เมืองไทย 360 องศา
เริ่มเข้าสู่โค้งสุดท้ายสำหรับการเลือกตั้งปี 69 กันแล้ว และแน่นอนว่า ช่วงเวลาแบบนี้สำหรับการเลือกตั้งแบบเดิมๆที่คิดว่า “กระสุน”เป็นส่วนสำคัญในการผลักดันให้เกิดความสำเร็จ และจากการสำรวจจนได้ข้อมูลระบุว่านับวันเรื่องการ “ซื้อเสียง” ที่ต้องใช้เงินสูงขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าก่อนหน้านี้มีการระบุว่ามีการใช้เงินในการซื้อเสียงครั้งนี้ เช่น ในกรุงเทพมหานครบางพื้นที่มีการซื้อสูงถึงหัวละ 7 พันบาทนั้น จะ “เว่อร์” เกินไปก็ตาม แต่รับรองว่าข้อมูลเรื่องการซื้อเสียงดังกล่าวย่อมมีจริงแน่นอน และยังสูงขึ้นเรื่อยๆ
และเชื่อเหลือเกิน ยิ่งใกล้วันเลือกตั้งแบบในวันสุกดิบ ที่เรียกว่า “คืนหมาหอน” นั่นแหละการ “แจก” ก็จะยิ่งสะพัด อย่างไรก็ดี ในยุคสมัยที่เปลี่ยนไป อาจมีการเปลี่ยนแปลงแบบระบบ “โอน” หรือวิธีการสารพัด แต่เชื่อว่าหากมีการ “สืบค้น” ก็เชื่อว่าสามารถติดตามเส้นทางได้อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบในที่นี้ คือ คณะกรรมการการเลือกตั้งจะ “ตามทัน” หรือเอาจริงแค่ไหน
เหมือนกับเวลานี้มีข้อสงสัยเรื่องการเบิกเงิน “ล็อตใหญ่” แน่นอนว่าคำถามย่อมต้องพุ่งเป้าไปที่ กกต.โดยตรง ว่าจะมีวิธีการตรวจสอบ หรือสกัดกั้นการทุจริต “น้ำเน่า” แบบนี้ได้อย่างไร
นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวกรณีแบงก์ชาติ พบความผิดปกติในการเบิกเงินสดช่วง 10 วันที่ผ่านมากว่า 250 ล้านที่เน้นการแลก เป็นธนบัตรใบละ 100 บาท และ 500 บาท ซึ่งเข้าข่ายน่าสงสัย และได้ส่งเรื่องให้ ปปง. และ กกต. ตรวจสอบแล้วว่า ได้คุยกับท่านผู้ว่าแบงก์ชาติในหลักการกว้างๆ แล้ว จะได้คุยกันในรายละเอียดว่าจะร่วมมือกันทำงานให้ออกมาดีเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติอย่างไร จะคุยกันโดยเร็วที่สุด เพราะเบื้องต้นแบงก์ชาติและ กกต.ไม่ได้ทำ MOUไว้ จึงต้องหาวีธีการที่จะทำงานร่วมกันในระยะสั้นนี้ให้ออกมาดีที่สุด ซึ่งท่านยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนงานของ กกต.อย่างเต็มที่
“ท่านยินดีที่จะให้ข้อมูลนี้กับ กกต.ซึ่งตามกฎหมายเรารับข้อมูลได้ไม่ผิด แต่การให้มันก็ต้องมีช่องทาง ซึ่ง กกต.ไม่ได้ทำ MOU กับแบงก์ชาติเหมือนที่ ปปง.ทำ จึงกำลังหาช่องทาง วิธีการว่าจะถ่ายโอนข้อมูลอย่างไร แต่ส่วนของ ปปง.เรามีการประสานงานกันอยู่แล้วหากเขาพบความผิดปกติอะไรก็จะแจ้งมา” นายแสวงกล่าวและว่า ในส่วนของสำนักงาน กกต.ขณะนี้ได้สั่งให้ด้านสืบสวนสอบสวน เฝ้าระวังและติดตามดูพื้นที่ที่เห็นว่ามีการแข่งขันกันรุนแรงและคาดว่าจะมีการกระจายของเม็ดเงินดังกล่าวแล้ว
ขณะที่ความเห็นของฝ่ายการเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาเปิดเผยว่า ขณะนี้มีการเบิกเงินแบบผิดปกติว่า เป็นหน้าที่ผู้ว่าแบงก์ชาติและแบงก์ทุกแบงก์ ถ้ามีธุรกรรมทางการเงินที่มีความเคลื่อนไหวผิดปกติ เขามีหน้าที่ต้องรายงานธนาคารแห่งประเทศไทย ส่วนการดำเนินการตามภารกิจปกติทั่วไป เป็นหน้าที่ของผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งก็ดูข่าวท่านก็ทำถูกต้องทุกอย่างอยู่แล้ว ท่านก็บอกว่าถ้ามีอย่างนี้ก็จะแจ้งไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ครบถ้วนกระบวนความ
ถามว่า มองไหมว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีการใช้เงินเข้ามา นายอนุทิน กล่าวว่า พอดีไม่ได้ทำ ก็เลยไม่มองและมีคนรับผิดชอบอยู่แล้ว ก็ถูกแล้ว ถ้าพบกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การการคลัง ซึ่งปกติก็ไม่ได้โทรหาผู้ว่าฯ แบงก์ชาติโดยตรง ก็จะกำชับไปและชื่นชมที่ออกมาจัดการและสังเกตความผิดปกติและออกมาชี้แจงไว้ก่อน
“การชี้แจงอย่างนี้ก็ดีอย่าง แสดงว่าผู้ว่าฯแบงก์ชาติเอาจริง ฉะนั้นธุรกรรมเหล่านี้แบงก์ทุกสาขาตอนนี้ ถ้าใครมาเบิกแบงก์ 100 แบงก์ 500 คราวนี้ไม่ต้องให้เบิกและต้องรายงานอย่างเข้มงวด ซึ่งมันก็ดีใช่หรือไม่ เป็นสิ่งที่ดีทำให้การเมืองสามารถมีความโปร่งใสเพิ่มมากขึ้น” นายอนุทิน กล่าว
สอดคล้องกับคำพูดของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขยับเข้ามามีบทบาทในการกำหนดเพดานการเบิกถอนเงินสดเพื่อป้องกันการทุจริต โดยย้ำว่าพรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนการปราบปรามทุนเทา และธุรกรรมที่ผิดปกติมาโดยตลอด เพราะเป็นตัวทำลายเศรษฐกิจอย่างรุนแรง
“ผมดีใจที่แบงก์ชาติขยับมาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ การจัดการกับเส้นทางการเงินคือจุดเริ่มต้นสำคัญของการปราบทุจริตเลือกตั้ง” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ ได้เรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทำงานในเชิงรุกมากขึ้น โดยเฉพาะการประสานความร่วมมือกับ ธปท. เพื่อตรวจสอบธุรกรรมเงินสดที่ผิดปกติในช่วงเลือกตั้ง พร้อมเตือนว่าหากรอตรวจสอบเพียงแค่หลังการเลือกตั้ง อาจเป็นเรื่องยากในการหาพยานหลักฐาน กกต. จึงต้องกล้าใช้อำนาจที่มีอยู่เพื่อรักษาความสุจริตและเที่ยงธรรมให้กับการเลือกตั้งครั้งนี้
นั่นเป็นท่าทีและคำพูดของฝ่ายการเมือง นักการเมืองที่ต้องพูดแบบนี้อยู่แล้ว แบบว่า “สนับสนุนเต็มที่ ต้องจับให้ได้ เพราะหากไปถามพรรคการเมืองอื่น ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน รวมถึงอีกหลายพรรค คำตอบก็ต้องออกมาในโทนเดียวกันอยู่แล้ว
ขณะเดียวกันหากพิจารณาจากคำพูดข้างต้นของทั้งหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และประชาธิปัตย์ ที่ย่อมดูดี เห็นดีเห็นงาม กับการปราบปรามการทุจริตซื้อเสียงเลือกตั้ง แต่ในสนามการหาเสียงเลือกตั้งในหลายพื้นที่มีความเข้มข้น และมีการแข่งขันสูง หากพรรคการเมืองทุกพรรคจะช่วยกันรณรงค์ป้องกันกันอีกทาง ทำให้การเลือกตั้งมีความสุจริต แม้จะแข่งขันกันอย่างจริงจัง และต้องเป็นไปตามกติกาและเป็นตามธรรมชาติให้มากที่สุด
และแน่นอนว่า เรื่องการทุจริต ซื้อเสียง ที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งทุกรูปแบบ และยิ่งใกล้วันเลือกตั้ง ความเคลื่อนไหวที่เกี่ยวกับการทุจริต โดยเฉพาะเรื่องการ “ซื้อเสียง” จะยิ่งถูกจับตามองมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันหน่วยงานอย่าง คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)จะต้องมีบทบาทหลักในการ “จับกุม” ใครก็ตามที่ทำการทุจริต ให้ได้ เหมือนกับคราวนี้ฝ่ายที่ออกมาให้ข้อมูลในเรื่องการเบิกเงิน “ล็อตใหญ่” ยังเป็นฝ่าย “แบงก์ชาติ” เสียอีก แม้ว่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องเงิน หรือธนาคาร ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ กกต.โดยตรง แต่ก็สมควรมี “แอ็กชั่น” ดุดันมากกว่านี้ ไม่ใช่พูด “แบบตามน้ำ” ไปเรื่อย
ดังนั้น นาทีนี้ จึงเป็นโอกาสในการพิสูจน์ฝีมือครั้งสำคัญของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หลังจากที่ผ่านมาถูกวิจารณ์อย่างหนักมาตลอด รวมไปถึงการทำงานที่ล่าช้า ทั้งในเรื่องการตรวจจับการทุจริต การให้ใบเหลือ ใบแดง ใบดำที่ล่าช้าไม่ทันการณ์ และครั้งนี้เชื่อว่าด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง การตรวจหาหลักฐาน รวมไปถึงในยุคโซเชียลที่ก้าวไปไกล จึงหวังว่าจะได้มีการ “พิสูจน์น้ำยา” ว่าเจ๋งจริงแค่ไหน !!

