วาทกรรม “ไม่เลือกเรา เขามาแน่” คำเก่าที่ใช้ไม่ได้ผลกับการเมืองใหม่ สะท้อนยุทธศาสตร์พลาดท่าของภูมิใจไทย จากคำขู่คู่แข่งกลายเป็นสัญญาณถดถอยของพรรคเสียเอง
ท่าทีล่าสุดของพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะคำกล่าวของนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะแกนนำพรรคที่ดูแลพื้นที่กรุงเทพมหานคร ที่ระบุทำนองว่า “ไม่เลือกเรา เขามาแน่” พร้อมกับการขอให้คะแนนเสียงของฝ่ายขวาเทมาให้กับพรรคภูมิใจไทย กลับไม่ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองอย่างที่พรรคคาดหวัง ตรงกันข้าม
คำพูดหรือวาทกรรมดังกล่าวกลับกลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงในเชิงขบขัน และสะท้อนภาพปัญหาการวางยุทธศาสตร์ทางการเมืองของพรรคได้อย่างชัดเจน
เพราะแทนที่จะกระตุ้นความรู้สึกร่วม กลับทำให้เกิดคำถามถึงความมั่นใจและศักยภาพของพรรคเสียมากกว่า จนกลายเป็นว่าการประกาศดังกล่าวถูกมองเป็นเพียงมุขทางการเมืองที่ไม่สอดคล้องกับสภาพความจริง และยิ่งตอกย้ำภาพความเปราะบางของพรรคในสนามเลือกตั้ง
ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ วาทกรรม “ไม่เลือกเรา เขามาแน่” มิได้ช่วยเพิ่มคะแนนนิยมในหมู่ประชาชน แต่กลับสร้างภาพลบในวงกว้าง โดยถูกวิพากษ์ว่าเป็นการบีบบังคับทางความคิด และพยายามผลักให้ประชาชนต้องเลือกข้างบนพื้นฐานของความกลัว มากกว่าการตัดสินใจจากนโยบายหรือผลงานที่จับต้องได้ซึ่งการเมืองปัจจุบัน ประชาชนมีข้อมูลข่าวสารรอบด้าน และมีความตื่นตัวทางการเมืองสูง การสื่อสารในลักษณะนี้จึงถูกต่อต้านมากกว่ายอมรับ
ในความเป็นจริง วาทกรรมทางการเมืองเช่นนี้อาจเคยใช้ได้ผลเมื่อหลายสิบปีก่อน ในยุคที่การเมืองยังถูกกำหนดด้วยโครงสร้างอำนาจนิยมแบบเดิมๆ และประชาชนมีทางเลือกจำกัด การปลุกเร้าด้วยความหวาดกลัวหรือการแบ่งขั้วแบบแข็งตัวอาจสร้างผลลัพธ์ได้ แต่ปัจจุบัน สภาพการเมืองได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง การแข่งขันทางการเมืองไม่ได้วัดกันที่ใครจะสร้างศัตรูได้มากกว่า หากแต่วัดกันที่ใครสามารถตอบคำถามของประชาชนได้ตรงจุดกว่า ทั้งในเรื่องเศรษฐกิจ ปากท้อง โอกาส และอนาคตของประเทศ
เมื่อมองย้อนกลับไป การวางยุทธศาสตร์ของพรรคภูมิใจไทยในช่วงที่ผ่านมา ยิ่งสะท้อนความผิดพลาดที่สะสมมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการตัดสินใจของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ที่ประกาศไม่เข้าร่วมเวทีดีเบต ด้วยเหตุผลหลากหลายประการ
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรูปแบบเวที ความเหมาะสม หรือความเป็นธรรม การตัดสินใจดังกล่าวอาจถูกมองว่าเป็นการหลีกเลี่ยงแรงปะทะ และในอีกมุมหนึ่งกลับเป็นการพลาดโอกาสสำคัญในการชี้แจง ตอบโต้ และสื่อสารกับประชาชนโดยตรงในประเด็นที่สังคมตั้งคำถามต่อพรรค
เวทีดีเบตในยุคปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่แข่งขันวาทศิลป์ แต่เป็นพื้นที่สร้างความเชื่อมั่นและความชัดเจน การไม่เข้าร่วมเท่ากับการปล่อยให้ข้อสงสัยต่าง ๆ ดำรงอยู่โดยไม่มีคำอธิบายจากเจ้าตัว และยิ่งทำให้พรรคเสียพื้นที่ทางการสื่อสารไปอย่างน่าเสียดาย
ผลลัพธ์ที่ตามมาสะท้อนผ่านผลสำรวจความคิดเห็นจากหลายสำนัก ซึ่งต่างรายงานไปในทิศทางเดียวกันว่าพรรคภูมิใจไทยยังตามหลังคู่แข่งอยู่พอสมควร โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองใหญ่เช่นกรุงเทพมหานคร อย่างไรก็ตาม แทนที่พรรคจะทบทวนยุทธศาสตร์และปรับวิธีการสื่อสารให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางการเมืองที่เปลี่ยนไป พรรคกลับยังคงเลือกใช้วิธีการแบบเดิม ๆ ที่เน้นการปลุกอารมณ์และการแบ่งขั้วทางการเมือง
ความพยายามดึงคะแนนเสียงจากพรรคประชาธิปัตย์และพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งถูกมองว่าอยู่ในกลุ่มฝ่ายอนุรักษ์นิยมเดียวกัน ผ่านวาทกรรม “ไม่เลือกเรา เขามาแน่” จึงดูเป็นเพียงความพยายามช่วงชิงพื้นที่ทางอารมณ์ มากกว่าการนำเสนอทางเลือกเชิงนโยบายอย่างจริงจัง
และในสายตาของผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อย นี่อาจไม่ใช่ความแข็งแกร่ง หากแต่เป็นสัญญาณของความถดถอยทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ
การเมืองในยุคปัจจุบันไม่ได้ต้องการพรรคที่บีบให้ประชาชนเลือกข้าง หรือการสร้างภาพแห่งความกลัว แต่ต้องการพรรคที่เข้าใจประชาชน เคารพการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และสามารถอธิบายได้อย่างชัดเจนว่าทำไมประชาชนจึงควรเลือกพรรคตนเอง
หากพรรคภูมิใจไทยยังคงยึดติดกับวาทกรรมเก่า โดยไม่ปรับตัวให้เท่าทันการเมืองใหม่ คำว่า “ไม่เลือกเรา เขามาแน่” อาจไม่ใช่คำเตือนถึงฝ่ายตรงข้าม หากแต่กำลังสะท้อนชะตากรรมของพรรคภูมิใจไทยเสียเอง

