับแล้วฉบับเล่า, การทำธุรกรรมทางด้านพลังงาน, และการทำความตกลงในด้านการชำระเงินระดับภูมิภาค ทั้งหมดเหล่านี้ต่างก็กำลังแสดงบทบาทออกมาให้เห็นได้ ขณะเดียวกัน โครงสร้างพื้นฐานคู่ขนานก็ได้ถูกสร้างขึ้นมาอย่างเงียบๆ โดยถูกออกแบบเอาไว้เพื่อลดทอนการพึ่งพาอาศัยพวกระบบซึ่งถือดอลลาร์เป็นศูนย์กลาง ในจุดใดก็ตามที่สามารถกระทำได้
เวลาเดียวกัน ทางการจีนก็ยังคงรักษาท่าทีระมัดระวังตัว มาตรการในด้านการควบคุมเงินทุนยังคงถูกนำมาใช้งานไม่ได้หายไปไหน ส่วนธนาคารกลางของแดนมังกรก็ยังคงให้ความสำคัญลำดับแรกแก่เรื่องความสามารถในการคาดการณ์ล่วงหน้าได้ เสถียรภาพไม่ได้ถูกถือว่าเป็นข้อจำกัดรัดรึงความมุ่งมาดปรารถนา หากแต่เป็นเงื่อนไขที่จะต้องทำให้ได้ต่างหาก จึงจะสามารถบรรลุความมุ่งมาดปรารถนาดังกล่าว ความแปรปรวนผันผวนคือตัวบ่อนทำลายความไว้วางใจ และความไว้วางใจคือสิ่งจำเป็นยิ่งสำหรับสกุลเงินตราใดๆ ก็ตามทีที่มุ่งหวังให้เป็นที่ยอมรับเชื่อถือกันอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น
นอกจากนั้นยังมีบริบทในวงกว้างขวางออกไปอีก ซึ่งก็คือระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป การค้ากำลังกลายเป็นสิ่งที่ถูกทำให้กลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพิ่มขึ้น ส่วนพวกระบบการเงินก็กำลังถูกมองผ่านเล็นซ์ของความมั่นคงมากขึ้นเรื่อยๆ และรัฐบาลต่างๆ กำลังกลับมาประเมินทบทวนกันว่าว่าจุดอ่อนบอบบางต่างๆ อยู่ที่ไหนกันบ้าง และสามารถดำเนินการเพิ่มทำให้มันกลายเป็นจุดแข็งจุดได้เปรียบได้อย่างไร ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ การต้องพึ่งพาอาศัยคนอื่นในเรื่องสกุลเงินตราย่อมสามารถกลายเป็นภาระและอุปสรรคใหม่ๆ ขึ้นมา
สถานการณ์เฉกเช่นในปัจจุบันนี้ปรากฏขึ้นมาได้อย่างไร เมื่อลองพิจารณาดูแล้วย่อมจะมองเห็นความย้อนแย้งประการหนึ่งอยู่อย่างชัดเจน นั่นคือ พวกนโยบายต่างๆ ที่กำหนดวางกรอบขึ้นมาโดยรายล้อมแนวความคิดแบบชาตินิยมทางเศรษฐกิจในสหรัฐฯนั้น อาจจะกำลังกลายเป็นตัวการสำคัญที่จะลดทอนฐานะครอบงำเหนือชาติอื่นๆ ของอเมริกาซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขามุ่งหมายตั้งใจที่จะพิทักษ์ปกป้อง เพราะด้วยการส่งสัญญาณว่าสามารถอดทนยินยอมรับเงินดอลลาร์ซึ่งอ่อนค่าลงมา วอชิงตันก็กำลังสร้างพื้นที่สำหรับให้พวกปรปักษ์สามารถทดสอบเสนอทางเลือกอื่นๆ ออกมาประชันขันแข่ง แม้กระทั่งโดยที่พวกเขามิได้มีเจตนามาก่อน
จีนไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วอะไรด้วยซ้ำเพื่อจะฉวยคว้าประโยชน์ตรงนี้เอาไว้ เนื่องจากเวลาเป็นปัจจัยซึ่งกำลังทำประโยชน์ให้แก่พวกเขา การใช้เงินหยวนที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นในแต่ละครั้ง การตกลงชำระหนี้ทางการค้านอกแวดวงเงินดอลลาร์ที่เพิ่มขึ้นในแต่ละคราว กำลังกลายเป็นตัวปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทีละน้อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป การปรับเปลี่ยนทีละน้อยเหล่านี้ก็จะเกิดการสะสมเพิ่มพูนมากขึ้นทุกที
ผลลัพธ์ที่อออกมา ไม่ใช่การโยนระบบปัจจุบันทิ้งไปอย่างฉับพลันทันที แต่ทำให้เกิดการปรับความสมดุลกันใหม่อย่างค่อยเป็นค่อยไป โลกที่เงินดอลลาร์เป็นศูนย์กลางยังคงมีอยู่ ทว่ามีความเป็นหนึ่งเดียวอย่างโดดเด่นกำลังลดน้อยลง
ดูเหมือนมีความเป็นไปได้อย่างสูงว่า นี่คือการเปิดกว้างซึ่งปักกิ่งมองเห็นอยู่ในขณะนี้ ไม่ใช่ช่วงเวลาของการแตกหักอย่างฉับพลันรุนแรง แต่อยู่ในแบบที่มันค่อยๆ เร่งตัวมากขึ้นเรื่อยๆ

