ไทยเปิดเกมรุกด้านกฎหมาย เดินหน้าฟ้องผู้นำกัมพูชาทั้งแพ่งและอาญา ปมเหตุปะทะชายแดน เตรียมขอหมายจับผ่านตำรวจสากลและอายัดทรัพย์สินในประเทศ เพื่อชดเชยความเสียหายให้ประชาชน
หน่วยงานความมั่นคงของไทยเดินหน้าใช้มาตรการทางกฎหมายตอบโต้เหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ภายหลังสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มีมติให้ดำเนินคดีต่อผู้นำระดับสูงของกัมพูชา ทั้งทางแพ่งและอาญา ฐานเป็นผู้สั่งการในเหตุการณ์ที่ส่งผลให้ประชาชนไทยในพื้นที่ชายแดนได้รับความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน โดยยืนยันเป็นการดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายของประเทศไทย แม้ไม่คาดหวังผลถึงขั้นการจับกุมตัวได้จริงก็ตาม
นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เปิดเผยว่า เมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ตนพร้อมด้วยอัยการได้เดินทางไปยังพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ในจังหวัดสุรินทร์ เพื่อดำเนินการฟ้องร้อง พลเอก ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ในฐานะผู้สั่งการเหตุปะทะบริเวณชายแดน ซึ่งก่อให้เกิดความสูญเสียต่อประชาชนชาวไทยในจังหวัดชายแดน
ทั้งนี้ มีรายงานจากหน่วยงานด้านความมั่นคงระบุว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามมติของ สมช. ที่มีมาตั้งแต่ช่วงปลายรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ในยุคที่นายภูมิธรรม เวชยชัย ดำรงตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรี และมติยังคงได้รับการยืนยันต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โดยให้ดำเนินการฟ้องร้องเอาผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญา ตามกฎหมายของประเทศไทย
ในส่วนของคดีแพ่ง มีเป้าหมายเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และหากตรวจสอบพบว่าบุคคลทั้งสองมีทรัพย์สินอยู่ในประเทศไทย ก็สามารถเข้าสู่กระบวนการยึดทรัพย์และขายทอดตลาด เพื่อนำเงินมาชดใช้ให้แก่ผู้ได้รับความเสียหายได้
ขณะที่คดีอาญา จะนำไปสู่การขอออกหมายจับ และส่งเรื่องให้ตำรวจสากล หรืออินเตอร์โพล (Interpol) เพื่อประสานการติดตามจับกุมตัว ไม่ว่าจะพบตัวอยู่ในประเทศใดก็ตาม
แหล่งข่าวด้านความมั่นคงระบุอีกว่า จากกระบวนการดังกล่าว จะส่งผลให้บุคคลทั้งสองไม่สามารถเดินทางเข้าประเทศไทยได้ เนื่องจากจะถูกจับกุมทันทีเมื่อเข้าสู่ราชอาณาจักร แม้ฝ่ายไทยจะไม่ได้คาดหวังว่าจะสามารถจับกุมตัวได้จริงในต่างประเทศก็ตาม แต่ถือเป็นการแสดงจุดยืนและการดำเนินการตามหลักกฎหมายอย่างครบถ้วน

