ศ.นพ.สมศักดิ์ เทียมเก่า ผอ.รพ.ศรีนครินทร์ ร่อนจดหมายเปิดผนึกจี้ สปสช. ทบทวนด่วน หลังหั่นงบชดเชยค่ารักษาบัตรทองเหลือเพียง 3,505 บาทต่อหน่วย ทั้งที่ต้นทุนจริงสูงถึง 23,000 บาท เตือนสถานะการเงินโรงพยาบาลเข้าขั้นวิกฤต อาจบีบให้ต้องลดมาตรฐานการรักษา-จำกัดการเข้าถึงยาและเวชภัณฑ์ หวั่นทำบุคลากรทางการแพทย์หมดไฟแห่ลาออกทิ้งระบบ
วันนี้ (31 ม.ค.) ศ.นพ.สมศักดิ์ เทียมเก่า อายุรศาสตร์ระบบประสาท และ ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ออกมาโพสต์ข้อความจดหมายเปิดผนึกถึงคณะกรรมการ สปสช. กรณีวิกฤตงบประมาณบัตรทอง พร้อมขอให้ สปสช. ทบทวนแนวทางการจ่ายชดเชย เพื่อรักษาระบบบริการที่มีประสิทธิภาพ ลดความเหลื่อมล้ำ และป้องกันผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนและบุคลากรในระยะยาวโดย ศ.นพ.สมศักดิ์ ได้ระบุข้อความว่า
"เรียนคณะกรรมการ สปสช. ที่เคารพ ขอความกรุณาทบทวนแนวทางการจ่ายค่ารักษาผู้ป่วยในด้วยครับ 1RW 3505.14 บาท นั้น ต่ำกว่าต้นทุนมากๆ เลยครับ การลดค่าชดเชยการรักษาของผู้ป่วยสิทธิบัตรทอง 1 RW จาก 8350 บาท เป็น 3505.14 บาท ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 เป็นต้นไปนั้น ผมมีความกังวลใจ ดังนี้
1. การชดเชยค่ารักษาจาก 8350 เป็น 3505 ประมาณ 42% ของอัตราเดิม ในขณะที่ต้นทุนการรักษาที่ทาง สปสช. ได้ทำการศึกษาไว้ของโรงพยาบาลทั่วไป คือ 13,000 บาท โรงพยาบาลศูนย์ 17,000 บาท และของ รพ. มหาวิทยาลัยประมาณ 23,000 บาท (ข้อมูลเฉพาะของ รพ.ศรีนครินทร์ คณะแพทย์ขอนแก่น เป็นการศึกษาของ รพ.โดยตรง)
ดังนั้นการที่ สปสช. จ่ายค่ารักษาเป็นอัตราที่ต่ำมากนั้น (คิดเป็นประมาณ 27%, 20.6% และ 15.3% ของต้นทุน รพ.ทั่วไป, รพ.ศูนย์ และ รพ. ศรีนครินทร์ ตามลำดับ ) ย่อมส่งผลต่อสถานะทางการเงินของ รพ. ทุกระดับอย่างแน่นอน
2. เมื่อ รพ. ส่วนใหญ่ประสบปัญหาการได้รับรายได้ต่ำกว่ารายจ่ายอย่างมาก ย่อมส่งผลต่อการให้บริการรักษาผู้ป่วยอย่างแน่นอน เพราะอาจขาดงบประมาณในการจัดซื้อยา เวชภัณฑ์ทางการแพทย์ และงบประมาณในการจ้างเจ้าหน้าที่ ดังนั้นแต่ละโรงพยาบาลต้องมีการปรับระบบการให้บริการให้มีค่าใช้จ่ายที่ลดลงให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ต้นทุนลดต่ำลงมากที่สุด
3. ผู้ป่วยบัตรทองก็จะเข้าถึงระบบบริการยากขึ้น เพราะการรักษาผู้ป่วยบัตรทองทุกคน ก็จะมีรายจ่ายที่มากกว่ารายรับ ยิ่งรักษามาก ก็ยิ่งมีผลต่างของรายจ่ายกับรายรับมากขึ้น
4. เมื่อโรงพยาบาลต้องลดต้นทุนการให้การรักษา ย่อมส่งผลให้ผู้ป่วยอาจได้รับการบริการที่ไม่สะดวกอย่างแน่นอน และอาจส่งผลกระทบต่อมาตรฐานการรักษา ซึ่งเป็นส่วนที่แพทย์จะพยายามไม่ให้เกิดผลกระทบนี้ แต่ก็ไม่สามารถรับประกันได้ 100% เพราะเมื่อค่าชดเชยที่ได้รับนั้นลดลงอย่างมาก
5. ผู้ให้บริการย่อมมีภาระงานที่เพิ่มขึ้น และมีแรงกดดันจากการให้บริการรักษาผู้ป่วยอย่างมาก อาจเกิดการร้องเรียนของผู้ป่วยมากขึ้น เกิดความไม่พึงพอใจต่อการให้บริการของโรงพยาบาล ซึ่งสิ่งเหล่านี้ย่อมส่งผลให้เกิดภาวะเครียดสะสม และเกิดภาวะหมดไฟของบุลากร สุดท้ายเลยก็ส่งผลต่อการลาออกของบุคลากรทางการแพทย์มากขึ้น
6. แต่ละโรงพยาบาลจะมีแนวทางการแก้ไขปัญหานี้ โดยการพยายามลดค่าใช้จ่ายด้านต่างๆ ลงให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ สุดท้ายผลกระทบทั้งหมด ก็จะเกิดกับผู้ป่วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
7. อัตราการจ่ายค่ารักษาของผู้ป่วยสิทธิข้าราชการ 1 RW เท่ากับ 13,500 บาท ซึ่งสูงกว่าผู้ป่วยบัตรทองถึง 10,000 บาท ซึ่งการรักษาของผู้ป่วยทุกคนนั้น แพทย์ให้การรักษาเหมือนกันตามมาตรฐานการรักษาที่มีของประเทศไทย ดังนั้นการที่ สปสช. ลดค่าชดเชย 1 RW ลงอย่างมาก เสมือนกับการสร้างความเหลื่อมล้ำให้เกิดมากขึ้นระหว่างผู้ป่วยบัตรทองกับผู้ป่วยสิทธิข้าราชการ ซึ่งทางการแพทย์ไม่ต้องการให้เกิดความเหลื่อมล้ำใดๆ เลย
ผมขอให้ผู้บริหาร สปสช. ช่วยทบทวนการลดค่าชดเชยการรักษาพยาบาล เพื่อให้เกิดการรักษาที่มีประสิทธิภาพ ลดความเหลื่อมล้ำ และการพัฒนาระบบบริการที่ดีขึ้นด้วยครับ
หมอสมศักดิ์ เทียมเก่า อายุรแพทย์ระบบประสาท"

