โฆษกศาลยุติธรรม แจงข้อเท็จจริงหลัง"ศาลฎีกาสั่งคืนที่ดินบางนา 2 พันล้านให้เป็นของ บริษัท'ไม้อัดไทย' เพื่อนำมาชดใช้หนี้ล้มละลาย
วันนี้ (13 ก.พ.) นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวถึง การรายงานข่าวตั้งข้อสงสัยต่อขั้นตอนการดำเนินคดีคดีล้มละลายของบริษัท ไม้อัดไทย จำกัด ทำนองว่าบริษัทดังกล่าวมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สินเป็นจำนวนมาก แต่เหตุใดถูกศาลพิพากษาล้มละลาย จากการตรวจสอบข้อมูลและขั้นตอนการดำเนินคดีล้มละลายของบริษัท ไม้อัดไทย จำกัด ในศาลล้มละลายกลางสรุปข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง ได้ดังนี้
1. บริษัท ไม้อัดไทย จำกัด เป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ จำนวน 79,995 หุ้น จากจำนวนหุ้นทั้งหมด 80,000 หุ้น
2. เมื่อวันที่ 23 มี.ค. 2561 นายประจวบ กลิ่นขจรวงศ์ และนายนิทัศน์ ศรีทะวงศ์ ผู้ชำระบัญชีของบริษัท ไม้อัดไทย จำกัด ได้ยื่นคำร้องขอให้บริษัทล้มละลาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1266 ประกอบพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 88 เป็นคดีหมายเลขดำที่ ล.974/2561 โดยบรรยายเนื้อหาคำร้องว่าบริษัท ไม้อัดไทย จำกัด มีหนี้สินค้างชำระต่อกรมสรรพากร เป็นเงิน 1,408,646,723 บาท แต่มีทรัพย์สินเหลืออยู่เพียง 138,251,844 บาท สินทรัพย์ของบริษัทไม่เพียงพอกับหนี้สิน ขอให้ศาลมีคำสั่งให้บริษัท ไม้อัดไทย จำกัด ล้มละลายในขณะนั้น
3. ศาลล้มละลายกลาง พิจารณาคำร้องประกอบรายงานของผู้สอบบัญชีและงบการเงิน บริษัท ไม้อัดไทย จำกัด ซึ่งสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้จัดทำ รวมถึงพยานเอกสารที่ผู้ร้องอ้างส่งทั้งหมดแล้ว เห็นว่ารายงานของผู้สอบบัญชีและงบการเงินระบุจำนวนสินทรัพย์ของบริษัท ไม้อัดไทย จำกัด ว่ามีมูลค่า 138,251,844 บาท ตรงกับที่บรรยายในคำร้อง และเงินค่าหุ้นของบริษัทได้ใช้เสร็จหมดแล้ว สินทรัพย์ของบริษัทที่มีอยู่ไม่พอกับหนี้สินที่มีต่อกรมสรรพากร จึงมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัท ไม้อัดไทย จำกัด เด็ดขาด ในวันที่ 23 มี.ค. 2561 เป็นคดีหมายเลขแดงที่ ล.1152/2561 และแจ้งคำสั่งให้เจ้าหนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทราบแล้ว
4. วันที่ 3 ธ.ค. 2561 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัท ไม้อัดไทย จำกัด มีหนังสือรายงานขอให้
ศาลพิพากษาให้บริษัทไม้อัดไทย จำกัด ล้มละลายวันที่ 18 ธ.ค. 2561 ศาลได้มีคำพิพากษาให้บริษัท ไม้อัดไทย จำกัด ล้มละลาย และนัดไต่สวนผู้ชำระบัญชีของบริษัทโดยเปิดเผยในวันที่ 8 มี.ค.2562
วันที่ 8 มี.ค. 2562 ศาลไต่สวนผู้ชำระบัญชีของบริษัทโดยเปิดเผยจนเสร็จ และมีคำสั่งปิดการไต่สวนคดีล้มละลาย
5. ต่อมาวันที่ 31 พ.ค. 2562 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัท ไม้อัดไทย จำกัด ยื่นคำร้องเป็นคดีหมายเลขดำที่ สล.155/2562(สำนวนสาขาคดีล้มละลาย ล.1152/2561) ขอให้ศาลมีสั่งเพิกถอนการโอนทรัพย์สินที่ดินโฉนดเลขที่ 1930, 1929, 1577, 1600 และ 1866 แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร จำนวน 5แปลง
ซึ่งบริษัท ไม้อัดไทย จำกัด ลูกหนี้คดีล้มละลายได้โอนให้กับองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ตามมติคณะกรรมการบริหารกิจการขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ครั้งที่ 8/2554 วันที่ 29 พ.ย.2554 และมติคณะกรรมการบริษัท ไม้อัดไทย จำกัด ครั้งที่ 12/2554 วันที่ 8ธ.ค. 2554 ซึ่งการโอนที่ดินดังกล่าวอาจเป็นการทำให้เจ้าหนี้รายอื่นเสียเปรียบ โดยขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินทั้ง 5 แปลงดังกล่าวกลับมาสู่กองทรัพย์สินของบริษัท ไม้อัดไทย จำกัด
- องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ผู้รับโอนที่ดินทั้ง 5 แปลง ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง
- วันที่ 27 พ.ย. 2562 ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้ว มีคำสั่งยกคำร้อง
- เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัท ไม้อัดไทย จำกัด ผู้ร้อง ยื่นอุทธรณ์
6. เมื่อวันที่ 10 มี.ค. 2564 ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 1930, 1929, 1577, 1600 และ 1866 แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร จำนวน 5 แปลง คืนแก่กองทรัพย์สินของบริษัท ไม้อัดไทย จำกัด
7. องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ผู้คัดค้าน ยื่นฎีกา
8. เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. 2566 ศาลฎีกาพิพากษายืน โดยคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวมีผลให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 1930, 1929, 1577, 1600 และ 1866 แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร จำนวน 5 แปลง กลับมาสู่กองทรัพย์สินในคดีล้มละลายของบริษัท ไม้อัดไทย จำกัด ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัท ไม้อัดไทย จำกัด จะดำเนินการจัดการแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวให้กับบรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลายที่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายต่อไป
ราคาประเมินโฉนดที่ดินทั้ง 5 แปลง ในวันจดทะเบียนเลิกกิจการ ณ วันที่ 12 เม.ย. 2555 รวมมูลค่าทั้งสิ้น 2,017,504,000 บาท แยกได้ดังนี้
- โฉนดเลขที่ 1930 ราคาประเมินมูลค่า 671,584,000 บาท
- โฉนดเลขที่ 1929 ราคาประเมินมูลค่า 650,105,600 บาท
- โฉนดเลขที่ 1577 ราคาประเมินมูลค่า 34,848,000 บาท
- โฉนดเลขที่ 1600 ราคาประเมินมูลค่า 2,464,000 บาท
- โฉนดเลขที่ 1866 ราคาประเมินมูลค่า 658,502,400 บาท

