MGR Online - ดีเอสไอ เผย "แทนไท-พวก" ยังไม่ประสานเข้ามอบตัว มีกลุ่มคนปริศนาสอบถามหลักทรัพย์ยื่นขอประกันตัว ชี้ไม่มีผลขึ้นอยู่กับพฤติการณ์ทางคดี
วันนี้ (27 ม.ค.) ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานจากคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 64/2567 เปิดเผยความคืบหน้ากรณี นายแทนไท ณรงค์กูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไททัน แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด กับพวก รวม 7 ราย กระทำความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ผ่านเว็บไซต์ผิดกฎหมาย และพนันออนไลน์ ว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ สามารถจับกุมได้แล้ว 4 ราย จึงยังเหลือผู้ต้องหาอีกเพียง 3 ราย หนึ่งในนั้นคือ นายแทนไท กับพนักงานแอดมินอีก 2 ราย ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญ มีความรู้ความสามารถในส่วนของเทคโนโลยีและดิจิทัล คอยทำหน้าที่แปลงสกุลเงินคริปโตเคอเรนซี โดยแปลงจากเงินบาทเป็นเงินคริปโตฯ
คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เผยว่า บุคคลทั้ง 3 ราย ยังไม่ได้มีการประสานขอเข้ามอบตัวกับคณะพนักงานสอบสวนแต่อย่างใด มีเพียงมาติดต่อสอบถามของกลุ่มคนปริศนา ว่าถ้าหากจะขอยื่นประกันตัว นายแทนไท ต้องใช้หลักทรัพย์หรือมีเงื่อนไขอย่างไรบ้าง ซึ่งคณะพนักงานสอบสวนชี้แจงว่าการจะให้ประกันตัวชั่วคราวผู้ต้องหาหรือไม่นั้น เป็นดุลพินิจของผู้บังคับบัญชา ต้องพิจารณาประกอบกับอัตราโทษ และพฤติการณ์ทางคดี เป็นต้น ไม่ใช่เรื่องของจำนวนหลักทรัพย์
"สิ่งสำคัญ คือ การชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของเจ้าตัว ว่ามีพยานหลักฐาน หรือถ้อยคำให้การใดที่จะใช้หักล้างต่อข้อกล่าวหาของคณะพนักงานสอบสวนได้บ้าง ซึ่งการให้ถ้อยคำ ย่อมเป็นผลดีต่อผู้ถูกกล่าวหาอยู่แล้ว ยืนยันให้ความเป็นธรรมต่อผู้ถูกกล่าวหา เปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาได้ชี้แจง แสดงความบริสุทธิ์ใจทั้งหมด"
คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เผยอีกว่า กรณี นายแทนไท ได้อัปโหลดสตอรี่ผ่านบัญชีอินสตาเเกรมส่วนตัว (IG Story) ในลักษณะเชิงตัดพ้อว่าคดีใดก็ไปเกี่ยวพันกับชื่อเขาเหมือนคดีเก่าผ่านไปคดีใหม่ก็เข้ามานั้น ขอชี้แจงว่าทั้ง 2 คดีไม่เกี่ยวข้องกัน คดีละเมิดลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ บุคคลอาจไม่ได้เป็นผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ แต่อาจนำเงินที่ได้จากการละเมิดลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ไปใช้ จึงทำให้เกิดข้อกล่าวหาฟอกเงินจากคดีมูลฐานเกิดขึ้น ดังนั้น การที่ผู้ถูกกล่าวหาได้เข้ามาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของตัวเองจะเป็นเรื่องที่ดีกว่า
คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เผยต่อว่า หลังจากนี้จะขยายผลจากรายการทรัพย์สินและเส้นทางการเงินของผู้ต้องหาทั้ง 7 รายต่อไป เพราะเชื่อว่ายังคงมีทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด หรือได้มาจากการกระทำความผิด โดยทรัพย์สินจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ 1.ทรัพย์สินที่ได้มีการตรวจยึด อาทิ ทรัพย์สินประเภทอสังหาริมทรัพย์ และสังหาริมทรัพย์ และ 2.ทรัพย์สินที่ยังมีความเคลื่อนไหว ดังนั้น พนักงานสอบสวนจะดำเนินการอย่างรอบคอบรัดกุม เพื่อที่จะได้ทำการอายัดทรัพย์สินที่ยังมีความเคลื่อนไหว แต่ยังไม่ได้ถูกยึดอายัดเหล่านี้ ก่อนจะมีการซุกซ่อน ยักย้าย ถ่ายเท หรือแปรสภาพทรัพย์สินไปก่อน จากนั้นจึงจะมีการสรุปสำนวนรายการทรัพย์สินที่ยึดอายัดทั้งหมดนำส่งให้สำนักงาน ปปง. ได้ดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ต่อไป

