เมืองไทย 360 องศา
หากพิจารณากันในมุมการเมืองล้วนๆ ไม่สนใจเรื่องอื่นให้รำคาญหัวใจ แต่มองกันแบบรู้ทันและเข้าใจง่ายๆ ก็คือแต่ละพรรคการเมืองตอนนี้กำลังโหมบุกกันอย่างหนัก เพื่อให้พรรคตัวเองชนะการเลือกตั้งได้จำนวน ส.ส.มากที่สุด โดยเฉพาะพรรคการเมืองหลัก ที่เป็น “ขั้วหลัก” ซึ่งในที่นี้ที่มีอยู่ในโหมดรายชื่อก็มีอยู่สามพรรค นั่นคือ พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน และเพื่อไทย เท่านั้น
แน่นอนว่าสำหรับพรรคเพื่อไทย พวกเขาเพิ่งได้ออกนโยบาย “สร้างเศรษฐีเงินล้าน” คนละล้าน เก้าคน อ้างว่ากระตุ้นเศรษฐกิจ ไปทั่วประเทศ สร้างเศรษฐกิจดิจิทัล อ้างเหตุผลในทางบวกสารพัด แต่ก็ใช้เงินภาษีใช้เงินชาวบ้านมาจ่ายเพื่อล่อคะแนนเสียง
แต่ก็นั่นแหละในทางการเมือง “ประชานิยม” แบบนี้มันถือว่าดึงดูดความสนใจของชาวบ้าน และมั่นใจว่าชาวบ้านชอบมากเสียด้วย เพราะที่ผ่านมาพรรคนี้เขา “แจก” มาแบบนี้จนเคยตัวและติดใจกันมาแล้ว แม้ว่าจะถูกคนวิจารณ์ว่าเป็น “นโยบายสิ้นคิด” ก็ตาม แต่ก็ไม่สนใจอยู่แล้ว
ดังนั้นสำหรับพรรคเพื่อไทยการออกนโยบายแบบนี้ ที่พวกเขาถือว่าเป็น “ทีเด็ด” กระชากใจชาวบ้านก็ต้องหวังดึงคะแนนเสียงให้กลับมา หวังเพิ่มจำนวนส.ส.ให้อยู่ในระดับ “แกนนำ” เพื่อช่วงชิงการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หรือรักษาระดับในการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลในการเพิ่มพลังการต่อรองให้ได้จำนวน ส.ส.ให้มากที่สุด
ซึ่งหากว่าไปแล้วสำหรับพรรคเพื่อไทย ยังถือว่าได้เปรียบในจุดที่ว่าเป้าหมายก็คือ เป็นรัฐบาลเท่านั้น ซึ่งหากสามารถรักษาระดับจำนวน ส.ส.เอาไว้ พวกเขาก็ต้องอยู่ในอันดับไม่เกินที่สาม และเมื่อพิจารณาจากท่าทีทางการเมืองที่ผ่านมามีการเน้นย้ำมาตลอดว่า “ร่วมได้ทุกขั้ว” หากบอกว่าพรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาชนคือ “สองขั้ว” พรรคเพื่อไทยก็เป็น “ตัวแปร” เข้าได้ทั้งสองขั้วดังกล่าว
อีกทั้งเมื่อพิจารณาตามศักยภาพ และบารมีทางการเมืองแล้ว บรรดาแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะเป็น นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ลูกชายของ “เจ๊แดง” นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ กับ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งก็คือหลานของ นายทักษิณ ชินวัตร ที่ถูกมองว่าเป็น “เจ้าของพรรค” นั่นแหละ ถัดมาก็ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้อำนวยการเลือกตั้ง และ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค เหมือนกับมีเจตนาเข้ามาเป็นรัฐมนตรี เสียมากกว่า
นี่ว่ากันถึงพรรคเพื่อไทยก่อน อย่างไรก็ดี สำหรับพรรคที่เหลืออีกสองพรรคคือ ภูมิใจไทย กับพรรคประชาชน เริ่มจากพรรคภูมิใจไทย ที่การเลือกตั้งคราวนี้ถูกมองว่าจะกลายเป็นคู่แข่งกับพรรคประชาชน ในการเป็น “แกนนำ” ตั้งรัฐบาล และหากโฟกัสกันในช่วงใกล้โค้งสุดท้ายแบบนี้ ก็ต้องงัดเอาทีเด็ดมาเน้นย้ำ หรือหามาเพิ่ม เพื่อดึงดูดความสนใจ
สำหรับพรรคภูมิใจไทย ที่ก่อนหน้านี้ก็ได้เน้นย้ำ หรือชูจุดขาย “มืออาชีพ” อย่าง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งคนหลังนี้ยังเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคอันดับสองคู่กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรค แน่นอนว่าด้วยภาพลักษณ์ และประสบการณ์การทำงาน ย่อมเป็นที่ยอมรับของหลายคน ในแบบที่ว่า “ขายได้”
ดังนั้น อย่าได้แปลกใจที่พรรคภูมิใจไทยได้เน้นย้ำ “ขาย” คนเหล่านี้ ทั้งเป็นตัวแทนพรรคไปร่วมวงดีเบตประชัดปัญญา ประชันการชี้แจงในเรื่องนโยบาย และที่สำคัญในช่วงหลังมานี้ ต่างดึงเอาสามคนดังกล่าว ไปร่วมเดินสายหาเสียงให้กับผู้สมัครของพรรคตามพื้นที่ต่างๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด และเชื่อว่ายิ่งใกล้วันเลือกตั้ง จะยิ่งมีการนำออกมาช่วยหาเสียงกันเข้มข้นกว่าเดิมแน่นอน
เพราะจุดขายของพวกเขา ก็เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับชาวบ้านผู้จะลงคะแนนเสียงเลือกพรรคภูมิใจไทย ให้มั่นใจว่า หากพรรคได้เป็นรัฐบาล ก็จะมีรายชื่อเป็นรัฐมนตรีตามที่ก่อนหน้านี้ได้ประกาศไปแล้วว่า นายเอกนิติ เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสีหศักดิ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และ นางศุภจี ที่เวลานี้เธอถูกยกให้เป็น “ซุปเปอร์จี” เป็นรองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
โดยเฉพาะรายหลัง คือ นางศุภจี ถือว่ายัง “ฮอต” ต่อเนื่อง กลายเป็นฟีเวอร์ ในลักษณะที่เรียกว่า “ซุปเปอร์จี” ถือว่าไม่ธรรมดา และ อย่าได้แปลกใจ ที่เวลานี้จะได้เห็นเธอร่วมเดินสายหาเสียงกันอย่างเข้มข้น เพื่อเพิ่มคะแนนเสียงทั้งในแบบ ส.ส.เขต และแบบเลือกตั้งเพิ่มจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ และเช่นเดียวกันก็อย่าได้แปลกใจ ที่เวลานี้เริ่มมีเสียงเบรกออกมาจากพรรคอื่น ที่เริ่มอ้างว่าทำผิดมารยาทที่นำเธอมาหาเสียงเนื่องจากไม่ได้เป็นแคนดิเดตนายกฯ ก็ว่ากันไป
ส่วนอีกพรรคก็คือ พรรคประชาชน ที่ในความเป็นจริงแล้ว เชื่อว่าไม่มีทางที่จะกวาดส.ส.ไปแบบแลนด์สไลด์ ชนะเกิน 250 เสียง หรือแม้แต่ถึง 200 เสียง เพราะไม่มีทางฟีเวอร์กว่านี้อีกแล้ว แต่ถึงอย่างไรเมื่อถึงช่วงสำคัญ ก็จำเป็นต้องดึงเอาระดับ “ตัวหลัก” กลับมาสร้างกระแสกันอีกรอบ โดยเวลานี้กำลังดึงเอา นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรค ที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง กลับมาช่วยเดินสายหาเสียง หวังให้เพิ่มคะแนนนิยมเหมือนกับในช่วงการเลือกตั้งคราวที่แล้ว
โดยมีการ “แพ็ก 3” คือ นอกจาก นายพิธา แล้ว ยังมี นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค และ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่ในความหมายคือ “เจ้าของพรรคตัวจริง” ที่ถูกตัดสิทธิ์การเมือง ซึ่งในตอนแรกมีการช่วยเดินสายหาเสียง แต่ผ่านมาหลายสัปดาห์แล้ว มัน “ไม่เวิร์ก” ไม่มีกระแส แทบจะหาจุดขายใหม่ไม่ได้เลย ไม่มีแต้มบวก ดังนั้นความหวังสุดท้าย ก็ต้องดึงเอา นายพิธา มาขึ้นเวทีอีกรอบ
แน่นอนว่า ด้วยลักษณะรูปลักษณ์ภายนอก ท่วงท่าลีลา ยังถือว่ายังดูดีกว่า เจ้าของพรรค คือ นายธนาธร หลายช่วงตัว แม้ว่าในเบื้องลึกแล้ว เจ้าของมีเจตนาดึงกลับมาช่วยหาเสียง เน้นให้เกิด “บารมีเปรียบเทียบ” หรือไม่ แต่ในทางการเมือง หากต้องการรักษาระดับจำนวน ส.ส.เอาไว้ให้ได้ก่อน อย่างน้อยก็ต้องอยู่ในระดับเป็นพรรคอันดับหนึ่งหรือสอง ก็ถือว่าได้สร้าง อำนาจการต่อรอง ทั้งระยะสั้นและระยะยาวได้อย่างต่อเนื่อง อย่างน้อยก็รักษาระยะเอาไว้ไปจนถึงปี 2572-73 ที่ “เจ้าของพรรค” จะกลับมาได้ เพราะไม่ว่าอย่างไร อยากฟันธงไว้ล่วงหน้าเลยว่า นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ไม่ได้เป็น นายกฯแน่นอน เพราะเจ้าของเขาไม่ให้เป็นนั่นแหละ
พูดไปอาจมองว่าไร้สาระ แต่เอาเป็นว่าให้รอความจริงกันดีกว่า ซึ่งที่ผ่านมาได้เห็นกันแล้วเมื่อครั้งที่ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ มี ส.ส.มากที่สุด แต่ไม่ได้เป็น นายกฯ ซึ่งสาเหตุก็ไม่ใช่เรื่องตระบัตสัตย์ อะไรหรอก ซึ่งเชื่อว่าอีกไม่นานความจริงจะออกมาให้เห็นเรื่อยๆ
ดังนั้นหากพิจารณากันเฉพาะความเคลื่อนไหวทางการเมืองในยามนี้ แต่ละพรรค โดยเฉพาะ สามพรรคหลักที่จัดเป็นขั้วการเมืองในยามนี้ ต้องพยายามหาทางดึงระดับ “แม่เหล็ก” เข้ามาเพื่อเพิ่มความนิยม เพิ่มคะแนนเสียง อย่างน้อยก็เพื่อหวังผลการเลือกตั้ง เพิ่มจำนวน ส.ส.ให้ได้มากที่สุด อย่างน้อยก็ต้องให้อยู่ในสามอันดับ เพื่อรักษาอำนาจต่อรองเอาไว้ให้ได้มากที่สุด นั่นแหละ !!

