หมู่เรือโจมตีของสหรัฐฯนำโดยเรือบรรทุกเครื่องบิน “ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น” เดินทางเข้ามาอยู่ในน่านน้ำของภูมิภาคตะวันออกกลางแล้วในวันอังคาร (27 ม.ค.) ขณะที่เตหะรานเย้ยว่า เรือรบเหล่านี้ไม่สามารถแสดงบทบาทในการป้องปรามฝ่ายตน หากแต่เป็นเป้าหมายใหม่ในการล้างแค้นถ้าอิหร่านถูกเล่นงาน โดยที่กลุ่มติดอาวุธในการกำกับดูแลของอิหร่านอย่าง ฮิซบอลเลาะห์ และ ฮูตี ต่างส่งสัญญาณพร้อมเปิดฉากโจมตีอีกครั้ง พร้อมเตือนตะวันออกกลางอาจลุกเป็นไฟ ด้านยูเออีประกาศชัดไม่ยอมให้ใช้เป็นฐานเปิดฉากโจมตีอิหร่าน แม้มีฐานทัพอเมริกันตั้งอยู่ก็ตาม ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุ เชื่อว่าอิหร่านยังคงต้องการที่จะเจรจา
กองบัญชาการทหารด้านกลางของสหรัฐฯ (US CENTCOM)) ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบครอบคลุมด้านการทหารของอเมริกาในตะวันออกกลาง แถลงว่า เวลานี้หมู่เรือโจมตีที่นำโดยเรือยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น และประกอบด้วยเรือพิฆาตติดขีปนาวุธนำวิถีหลายลำ เดินทางถึงน่านน้ำในตะวันออกกลางแล้ว แต่ไม่ได้เปิดเผยตำแหน่งแห่งที่ของเรือรบเหล่านี้อย่างชัดเจน เพียงแต่บอกว่าหมู่เรือโจมตีนี้มุ่งส่งเสริมเพิ่มพูนความมั่นคงและเสถียรภาพของภูมิภาคนี้
ก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีทรัมป์ ขู่เข้าแทรกแซงด้วยกำลังทหาร หากอิหร่านปราบปรามและสังหารผู้ประท้วง ซึ่งพวกองค์กรสิทธิมนุษยชนที่ตั้งฐานอยู่ในต่างประเทศอ้างว่า ผู้ถูกฆ่าคราวนี้มีจำนวนมากกว่า 6,000 คน และเมื่อสัปดาห์ที่แล้วทรัมป์ได้ประกาศว่า กำลังส่งกองเรือขนาดใหญ่ไปยังตะวันออกกลางเพื่อ “เตรียมพร้อม”
ทางด้านเว็บไซต์ข่าวอักซิออส ในสหรัฐฯ รายงานการให้สัมภาษณ์ของทรัมป์ที่กล่าวว่า กองเรือรบขนาดใหญ่ของสหรัฐฯกำลังไปยังอิหร่าน โดยเป็นกองเรือใหญ่กว่าที่ใช้กับเวเนซุเอลาในช่วงหลายสัปดาห์ก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ในปฏิบัติการที่เวเนซุเอลาคราวนี้ กองทหารสหรัฐฯได้บุกเข้าจับตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร พร้อมภรรยา จากเมืองหลวงการากัส มาขึ้นศาลสหรัฐฯในนครนิวยอร์ก
อย่างไรก็ดี ทรัมป์บอกกับอักซิออสต่อไปว่า “พวกเขา (อิหร่าน) ต้องการที่จะทำข้อตกลง ผมรู้ว่าเป็นอย่างนั้น พวกเขาติดตามมาหลายต่อหลายครั้ง พวกเขาต้องการที่จะพูดจากัน”
อักซิออสรายงานว่า ทรัมป์ปฏิเสธไม่พูดถึงทางเลือกต่างๆ ที่ทางทีมงานความมั่นคงแห่งชาติยื่นเสนอให้เขา ตลอดจนทางเลือกไหนที่เขาชอบมากกว่า
ขณะที่พวกนักวิเคราะห์มองว่า ทางเลือกเหล่านี้มีอาทิ การโจมตีพวกที่ตั้งทางทหาร หรือการพุ่งเป้าเล่นงานคณะผู้นำอิหร่านที่นำโดยอยาตอลเลาะห์ อาลี คอเมเนอี อย่างเต็มพิกัดเพื่อโค่นล้มระบอบการปกครองนำโดยพวกผู้นำทางศาสนาซึ่งได้เข้าบริหารอิหร่านนับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามโค่นล้มพระเจ้าชาห์ในปี 1979
ในอีกด้านหนึ่ง สื่อนิวยอร์กไทมส์รายงานว่า ทรัมป์เพิ่งได้รับรายงานข่าวกรองสหรัฐฯหลายชิ้น ซึ่ง “บ่งชี้ว่าฐานะของรัฐบาลอิหร่านกำลังอ่อนแอลงเรื่อยๆ” และมีสัญญาณว่าการยึดกุมอำนาจของพวกเขา”กำลังอยู่ในจุดอ่อนแอที่สุด” นับตั้งแต่ขึ้นครองอำนาจ
นิวยอร์กไทมส์ อ้างอิง ส.ว.ลินด์ซีย์ เกรแฮม ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทคนหนึ่งของทรัมป์ ได้เล่าว่า เขาได้พูดคุยกับทรัมป์ในช่วงไม่กี่วันมานี้เกี่ยวกับเรื่องอิหร่าน โดยที่ “เป้าหมายคือการยุติระบอบปกครองนี้”
อย่างไรก็ดี เอเอฟพีบอกว่า ในไม่กี่วันหลังๆ มานี้ พวกเจ้าหน้าที่อิหร่านดูเหมือนพากันแสดงท่าทีราดน้ำมันลงบนกองเพลิง
เมื่อวันจันทร์ (26) เอสมาอิล บาเกอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน เตือนว่า การมาถึงของหมู่เรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯ ไม่ได้มีผลต่อการตัดสินใจของอิหร่านในการปกป้องประเทศ และย้ำว่า อิหร่านพร้อมตอบโต้การรุกรานอย่างรุนแรงและครอบคลุม
เจ้าหน้าที่ทหารอาวุโสคนหนึ่งให้สัมภาษณ์สถานีทีวีของทางการอิหร่านว่า การระดมกำลังของประเทศที่อยู่นอกภูมิภาคไม่ได้เป็นการป้องปราม แต่กลับเพิ่มความเสี่ยงที่กองกำลังเหล่านั้นจะกลายเป็นเป้าหมายการโจมตีที่อิหร่านสามารถเข้าถึงได้
สื่อหลายสำนักที่มีความเชื่อมโยงกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ยังรายงานว่า IRGC ขู่จมเรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น ด้วยขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกล้ำสมัย หากถูกยั่วยุ
นอกจากนั้น ยังมีการติดตั้งบิลบอร์ดต่อต้านอเมริกาที่จัตุรัสเอนเกแล็บ ในกรุงเตหะราน โดยทำเป็นภาพเรือบรรทุกเครื่องบินอเมริกันถูกทำลาย พร้อมคำบรรยายภาษาอังกฤษที่แปลได้ว่า “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว”
อามีร์ ซาอิด เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำสหประชาชาติแถลงต่อที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงเมื่อคืนวันจันทร์ว่า การที่ทรัมป์ขู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า จะใช้กำลังทหารแทรกแซงอิหร่านเป็นการประกาศจุดยืนที่ชัดเจนของอเมริกา เขายังอ้างด้วยว่า ผู้นำสหรัฐฯ และอิสราเอลปลุกปั่นให้เกิดความรุนแรงในอิหร่านด้วยการให้การสนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย
ขณะเดียวกัน ที่เลบานอน กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ที่เป็นพันธมิตรสำคัญของเตหะราน ซึ่งศักยภาพการสู้รบได้ถูกทำลายยับเยินในสงครามกับอิสราเอลเมื่อปี 2024 นั้น ได้จัดการชุมนุมเพื่อสนับสนุนอิหร่าน โดย นาอิม กัสเซม ผู้นำฮิซบอลเลาะห์ เตือนว่า การทำสงครามกับอิหร่านจะจุดชนวนสงครามทั่วตะวันออกกลาง
ด้านกลุ่มกบฏฮูตี ในเยเมน ที่ได้รับการสนับสนุนจากเตหะรานเช่นกัน เตือนว่า อาจกลับมาโจมตีเรือสินค้าในทะเลแดงอีกครั้ง ขณะที่ อาหมัด “อาบู ฮุสเซน” อัล-ฮามิดาวี ผู้นำกลุ่มคาตาอิบ ฮิซบอลเลาะห์ ในอิรัก ขู่ว่า ศัตรูที่ทำสงครามกับอิหร่านจะต้องพบกับความตายรูปแบบต่างๆ รวมทั้งจะสูญเสียผลประโยชน์หรือทรัพยากรทั้งหมดในตะวันออกกลาง
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านของอิหร่าน และก็เป็นที่ตั้งฐานทัพสำคัญของอเมริกัน ประกาศว่า จะไม่ยอมให้ประเทศใดๆ ใช้ยูเออีเป็นฐานเปิดฉากโจมตีอิหร่าน
ยอดผู้เสียชีวิตล่าสุด
เมื่อวันจันทร์ สำนักข่าวนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน (HRANA) ที่มีฐานอยู่ในอเมริกา ได้ระบุยอดผู้เสียชีวิตจากการประท้วงในอิหร่านระลอกนี้ ซึ่งพวกเขาบอกว่าได้รับการตรวจสอบยืนยันแล้วว่า ประกอบด้วยผู้ประท้วงอย่างน้อย 5,777 คน, สมาชิกกองกำลังของรัฐบาล 214 คน, เด็ก 86 คน และพลเรือนที่ไม่ได้ร่วมประท้วง 49 คน นอกจากนี้ยังมีผู้ถูกจับกุมอีกกว่า 41,800 คน
ขณะที่ทางรัฐบาลอิหร่านให้ตัวเลขผู้เสียชีวิตที่ 3,017 คน ซึ่ง 2,427 คนเป็นพลเรือนและสมาชิกกองกำลังความมั่นคง ส่วนที่เหลือเป็น “ผู้ก่อการร้าย”
จำนวนผู้เสียชีวิตที่มีการเปิดเผยออกมาล่าสุดสูงกว่าผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ความไม่สงบและการประท้วงทุกครั้งที่ผ่านมาในรอบหลายสิบปีในอิหร่าน และกระตุ้นเตือนให้นึกถึงเหตุการณ์ชุลมุนวุ่นวายจากการปฏิวัติอิสลามในอิหร่านปี 1979
การประท้วงระลอกล่าสุดนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 ธ.ค. ซึ่งเกิดจากความไม่พอใจสภาพเศรษฐกิจและการที่ค่าเงินเรียลตกต่ำ ก่อนที่จะลุกลามเป็นการท้าทายระบอบการปกครองซึ่งนำโดยพวกผู้นำทางศาสนาในทั่วประเทศ และถูกปราบปรามอย่างรุนแรงจากรัฐบาล
(ที่มา: เอเอฟพี/เอพี)

