กระทรวงสาธารณสุขยืนยัน สถานการณ์โรคไวรัสนิปาห์ ยังไม่พบผู้ป่วยในไทย คัดกรองผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยง พร้อมยกระดับการเฝ้าระวังโดยไม่กระทบการเดินทางระหว่างประเทศ
.
วันนี้ (26 ม.ค.) นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึงสถานการณ์ของโรคไวรัสนิปาห์ (Nipah Virus Disease) ระบุว่า ยังไม่มีผู้ป่วยในประเทศไทย โดยมีรายงานว่าพบผู้ป่วยในรัฐเบงกอล ที่เป็นบุคลากรทางการแพทย์ 2 ราย แต่กรมควบคุมโรคเริ่มคัดกรองผู้เดินทางเฉพาะเที่ยวบินตรงจากรัฐเบงกอลตะวันตก ประเทศอินเดีย ตั้งแต่เมื่อวันเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งประเทศไทยได้ยกระดับมาตรการรับมือ โดยเฝ้าระวังผู้ที่เดินทางกลับจากต่างประเทศที่มีการระบาดและมีอาการป่วย ได้รับการสอบสวนและเก็บตัวอย่างส่งตรวจผลยังไม่พบไวรัสนิปาห์
.
อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวไม่ได้ทำให้การเดินทางระหว่างประเทศสะดุดหรือชะงัก ประชาชนสามารถเดินทางได้ตามปกติ เพียงแต่ต้องปฎิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยทำงานร่วมกับองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย และสถานทูตไทย ซึ่งมีสถานกงสุลอยู่ที่เมืองกัลกัตตาประสานข้อมูลกัน ยังไม่พบว่ามีผลกระทบต่อคนไทยที่เดินทางไปยังพื้นที่ดังกล่าว หลังจากนี้ประมาณ 1 สัปดาห์ จะมีการประเมินความเสี่ยงของสถานการณ์อีกครั้ง
.
ด้าน พญ.จุไร วงศ์สวัสดิ์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ โฆษกกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า สำหรับผู้ป่วยในรัฐเบงกอล ได้รับเชื้อมาจากผู้ป่วยที่สัมผัสสารคัดหลั่งค้างคาวจากผลไม้ที่ปนเปื้อน ยังต้องรอข้อมูลที่ชัดเจนจากประเทศอินเดียและองค์การอนามัยโลก โดยเฉพาะเรื่องสายพันธุ์ เนื่องจากสามารถปรับเปลี่ยนสายพันธุ์ได้ ส่วนการเตรียมความพร้อมในไทย ได้เสริมความเข้มแข็งของระบบเฝ้าระวัง ซึ่งขณะนี้ยังมีแค่รัฐเบงกอลตะวันตกเท่านั้น ไม่ใช่อินเดียทั้งประเทศ เนื่องจากในโซนอื่นของอินเดียยังไม่มีรายงาน และโอกาสที่จะพบมีน้อย ดังนั้น จึงไม่อยากให้ตระหนกตกใจจนเกินไป
.
นอกจากนี้ ยังได้รับรายงานว่า ผู้ที่สัมผัส เช่น บุคคลในครอบครัว หรือบุคลากรที่ดูแล ได้ตรวจเชื้อเกือบ 200 ราย พบว่าผลตรวจเป็นลบทั้งหมด และยังไม่พบรายงานผู้ป่วยเพิ่มเติม สะท้อนว่าเชื้อไวรัสนี้ยังไม่สามารถแพร่กระจายได้เร็วเหมือนโควิด-19 หรือไข้หวัดใหญ่ สามารถวางใจได้ในระดับหนึ่ง แต่ต้องรอติดตามข้อมูลด้านการตรวจเชื้อไวรัสในรายละเอียดต่อไป
.
ส่วนในประเทศไทยมีข้อมูลว่ามีค้างคาวแม่ไก่ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มของค้างคาวผลไม้ มีรายงานมานานแล้วว่า ในค้างคาวแม่ไก่มีการตรวจเจอไวรัสนิปาห์ แต่อัตราส่วนของการเจอเชื้อในค้างคาวแม่ไก่ในประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 10% ซึ่งไม่มาก ขณะที่พื้นที่ที่มีการระบาดของอินเดีย ค้างคาวที่มีเชื้อจะอยู่ประมาณ 40% ซึ่งค่อนข้างมาก และได้มีงานวิจัยและการเฝ้าระวังในการตรวจสุกรหรือประชาชนที่อยู่ในละแวกใกล้เคียง ก็ไม่พบว่ามีการติดเชื้อแต่อย่างใด ดังนั้น สามารถไว้วางใจได้ในระดับหนึ่งว่า ถึงแม้ค้างคาวในไทยจะมีการพบเชื้อ แต่พบในสัดส่วนที่น้อย และไม่ได้มีหลักฐานการแพร่เชื้อสู่สุกรหรือคน
.
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากไวรัสนิปาห์ เป็นหนึ่งในโรคติดต่ออันตรายที่ไทยเฝ้าระวังมานานแล้ว นอกจากการเฝ้าระวังผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยงแล้ว ยังมีการเฝ้าระวังเคสในประเทศ หากมีผู้ป่วยที่มีอาการทางระบบทางเดินหายใจรุนแรง ปอดบวม เหนื่อย หรือโรคทางระบบประสาท มีไข้ ปวดศีรษะ ซึม หรือชัก และมีประวัติว่าภายใน 21 วันสัมผัสปัจจัยเสี่ยง ให้ติดต่อโดยด่วน เช่น 1. สัมผัสสารคัดหลั่งจากค้างคาวผลไม้โดยตรง จากปัสสาวะ อุจจาระ น้ำลาย
.
2. บริโภคอาหารหรือสิ่งปนเปื้อนสารคัดหลั่งของค้างคาวผลไม้ หรือสารคัดหลั่ง เช่น ผลไม้ที่ตกหล่นตรงต้นไม้ที่ค้างคาวอาศัยอยู่ หรือผลไม้ที่มีร่องรอยการกัดกินของค้างคาว 3. สัมผัสสัตว์ป่วยที่สงสัยว่าติดเชื้อไวรัสนิปาห์ เช่น สุกร ซึ่งมีรายงานเมื่อประมาณ 20 ปีก่อนที่ประเทศมาเลเซีย และสิงคโปร์ พบการติดเชื้อจากสุกร 4. สัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วยที่สงสัยหรือยืนยันว่าติดเชื้อไวรัสนิปาห์ โดยอาจมีการสัมผัสใกล้ชิด หรือมีการพูดคุยกัน เป็นต้น
.
ส่วนการเฝ้าระวัง มีทั้งเคสเล็ดลอดเข้ามาจากต่างประเทศ หรือเคสที่อาจมีโอกาสเกิดขึ้นในไทย ส่วนการเตรียมความพร้อมรองรับผู้ป่วยและการวินิจฉัย จะมีการสื่อสารเชิงรุก ให้คำแนะนำต่าง ๆ อัปเดตข้อมูลเรื่อย ๆ ยืนยันว่าไวรัสนิปาห์ ยังเป็นโรคที่ติดเชื้อจากสัตว์สู่คนเป็นหลัก ส่วนการแพร่เชื้อจากคนสู่คนยังเป็นเรื่องจำกัด โดยทำงานร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมปศุสัตว์ และสถาบันวิชาการต่าง ๆ เฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง และเตรียมแผนตอบโต้เมื่อมีผู้ป่วยต้องสงสัย
.
สำหรับอัตราความสามารถในการแพร่เชื้อ สำหรับไข้หวัดใหญ่จะอยู่ประมาณ 1.2-2.0 ส่วนโรคโควิด-19 จะขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ล่าสุดสายพันธุ์โอมิครอน ความสามารถในการแพร่เชื้อ อยู่ที่ประมาณ 8-10 และไวรัสนิปาห์ ความสามารถในการแพร่เชื้อ 0.2-0.8 ซึ่งหากน้อยกว่า 1 โอกาสในการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นจะยากมากและค่อนข้างจำกัด คาดว่าผู้ป่วยที่มาจากรัฐเบงกอลค่อนข้างอาการหนัก ไม่สามารถเดินทางได้ และไม่มีการแพร่เชื้อก่อนป่วน โดยมีการคัดกรองไข้ที่สนามบินทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ สนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง และภูเก็ต ดังนั้น ไม่น่าจะสามารถเล็ดลอดได้
.
ส่วนกรณีที่มีผู้ที่เดินทางจากสนามบินมาไทยแล้วยังไม่ได้แสดงอาการ หรืออยู่ในระยะฟักตัว กรณีนี้จะมีการติดตาม โดยผู้โดยสารทุกไฟลท์ที่เดินทางมาจากกัลกัตตา จะต้องมีการกรอก เอกสาร ต.8 ตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ 2558 และมีบัตรเตือนสุขภาพ (Health beware card) ติดตัว ถ้าภายใน 21 วันที่อยู่เมืองไทยถ้ามีอาการป่วยหรือไม่สบายจะต้องติดต่อที่ Hotline 1422 เพื่อติดตามและเข้าสู่กระบวนการแยก ตรวจรักษาต่อไป ขณะเดียวกัน กรมการแพทย์ได้เตรียมพร้อมสถานพยาบาลทั่วประเทศทั้งรัฐและเอกชนแล้ว ถ้ามีผู้ป่วยต้องสงสัยจะมีการส่งเลือดและสารคัดหลั่ง คาดทราบผลตรวจจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ภายใน 6-8 ชั่วโมง
.
สำหรับอาการของไวรัสนิปาห์ คนทั่วไปจะค่อนข้างอันตรายกว่าโควิด-19 และไข้หวัดใหญ่ที่คนส่วนใหญ่มีภูมิแล้ว โดยไวรัสนิปาห์ มี 2 สายพันธุ์ย่อย คือ 1. สายพันธุ์จากมาเลเซีย อัตราเสียชีวิตอยู่ที่ 40-50% และ 2. สายพันธุ์จากบังกลาเทศ อัตราเสียชีวิตอยู่ที่ 70% และมีอาการเรื่องระบบทางเดินหายใจ โดยสรุปถ้าติดเชื้อไวรัสนิปาห์ และมีอาการปอดอักเสบ รุนแรงกว่าโควิด-19 และยังไม่มียารักษาหรือวัคซีน การป้องกันจึงสำคัญที่สุด โดยระยะการฟักตัวของโรคเฉลี่ยอยู่ที่ 4-14 วัน แต่มีรายงานบางรายซึ่งพบไม่มาก แต่มีอาการใน 45 วัน
.
ดังนั้น ระบบการเฝ้าระวังของไทยจะอยู่ที่ประมาณ 3 สัปดาห์ หรือ 21 วัน ตอนนี้มียาต้านไวรัสที่ใช้ได้บ้าง คือยาเรมเดซิเวียร์ แต่ผลยังเชื่อถือไม่ได้ เข้าใจว่าที่อินเดียใช้ยานี้รักษาอยู่ สำหรับอัตราของการเสียชีวิตเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 40-75% แต่มีบางรายงานบอกว่ามีถึง 90% ขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัย คือ 1. การเข้าถึงการรักษา เพราะการรักษาเป็นการประคับประคองตามอาการ ถ้าอยู่ในพื้นที่ที่การรักษาดี ก็จะสามารถทำให้ผู้ป่วยฟื้นได้ แต่โรคนี้จะมีผลข้างเคียงระยะยาว และ 2. เรื่องสายพันธุ์ของเชื้อต่ออัตราการเสียชีวิต ที่สายพันธุ์บังกลาเทศสูงกว่า
......
Sondhi X

