xs
xsm
sm
md
lg

AI แย่งอาชีพเด็กจบใหม่ตลาดแรงงานไทยสะเทือน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เขย่าตลาดแรงงานอย่างน่าจับตา ตัดโอกาสเด็กจบใหม่ อัตราว่างงานพุ่ง ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างต่อรูปแบบการจ้างงาน และการแทนที่แรงงานมนุษย์ในบางตำแหน่งงานหน้าที่

ผลการศึกษาเรื่อง “เมื่อ AI เขย่าตลาดงาน ใครอยู่ ใครไป”โดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เปิดเผยว่าตลาดแรงงานไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่จากการเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ (AI) โดยภาพรวมความต้องการจ้างงานในช่วงปี 2567 – 2568 ปรับตัวลดลงถึง 9.6% ขณะที่ทักษะด้าน AI กลับกลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่นายจ้างต้องการอย่างเร่งด่วน

พุทธิพันธุ์ หิรัณยตระกูลจาก TDRI เปิดเผยว่าการทำงานในยุคปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้อย่างแพร่หลาย โดยทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยลดภาระงานที่ต้องอาศัยทักษะพื้นฐานหรืองานที่มีลักษณะซ้ำๆ ส่งผลให้การทำงานของมนุษย์มีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกัน ความนิยมในการใช้ AI ในตลาดแรงงานมาพร้อมกับความกังวลว่า เทคโนโลยีดังกล่าวอาจเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์ในบางตำแหน่งงานหรือบางหน้าที่ ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวก่อให้เกิดปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาวเนื่องจากการไม่เปิดรับแรงงานรุ่นใหม่เข้าสู่ระบบ

ทั้งนี้ ประเด็นที่น่ากังวลที่สุด คือ ปรากฏการณ์ความลำเอียงต่อผู้มีประสบการณ์ (Seniority Bias) โดยผลการศึกษาพบว่านายจ้างมักเรียกหาแรงงานที่มีประสบการณ์ 3 ปีขึ้นไปเพื่อมาใช้งาน AI เนื่องจากองค์กรต้องการคนที่สามารถตรวจสอบความถูกต้อง (Validation) และจัดการกับข้อผิดพลาดของ AI ได้ทันที มากกว่าที่จะจ้างเด็กจบใหม่มาฝึกฝนทักษะนี้คู่กับการเรียนรู้ AI ไปด้วย

ภาวะดังกล่าวส่งผลให้ตำแหน่งงานระดับเริ่มต้น (Entry-level) หดตัวลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจทำให้สิ่งที่เรียกว่าท่อส่งกำลังคน (Talent Pipeline) เสียหาย ในระยะยาว หากแรงงานรุ่นใหม่ไม่สามารถเข้าสู่ระบบเพื่อสะสมประสบการณ์ได้ ประเทศไทยจะเผชิญกับวิกฤติขาดแคลนแรงงานทักษะสูงอย่างรุนแรงเมื่อคนรุ่นเก่าเกษียณไป

นอกจากนี้ แรงงานระดับเริ่มต้นที่เคยทำงาน routine จะถูกแทนที่ด้วย AI มากขึ้น ขณะที่แรงงานระดับอาวุโสที่สามารถกำกับ ตรวจสอบ และรับผิดชอบต่อผลงานของ AI ได้ จะยิ่งเป็นที่ต้องการ ทำให้โครงสร้างตลาดแรงงานเริ่มเปลี่ยนไปในทิศทางที่พึ่งพาแรงงานระดับอาวุโสมากขึ้น

ขณะที่กลุ่มอาชีพที่มีความเสี่ยงที่สุดคือนักออกแบบกราฟิกซึ่งมียอดรับสมัครงานลดลงถึง 13% เนื่องจากความก้าวหน้าของ AI เช่น Nano Banana ของ Google Gemini ที่สามารถสร้าง Infographic พร้อมจัดวางตัวอักษรได้สมบูรณ์ในเวลาไม่กี่นาที ทำให้งานกราฟิกพื้นฐานถูก AI แย่งงานอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้งานธุรการหรือเสมียนซึ่งปัจจุบันไทยมีแรงงานกว่า 1.8 ล้านคน ซึ่ง AI ระบบอัตโนมัติ เช่น RPA (Robotic Process Automation) สามารถทำแทนได้ในอนาคต, งานบริการลูกค้าเบื้องต้น Call Center และ Chatbot กำลังเข้ามาแทนที่แรงงานจำนวนมาก เป็นต้น

ส่วนกลุ่มที่มองว่ายังแข็งแกร่งคือนักบัญชีซึ่งมีความต้องการจ้างงานเติบโตสวนกระแสถึง 7% และวิศวกรโยธาเนื่องจากทั้งสองอาชีพนี้ต้องอาศัยความรับผิดชอบทางกฎหมาย การตรวจสอบความถูกต้อง และการตัดสินใจเชิงวิชาชีพที่ AI ยังไม่สามารถทำแทนมนุษย์ได้ในขณะนี้

ขณะที่กลุ่มวิศวกรซอฟต์แวร์แม้ความต้องการจ้างงานจะลดลงเล็กน้อย (5.3%) แต่ทักษะ AI กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญ โดยมีประกาศงานที่ต้องการทักษะนี้เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว (94.6%)

ข้อค้นพบข้างต้นสอดคล้องกับงานวิจัย Generative AI as Seniority-Biased Technological Change2 ของ Hosseini และ Lichtinger (2025) จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และบทความ The Great Graduate Job Drought จาก Financial Times ต่างชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่าตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นกำลังหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดวงจรการคัดเลือกแรงงานที่มุ่งจ้างเฉพาะผู้ที่มีทักษะและประสบการณ์พร้อมใช้งาน และจำกัดโอกาสของแรงงานรุ่นใหม่ในการพัฒนาศักยภาพ

นอกจากนั้น ทีม Big Data TDRI ระบุว่าไม่อาจปล่อยให้กลไกตลาดแรงงานจัดการปัญหานี้โดยลำพัง เนื่องจากตลาดย่อมมุ่งสู่ประสิทธิภาพสูงสุดด้วยการเฟ้นหาเฉพาะยอดฝีมือและทิ้งต้นกล้าไว้ข้างหลัง โดยข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจึงไม่ใช่การขัดขวาง AI แต่คือการสร้างสะพานเพื่อเชื่อมช่องว่างประสบการณ์ (Experience Gap) ที่กำลังถ่างกว้างขึ้น

ภาคการศึกษาจำเป็นต้องเปลี่ยนเกณฑ์วัดผลจากการดูเพียงผลลัพธ์สุดท้ายสู่การให้ความสำคัญกับกระบวนการคิดและการตรวจสอบ เพื่อสร้างบัณฑิตที่ไม่ใช่แค่ผู้ใช้งาน (Users) แต่เป็นผู้รับผิดชอบและต่อยอดผลลัพธ์จาก AI ให้เกิดมูลค่าเพิ่มได้

ขณะที่ภาคเอกชนต้องร่วมมือเปิดพื้นที่ให้เด็กจบใหม่ได้เติบโต ผ่านการออกแบบงานระดับเริ่มต้นใหม่และสร้างเส้นทางอาชีพรองรับสายงานที่มีความเสี่ยงถูกทดแทนได้สูง โดยมีรัฐเป็นผู้กำหนดแรงจูงใจ (Incentive) หรือมาตรการบังคับเพื่อให้เกิดการปรับโครงสร้างองค์กรแบบ AI-Human Partnership ที่เน้นการทำงานร่วมกันมากกว่าการแทนที่เพื่อลดต้นทุน หากเราไม่เร่งซ่อมแซมท่อส่งกำลังคน (Talent Pipeline) ตั้งแต่วันนี้ ประเทศไทยอาจต้องเผชิญวิกฤตขาดแคลนแรงงานทักษะสูงอย่างรุนแรง ในวันที่ AI ถูกประยุกต์ใช้อย่างกว้างขวาง

สำหรับภาพรวมตลาดงานจากฐานข้อมูลประกาศรับสมัครงานออนไลน์ พบว่าเมื่อเปรียบเทียบแบบปีต่อปีในช่วงไตรมาสที่ 2 ถึงไตรมาสที่ 4 ระหว่างปี 2567 – 2568 ความต้องการจ้างงานมีแนวโน้มปรับตัวลดลงประมาณ 9.6% จาก 642,216 เป็น 580,505 ตำแหน่ง

ดนุชา พิชยนันท์เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่าเด็กจบใหม่อาจเสี่ยงต่อการตกงานสูง และผู้ประกอบการมีแนวโน้มที่จะเลี่ยงการจ้างงานบัณฑิตจบใหม่ สถานการณ์ตลาดแรงงานของไทยสอดคล้องกับผลการสำรวจผู้บริหารด้านทรัพยากรบุคคล ในสหรัฐอเมริกา ของ Hult International Business School ร่วมกับ Workplace Intelligence พบว่าผู้บริหารกว่า 89% มีแนวโน้มที่จะเลี่ยงการจ้างงานแรงงานกลุ่มบัณฑิตจบใหม่

ทั้งนี้ ผลสำรวจมากกว่าครึ่งมองว่า 60% เด็กจบใหม่ยังขาดประสบการณ์ ในโลกแห่งความเป็นจริง 51% ไม่มีทักษะที่เหมาะสม 55%ขาดทักษะการทำงานเป็นทีม และ50% มีมารยาททางธุรกิจที่ไม่ดีนัก

ส่งผลให้นายจ้างเลือกที่จะจ้างฟรีแลนซ์หรือพนักงานที่เกษียณไปแล้วทดแทน หรือปล่อยให้ตำแหน่งว่าง สอดคล้องกับมุมมองของผู้ประกอบการไทยจากข้อมูลการวิเคราะห์ประกาศรับสมัครงาน ออนไลน์ของ TDRI ซึ่งระบุว่ามีตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัครเพียง 22.3% ที่ไม่ต้องการประสบการณ์ทำงานจากผู้สมัคร

ดังนั้น แรงงานจบใหม่ควรเตรียมความพร้อมตนเองให้เหมาะสม ทั้งในด้านทักษะที่จำเป็นต่อสายงานและทัศนคติต่อโลกการทำงาน ขณะที่ภาคการศึกษาต้องเร่งปรับการเรียนการสอนให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด รวมถึงส่งเสริมการฝึกงาน เพื่อสร้างประสบการณ์ทำงานจริงให้แก่นักศึกษา

อย่างไรตาม ข้อมูลอัตราการว่างงานในช่วงไตรมาส 2/2568 ของสภาพัฒน์ ชี้ให้เห็นอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้น ค่าจ้างที่ลดลง และชั่วโมงการทำงานที่ลดลง เกิดขึ้นท่ามกลางการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทย โดยการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ไทยในไตรมาสที่ 2 ของปี 2568 ขยายตัว 2.8% เทียบกับช่วงเดียวกันปี 2567 ชะลอลงจากการขยายตัว 3.2% ในไตรมาสแรกปี 2568 และชะลอตัวเป็นไตรมาสที่ 2 ติดต่อกัน

และจากภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ปี 2568 ภาพรวมการจ้างงานในประเทศยังคงทรงตัว ผู้มีงานทำประมาณ 39.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นเพียง 0.02% อัตราการว่างงานอยู่ที่ 0.91% ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนว่าแม้ตลาดแรงงานยังไม่ถดถอย แต่ก็ไม่ได้ฟื้นตัวอย่างแข็งแรง

แรงกระแทกจาก AI ในตลาดแรงงานของไทย เป็นความท้าทายของระบบโครงสร้างแรงงานระยะยาว