เจ้ากรมข่าวพร้อมตำรวจนำผู้ช่วยทูตฝ่ายทหาร 20 ประเทศ บุกรังสแกมเมอร์โอร์เสม็ด ตรงข้ามช่องจอม ที่ทหารไทยยึดไว้ได้ช่วงสู้รบรอบ 2 เห็นกับตาหลักฐานอื้อ ใช้หลอกลวงเหยื่อหลายประเทศ คาดมีคนถูกหลอกมาทำงานถึง 1 หมื่นคนด้านเจ้ากรมข่าว ทบ.ย้ำยึดตามข้อตกลงหยุดยิง อยู่ตรงไหนก็ตรงนั้น ป้องกันไม่ให้เขมรกลับเข้ามา
วันที่ 2 ก.พ.2569 พล.ท.ธีรนันท์ นันทขว้าง เจ้ากรมข่าวทหารบก นำคณะผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศประจำประเทศไทย 20 ประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา มาเลเซีย และเวียดนาม ร่วมกิจกรรม Open House ตรวจเยี่ยมหน่วยทหารและลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณจุดผ่านแดนช่องจอม จังหวัดสุรินทร์ ติดตามสถานการณ์ชายแดน และการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติโดยเฉพาะปัญหาสแกมเมอร์ ที่สร้างผลกระทบในหลายประเทศ และบ่อนทำลายความมั่นคงในภูมิภาค
โดยมี พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่กำกับดูแลในเรื่องของการแก้ปัญหาอาชญากรรมทางไซเบอร์ ร่วมติดตามความคืบหน้าการปราบปรามสแกมเมอร์พิ้นที่ชายแดนช่องจอม-โอร์เสม็ด และตัวแทนองค์กรเอกชน หรือ NGO เช่น นายสุณัย ผาสุข ที่ปรึกษาองค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์ ประจำประเทศไทย ร่วมสังเกตการณ์
คณะผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศทั้ง 20 ประเทศ ได้เข้าสำรวจพื้นที่จริงบริเวณจุดผ่านแดนถาวรช่องจอม อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ ตรงข้ามเมืองโอร์เสม็ด จังหวัดอุดรมีชัย เพื่อรับทราบสถานการณ์เกี่ยวกับปัญหาสแกมเมอร์ ในพื้นที่โอร์เสม็ด หลังจากเกิดเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเมื่อเดือนธันวาคม 2568
โดยพื้นที่โอร์เสม็ดมีฐานสแกมเมอร์หลัก 2 แห่ง คือ โอร์เสม็ดรีสอร์ต และรอยัลฮิลล์ ซึ่งภายในมีหลักฐานต่างๆ ที่กลุ่มสแกมเมอร์เคยใช้หลอกลวงประชาชน เช่น การจัดฉากหน่วยงานราชการและสำนักงานธนาคารของประเทศต่างๆ รวมไปถึงห้องพักของเครือข่ายสแกมเมอร์ ที่แยกเป็นส่วนของผู้บริหาร และคนงาน ซึ่งปัจจุบันฝ่ายไทยควบคุมพืันที่ไว้ เนื่องจากก่อนหน้านี้พบการใช้อาคารสแกมเมอร์เหล่านี้ในการปฏิบัติการทางทหาร เช่น การปล่อยโดรนจำนวนมาก
โดยเฉพาะในส่วนของรอยัลฮิลล์ มีอาคารสูง 6 ชั้น จำนวน 3 อาคาร ใช้เป็นที่พักและห้องทำงานของสแกมเมอร์ ที่แยกเป็นประเทศต่างๆ เช่น เวียดนาม สิงคโปร์ อินเดีย และมีอาคารผู้บริหารแยกออกมา 1 อาคาร รวมถึงห้องอาหาร ร้านค้า
ซึ่งภายในอาคารต่างๆ มีหลักฐานมากมายที่กลุ่มสแกมเมอร์เคยใช้หลอกลวงประชาชน เช่น การจัดฉากหน่วยงานราชการของประเทศต่างๆ อาทิ สถานีตำรวจ และธนาคารที่ใช้ในการหลอกลวงเหยื่อ เอกสารรายชื่อของเหยื่อในประเทศต่างๆ เสื้อผ้าชุดตำรวจ รวมถึงยังมีเครื่องใช้ไฟฟ้า และของใช้ส่วนตัวทิ้งไว้
ทั้งนี้ พล.ท.ธีรนันท์ กล่าวว่า การลงพื้นที่ในวันนี้ เพื่อต้องการสื่อสาร ให้สังคมภายนอกได้รับรู้ว่ามีการก่ออาชญากรรมที่มีผลต่อมวลมนุษยชาติ ภายหลังตรวจสอบอาคารต่างๆ ที่มีความสัมพันธ์กัน ตรวจสอบพบโครงสร้างสแกมเมอร์ เซ็นเตอร์ที่เป็นระบบ มีขั้นตอนการทำงานที่ละเอียด รวมทั้งตรวจสอบพบหลักฐาน เช่น สิ่งจำลองที่ใช้ในการหลอกลวง โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการรวบรวมหลักฐานไว้ทั้งหมดแล้ว ส่วนกองทัพมีหน้าที่อำนวยความสะดวกในการเข้าพื้นที่
เมื่อถามว่า ในอดีตพื้นที่นี้มีการขอความร่วมมือฝ่ายกัมพูชา แต่ไม่ได้รับความร่วมมือ พล.ท.ธีรนันท์ กล่าวว่า เราขอความร่วมมือไปหลายพื้นที่ ซึ่งหลายพื้นที่เราพบว่ามีคนไทยเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์เหล่านี้ที่ถูกกักขังและทรมาน แต่กลับได้คำตอบว่าเข้าไปดูแล้วไม่พบคนไทย จึงไม่ได้รับการช่วยเหลือ
เมื่อถามว่า นอกจากจะเป็นฐานสแกมเมอร์แล้วแต่หชับมีการตรวจสอบพบการบินโดรนนั้น มีความเชื่อมโยงในการใช้เป็นฐานบัญชาการโจมตีไทยหรือไม่ พล.ท.ธีรนันท์ กล่าวว่า ย้อนกลับไปในการปะทะครั้งที่สอง เราตรวจสอบพบโดรนบินขึ้นเป็น 100 ลำ มีการใช้โดรนพลีชีพพุ่งชนจนทำให้เกิดระเบิด และทำให้กำลังพลของไทยได้รับบาดเจ็บ จึงเป็นเป้าหมายทางทหารอย่างชัดเจน ทางกองกำลังจึงปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่นี้ ซึ่งในขั้นต้นเราไม่ทราบว่าพื้นที่นี้เป็นฐานสแกมเมอร์ ภายหลังจากที่เราปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่แห่งนี้ เราตรวจสอบพบขบวนรถจำนวนมาก และมีกำลังทหารเข้าออกอย่างพลุกพล่าน จึงยืนยันว่ามีการใช้พื้นที่นี้ปฏิบัติการทางทหาร
เมื่อถามว่า พื้นที่บริเวณนี้เราควบคุมไว้ได้กี่ไร่ พล.ท.ธีรนันท์ กล่าวว่า เท่าที่พูดคุยกับกองกำลังประมาณ 100 ไร่ ซึ่งเป็นสิ่งปลูกสร้างสแกมเมอร์
เมื่อถามว่า มีการตรวจพบไฟฟ้าในพื้นที่ยังส่องสว่างอยู่นั้น พล.ท.ธีรนันท์ กล่าวว่า หากมองไปรอบๆ ตามอาคารจะพบแผงโซล่าเซลล์ และการตรวจการณ์จากฝั่งไทยช่วงกลางคืนจะพบความสว่าง แต่ในอาคารพบว่าไม่มีไฟฟ้า
เมื่อถามว่า หลักฐานที่พบทั้งหมดจะรวบรวมไปบอกให้โลกรู้ว่ากัมพูชาเป็นแหล่งสแกมเมอร์หรือไม่ พล.ท.ธีรนันท์ กล่าวว่า การคือการจะบอกว่าเป็นแหล่งของ สแกมเมอร์โลกก็คือการรวบรวมหลักฐาน แต่เราต้องการให้สังคมได้รับรู้ และเห็นภาพจึงนำสื่อมวลชนลงพื้นที่วันนี้
เมื่อถามว่าคิดว่ามีรัฐบาลของกัมพูชาหนุนหลังหรือไม่ เพราะเป็นอาณาจักรที่ใหญ่มาก พล.ท.ธีรนันท์ กล่าวว่า ต้องรอพิสูจน์หลักฐานที่เชื่อมโยงว่าเป็นอย่างไรเป็นเรื่องของกระบวนการสืบสวน นอกเหนือขีดความสามารถของกองทัพ
เมื่อถามว่า เราจะดูแลและควบคุมพื้นที่นี้ไปถึงเมื่อไหร่ พล.ท.ธีรนันท์ กล่าวว่า เราปฏิบัติการถ้อยแถลงร่วมในการวางกำลัง ตรงไหนก็คือตรงนั้น เราอยู่ในที่วางกำลังส่วนการเจรจาทั้งหมดจะกลับไปที่ JBC และ GBC
เมื่อถามว่า ภายหลังยุติการปะทะแล้ว มีความพยายามของฝ่ายกัมพูชาจะกลับเข้ามาในพื้นที่หรือไม่ พล.ท.ธีรนันท์ กล่าวว่า ยังไม่พบการกลับเข้ามา แต่เราไม่แน่ใจเรื่องสาเหตุ แต่ก็จะมีการกันไม่ให้ฝ่ายกัมพูชาเข้ามาในบริเวณนี้
เมื่อถามต่อว่า ในฝั่งตรงข้ามไม่มีการสร้างถนน หรือบังเกอร์ที่มีความพร้อมใช่หรือไม่ พล.ท.ธีรนันท์ กล่าวว่า การเหล่านี้ถือเป็นเรื่องปกติของทั้งสองฝ่าย โดยหลักการทางทหารหลังปฏิบัติการทางทหารก็จะสร้างการป้องกันตนเอง เพื่อความปลอดภัยเพราะฉะนั้นการดำเนินการการเหล่านี้ถือเป็นเรื่องปกติของทั้งสองฝ่าย การดำเนินการของเขาในฝั่งเขาอาจจะไม่ใช่สิ่งบอกเหตุที่จะรุกรานเรามากนัก แต่ก็เป็นสิ่งที่ต่างฝ่ายต้องระวังไว้ ส่วนพื้นที่ดังกล่าวจะเป็นอย่างไรในอนาคตขึ้นอยู่กับการประชุมในอนาคต ซึ่งในขณะนี้เราต้องรอรัฐบาลชุดใหม่ในส่วนของทหารก็ต้องรักษาพื้นที่ ในลักษณะนี้เอาไว้ก่อน
เมื่อถามว่าในด้านการข่าวมีบุคคลต่างชาติที่เข้ามาหลอกจำนวนเท่าใด พล.ท.ธีรนันท์ กล่าวว่า ตัวเลขที่รวบรวมและพูดคุยกับกองกำลังและตัวเลขที่รวบรวมและพูดคุยกับกองกำลังน่าจะประมาณ 8,000 ถึง 10,000 คน และพบว่ามีการเคลื่อนย้ายออกไปทันทีที่มีการปฏิบัติการทางทหารเมื่อวันที่ 8 ธันวาคมที่ผ่านมา

