จากสถานการณ์ราคาทองปรับตัวสูงขึ้นส่งผลทำให้เกิดคดีปล้นร้านทองอย่างเนื่อง โจรก่อเหตุจี้ชิงทองไม่เว้นแต่ละวัน ตำรวจฝากโจทย์ผู้ประกอบการร้านทองปรับมาตรการความปลอดภัย หลังพบหลายแห่งหละหลวมล่อตาโจร จับตาคำเตือนสมาคมค้าทองคำ ปี 2569 ร้านทองจ่อ “ปิดกิจการ” เพื่อ “รับกำไร” หลายแห่ง
อาชญากรรมปล้นร้านทองจี้ชิงทองกำลังเป็นปัญหาใหญ่ท่ามกลางความผันผวนของราคาทอง ข้อมูล ณ วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 ณ เวลา 14:45 น. ตามข้อมูลจากเว็บไซต์ของสมาคมค้าทองคำ หรือ Gold Traders Association ระบุว่า ทองคำแท่ง ราคารับซื้อในประเทศอยู่ที่บาทละ 73,700 บาท ขายออกบาทละ 73,900 บาท ขณะที่ ทองรูปพรรณ ราคารับซื้ออยู่ที่บาทละ 72,222 บาท ขายออกที่ราคา 74,700 บาท
โดยเฉพาะเหตุการณ์ปล้นร้านทองในลำดับเวลาไล่เรี่ยกัน เริ่มที่คดีคนร้ายบุกเดี่ยวชิงทองคำหนัก 198 บาท พร้อมเงินสด 170,000 บาท จากร้านทองออโรร่า ภายในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ย่านซอยสุขุมวิท 50 จ.กรุงเทพฯ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 ซึ่งอยู่ระหว่างเร่งติดตามตัวผู้ก่อเหตุและขยายผล และคดีคนร้ายบุกเดี่ยวชิงชิงทองคำหนัก 33 บาท ภายในห้างสรรพสินค้าชื่อดัง จ.สงขลา เหตุเกิดเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569ก่อนโดนเจ้าหน้าที่ตำรวจจับได้ทันควันพบเป็นเยาวชนอายุ 15 ปี
พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตรรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยภายหลังร่วมประชุมกำหนดมาตรการป้องกันเหตุชิงทรัพย์ร้านทองว่า ภาวะราคาทองคำที่ผันผวนทำให้ร้านทองเป็นจุดอ่อนไหวต่อการก่ออาชญากรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงสั่งการให้ตำรวจทั่วประเทศเพิ่มความเข้มงวดในการป้องกันเหตุ และหากเกิดเหตุขึ้นต้องสามารถติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุได้โดยเร็ว
ประเด็นที่น่าสนใจจากเหตุการณ์ปล้นร้านที่เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกันนั้น มีข้อมูลที่น่าสนใจว่าพื้นที่ของกองบัญชาการตำรวจนครบาลมีร้านทองมากกว่า 1,000 ร้าน โดยพบมีอย่างน้อย 100 ร้าน จัดอยู่ในกลุ่มพื้นที่เสี่ยงหรือพื้นที่สีแดง ซึ่งได้กำชับให้จัดทำแผนเผชิญเหตุทั้งด้านการป้องกันก่อนเกิดเหตุ และการติดตามจับกุมหลังเกิดเหตุ
ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการร้านทองและห้างสรรพสินค้าให้ปฏิบัติตามมาตรการด้านความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ตั้งแต่การจัดระบบรักษาความปลอดภัยภายในร้าน การเพิ่มทักษะของพนักงานรักษาความปลอดภัย การติดตั้งอุปกรณ์ป้องกัน เช่น ลูกกรงเหล็ก รวมถึงการปรับเพิ่มความคุ้มครองด้านประกันภัย ซึ่งมาตรการดังกล่าวอาจส่งผลต่อภาระต้นทุนของผู้ประกอบการ แต่มีความจำเป็นต่อความปลอดภัยของประชาชนและนักท่องเที่ยว
แต่พบว่ามีผู้ประกอบการบางส่วนไม่ให้ความร่วมมือ ซึ่งจะมีการหารือร่วมกับหน่วยงานด้านประกันภัย เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การประเมินความเสี่ยง หากร้านทองใดไม่ปฏิบัติตามมาตรการ อาจถูกเรียกเก็บเบี้ยประกันในอัตราที่สูงขึ้น หรืออาจไม่ได้รับความคุ้มครองในกรณีเกิดเหตุปล้นทรัพย์
ที่ผ่านมาร้านทองในห้างสรรพสินค้าเป็นจุดสุ่มเสี่ยง มาตรฐานความปลอดภัยต่ำกว่าร้านทองที่ตั้งอยู่แบบเดี่ยวภายนอก ซึ่งทำให้โจรสบช่องก่อคดีปล้นชิงทองโดยง่าย อีกทั้งผู้ประกอบการร้านทองมีการทำกันภัยร้านทองเพื่อครอบคลุมความเสี่ยงกรณีโดนปล้น เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ละเลยมาตรฐานความปลอดที่ควรจะดำเนินการ
อย่างไรก็ตาม รอบปี 2568 ที่ผ่านมา สถานการณ์ราคาทองที่ผันผวนสูงขึ้นมากขึ้นเรื่อยๆ บวกกับสภาพเศรษฐกิจชะลอตัว ส่งผลโดยตรงให้คนไม่มีกำลังซื้อ อีกทั้งทองรูปพรรณถูกจัดเป็นสินค้าฟุ่มเพือย ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงหากกำลังซื้อถดถอย สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกำลังสร้างความปั่นป่วนในตลาดค้าทองคำ ส่งผลให้เป็นปีที่ยอดขายตกมากที่สุดในประวัติการณ์ เพราะคนไม่มีกำลังซื้อ
ขณะที่สถานการณ์ร้านทองตู้แดง หรือผู้ค้าทองรายย่อย ดำเนินธุรกิจลำบากเพราะทองรูปพรรณขายขายไม่ได้ ซึ่งปกติร้านทองเหล่านี้จะได้กำไรจากค่ากำเหน็จของทองรูปพรรณ เมื่อราคาทองสูงขึ้น แต่กำลังซื้อลด และค่าใช้จ่ายคงที่ เมื่อรายรับแทบไม่มี ทำไปก็ไม่คุ้ม ดำเนินธุรกิจไปต่อค่อนข้างยาก ดังนั้น จึงเลือกปิดกิจการเพราะอย่างน้อยยังพอมีกำไรเหลือบ้าง
สำหรับแนวโน้มธุรกิจร้านทองปี 2569 สมาคมค้าทองคำ เปิดเผยว่าร้านทองในประเทศไทยหลายสิบแห่งอาจต้องตัดสินใจปิดกิจการลง เนื่องจากราคาทองคำที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการปิดกิจการไม่ใช่เพราะขาดทุนแต่ปิดเพื่อ “รับกำไร” หรือ “Take profit” ในช่วงที่ราคาทองเป็นขาขึ้น นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเรื่องของการขาดผู้สืบทอดไม่มีทายาทในการประกอบธุรกิจต่อไป รวมถึง ปัจจัยด้านต้นทุนสูงขึ้นแต่รายได้ลดลง โดยเฉพาะรายได้จากการขายปลีกและการรับจำนำทอง เพราะคนแห่ขายทองทิ้งในช่วงที่ราคาพุ่งสูง
นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดีนายกสมาคมค้าทองคำ เปิดเผยว่า จากราคาทองคำที่ผันผวนหนักในช่วงนี้ ทางสมาคมประชุมหารือกัน และมีมติปรับส่วนต่างของราคาซื้อ-ราคาขาย (สเปรด) โดยหากราคาทองสูงกว่า 50,000 บาทขึ้นไป สเปรดจะอยู่ที่ไม่เกิน 200 บาท ส่วนกรณีราคาทองต่ำกว่า 50,000 บาท สเปรดจะอยู่ที่ 100 บาท แต่ช่วงที่ราคาผันผวนมาก บางร้านอาจจะมีการขยับสเปรด อย่างเมื่อ วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 ราคาขึ้นลงมากถึง 69 ครั้ง บางช่วงก็มีบางร้านปรับสเปรดขึ้นไปถึง 450 บาทเลยทีเดียว ทั้งนี้ การกำหนดสเปรดดังกล่าวให้มีผลทันทีนับตั้งแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป
“ช่วงนี้ราคาผันผวนมาก เพราะความเสี่ยงยังสูงอยู่ บางทีปรับทุก 3 นาที 5 นาที ซึ่งเดี๋ยวนี้ร้านทองมีความเสี่ยงสูงมาก เพราะลูกค้าคนรุ่นใหม่เขาซื้อทอง ก็ถือมือถือมาด้วย ถ้าราคาตลาดเปลี่ยนเร็ว แต่ถ้าสมาคมประกาศเปลี่ยนราคาไม่ทัน ทำให้ร้านทองมีโอกาสขาดทุนมากขึ้น ทั้งนี้ จริง ๆ แล้วก็มีสมาชิกสมาคมหลายคนเสนอให้ใช้ 300 บาท แต่ดูแล้วจะเยอะไป” นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ ระบุ
ทั้งนี้ ร้านทองในยุคทองแพงต้องระมัดระวังในเรื่องการบริหารต้นทุน หากบริหารไม่ดีมีโอกาสขาดทุนได้สูง โดยร้านทองส่วนใหญ่ที่อยู่กันได้เพราะเป็นร้านเก่าแก่
สถานการณ์การซื้อขายทองคำในปัจจุบันร้านทองค่อนข้างเสียเปรียบเพราะราคาทองเปลี่ยนไว เป็นเหตุให้สมาคมฯ มีการหารือกันเพื่อปรับราคา ซึ่งมีการต้องใช้เวลาพิจารณาก่อนประกาศออกมา ถ้ายังไม่ขึ้นป้ายแต่ราคาเปลี่ยนไปแล้ว ถ้าลูกค้าตกลงซื้อไปแล้ว ร้านทองก็เสี่ยงจะขาดทุนได้มากขึ้น
ยกตัวอย่าง ถ้าร้านไหนยังปรับราคาไม่ทัน แต่ราคาทองขึ้นไปแล้ว ลูกค้าเข้ามาซื้อตอนร้านยังไม่ปรับเปลี่ยนราคา ร้านทองก็ขาดทุนทันที ซึ่งต้องเข้าใจว่า สเปรดที่ห่าง 200 บาท ไม่ใช่ว่าเรามีกำไร 200 บาท เพราะร้านทองต้องซื้อจากผู้นำเข้า ผ่านยี่ปั๊ว ซาปั๊ว ไม่ได้นำเข้าเอง สุดท้ายกำไรเหลือไม่ถึง 20 บาท แล้วถ้าปรับราคาไม่ทัน ก็มีโอกาสขาดทุนสูง ร้านทองถ้าไม่บริหารดี ก็อันตรายมาก
โดยทางสมาคมค้าทองคำเผยแนวโน้มราคาทองคาดว่าภายในปี 2569 ไม่น่าแตะถึง 100,000 บาท แต่ปีนี้ราคาทองปรับขึ้น 40% ทองไทยจะราวๆ 90,000 บาท แต่ไม่ถึง 100,000 บาท
ทิ้งท้ายสถานการณ์ที่ร้านทองต้องรับมือในห้วงเวลานี้ คือ ปัญหามิจฉาชีพหลายรูปแบบ เช่น การยัดไส้ทองปลอมนำมาขายฝากหรือจำนำกับร้านทอง ซึ่งมีร้านทองถูกหลอกแล้วนับ 100 แห่งทั่วประเทศ และทั้งหมดนี้เป็นเพราะราคาทองทองเป็นเหตุ.

