ศาลปกครองสูงสุดสั่งระงับโครงการทำเหมืองแร่ถ่านหินในพื้นที่บ้านกะเบอะดินเป็นการชั่วคราว จนกว่าคดีชาวบ้านฟ้องคัดค้านโครงการทำเหมืองแร่ถ่านหินใน อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ จะมีคำพากษาถึงที่สุด
วันนี้( 14 ก.พ.) ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลปกครองเชียงใหม่ ที่สั่งระงับมติที่ประชุมคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการเหมืองแร่ ในการประชุมครั้งที่ 24/2554 เมื่อวันที่ 16 ส.ค.2554 ที่มีมติเห็นชอบรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการทำเหมืองแร่ถ่านหินในพื้นที่บ้านกะเบอะดิน หมู่ที่ 12 ต.อมก๋อย อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ โดยสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ ตามคำขอประทานบัตร ที่ 1/2543 ของบริษัท 99 ธุวานนท์ จำกัด และต่อมา มติที่ประชุมฯในการประชุมครั้งที่ 36/2563 เมื่อวันที่ 29 ธ.ค.2563 ไว้เป็นการชั่วคราว จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ตามคำขอของชาวบ้านที่อาศัยในหมู่บ้านกะเบอะดิน หมู่ที่ 12 หมู่บ้านตุงลอย หมู่บ้านหนองกระทิง หมู่ที่4 หมู่บ้านยองกือ หมู่ที่ 8 หมู่บ้านขุน หมู่ที่ 20 ต.อมก๋อย อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ และผู้อยู่อาศัยใน อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ จำนวน 50 ราย ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเชียงใหม่ ว่า คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการเหมืองแร่ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ บริษัท ๙๙ ธุวานนท์ จำกัด ร่วมกันดำเนินโครงการทำเหมืองแร่ถ่านหินส่งผลต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่และมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ศาลปกครองสูงสุด ให้เหตุผลว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏในชั้นนี้ว่า ในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมดังกล่าวไม่ปรากฏว่าได้มีการประเมินผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรมและชุมชนต่าง ๆ ที่ใช้น้ำจากห้วยเดิมตลอดสายไม่มีการกล่าวถึงโลหะและกึ่งโลหะพิษในถ่านหิน และไม่มีการประเมินผลกระทบต่อคุณภาพดินและน้ำที่อาจเกิดขึ้นจากน้ำเหมืองเป็นกรดและการรั่วไหลของโลหะและกึ่งโลหะพิษลงสู่ดิน น้ำใต้ดิน และน้ำผิวดินในลักษณะแผนที่ความเสี่ยงเชิงพื้นที่และเชิงเวลา ไม่มีการประเมินความเสี่ยงและทำแผนที่ความเสี่ยงจากมลพิษอากาศให้ครอบคลุมมลพิษที่จะส่งผลกระทบต่อประชาชนจากกิจกรรมที่ทำให้เกิดมลพิษทั้งหมดตลอดกระบวนการ อีกทั้ง ในการศึกษาจำกัดพื้นที่ศึกษาเฉพาะในรัศมี 3 กิโลเมตร จากโครงการ ปรากฏข้อเท็จจริงว่าไม่มีข้อมูลอ้างอิงและไม่ครอบคลุมผู้มีส่วนได้เสีย และยังปรากฏข้อเท็จจริงอีกว่า ได้มีประชาชนในหมู่บ้านกะเบอะดิน หมู่ที่ 12 จำนวนมากแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรอมก๋อย ร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงธรรมอำเภออมก๋อย และร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติว่า มีการปลอมลายมือชื่อประชาชนหลายรายในบันทึกรายงานการประชุมประชาคมหมู่บ้านกะเบอะดิน หมู่ที่ 12 ซึ่งในเวลาต่อมาคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติตรวจสอบเรื่องร้องเรียนดังกล่าวแล้วได้มีรายงานผลการตรวจสอบ ที่ 141/2563 ลงวันที่ 24 มิ.ย.2563 โดยวินิจฉัยว่า การดำเนินกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อประกอบการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการเหมืองแร่ถ่านหินของบริษัท 99 ธุวานนท์ จำกัด มีการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และเมื่อพิจารณารายงานการประชุม ทั้ง 2 ครั้ง ของคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการเหมืองแร่ที่ยังคงพิจารณาตามข้อมูลเดิม ไม่ได้มีการตรวจสอบ หรือให้แก้ไขเพิ่มเติมข้อมูล ให้ถูกต้องครบถ้วน ในชั้นนี้จึงเห็นว่า รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (ฉบับสมบูรณ์) โครงการทำเหมืองแร่ถ่านหินตามคำขอประทานบัตร ที่ 1/2543 ของบริษัท 99 ธุวานนท์ จำกัด น่าจะมีปัญหาความชอบด้วยกฎหมาย มีผลให้มติของคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการเหมืองแร่ ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองที่พิพาทน่าจะมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งทางปกครองด้วยเช่นเดียวกัน
ศาลปกครองสูงสุดจึงเห็นว่า จึงเห็นได้ว่าการให้คำสั่งของคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการเหมืองแร่ ตามมติทั้งสองครั้งดังกล่าวมีผลใช้บังคับต่อไป อาจทำให้ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าสิบและประชาชนในบริเวณพื้นที่ดังกล่าวได้รับความเดือดร้อนเสียหาย ซึ่งความเสียหายที่เกิดจากปัญหาสิ่งแวดล้อมนั้น มักส่งผลกระทบรุนแรงต่อคุณภาพของสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของชุมชนใกล้เคียงอย่างต่อเนื่องเป็นเวลายาวนาน แม้ต่อมาภายหลังศาลจะพิพากษาเพิกถอนมติของคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการเหมืองแร่ทั้งสองครั้งดังกล่าว ก็ไม่อาจแก้ไขเยียวยาความเสียหายที่ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าสิบได้รับจากการบังคับตามผลของคำสั่งทางปกครองได้ อีกทั้ง หากศาลมีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับตามมติของคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการเหมืองแร่ทั้งสองครั้งข้างต้น ก็จะส่งผลให้เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจยังไม่สามารถออกประทานบัตรการทำเหมืองแร่ถ่านหินให้แก่บริษัท 99 ธุวานนท์ จำกัด และบริษัท 99 ธุวานนท์ จำกัดยังไม่สามารถเข้าดำเนินโครงการทำเหมืองแร่ถ่านหินตามที่ได้รับอนุญาตได้ ย่อมมิได้เป็นอุปสรรคแก่การบริหารงานของรัฐหรือแก่บริการสาธารณะในอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการเหมืองแร่ แต่อย่างใด กรณีจึงมีเหตุผลอันสมควรที่ศาลปกครองจะมีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับตามตามมติของคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการเหมืองแร่ทั้งสองครั้งที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดี จึงมีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลปกครองเชียงใหม่

