เอเจนซีส์/MGRออนไลน์ - กลายเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศ เพนตากอนออกรายงาน 36 หน้าแผนยุทธศาสตร์การป้องกันสหรัฐฯปี 2026 เมื่อวันศุกร์(23 ม.ค) ให้ความสำคัญหลังบ้านแดนละตินขั้วใต้เป็นอันดับ 1 จากแต่เดิมที่เคยเป็น “จีน” ส่วนชาติพันธมิตรทั้งยุโรปและเกาหลีใต้โดนทิ้งต้องเพิ่มบทบาทในการร่วมรับผิดชอบความยากลำบากต่อภัยคุกคามของตัวเอง
บีบีซีของอังกฤษรายงานวันเสาร์(24 ม.ค)ว่า รายงานแผนยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศที่ NDS (National Defense Strategy) ตีพิมพ์ทุก 4 ปี ในอดีตเคยระบุให้ “จีน” เป็นเป้าหมายสูงสุดทางความมั่นคงประเทศ
แต่ทว่าหลังจากนี้อ้างอิงจากแผนใหม่ที่เผยแพร่วันศุกร์(23)ที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯจัดให้จีนมาอยู่ลำดับ 2 แทนนั้นจะมีความสัมพันธ์ไม่ใช่ในลักษณะเผชิญหน้าแต่เป็นความสัมพันธ์ลักษณะใช้ความแข็งแกร่งเพื่อป้องปรามจีนในภูมิภาคทะเลจีนใต้
ยุทธศาสตร์ใหม่นี้ตั้งอยู่เป้าหมายอันดับ 1 ไปที่ภูมิภาคตะวันตกหรือแดนละตินอเมริกาหลังบ้านสหรัฐฯที่ปักกิ่งเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาเข้ามาสร้างอิทธิพลผ่านการลงทุนเป็นต้นว่า การลงทุนสร้างท่าเรือมโหฬารในเปรู ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าปักกิ่งมักใช้โครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ประโยชน์ได้ทั้ง 2 ด้านทั้งการพลเรือนและการทหาร หรือ
เอเชียไทม์สเคยรายงานเมื่อวันที่ 29 ธ.คล่าสุดว่า ปักกิ่งกำลังอยู่ระหว่างการทดสอบใช้เรือด้านพาณิชย์เช่นเรือคาร์โก้ในการยิงมิสไซล์สู้รบหากปักกิ่งสั่งยึดไต้หวันหรือในกรณีที่จีนต้องรบกับสหรัฐฯเพื่อดูว่าผลจะเป็นอย่างไรเพื่อหวังลดค่าใช้จ่ายและทำให้สามารถซ่อนเร้นได้
ในรายงานยังกล่าวต่อว่าในอีก 2 ประเด็นหลักที่เหลือคือ การแชร์ความรับผิดชอบและภาระให้ชาติพันธมิตรมากขึ้นและรื้อฟื้นฐานอุตสาหกรรมทหารการป้องกันประเทศสหรัฐฯให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง
และไม่เหมือนกับแผนยุทธศาสตร์ปีก่อนๆของเพนตากอน เพราะในปีนี้ไม่มีการเอ่ยชื่อ “ไต้หวัน” ออกมา แต่ในรายงานวันศุกร์(23)ได้ระบุเป็นรายลักษณ์อักษรว่า สหรัฐฯมีเป้าหมายที่จะกันใครก็ตามรวม “จีน” จากการเข้ามามีอิทธิพลเหนือพวกเราหรือพันธมิตรของพวกเรา”
อนาโดลูของตุรกีรายงานเพิ่มว่า ซึ่งตัวรายงานที่ไม่มีการเอ่ยชื่อไต้หวัน แต่เพนตากอนมีแผนที่จะขยายการสื่อสารกองทัพต่อกองทัพกับปักกิ่งเพื่อลดความเสี่ยงต่อความขัดแย้ง
และในด้านเกาหลีเหนือ เพนตากอนกล่าวถึงเปียงยางว่า “เป็นภัยคุกคามโดยตรงทางการทหารต่อทั้ง “เกาหลีใต้” และ “ญี่ปุ่น” ย้ำว่าโซลจำเป็นต้องระแวดระวังต่อการรุกรานเกาหลีเหนือถึงแม้ว่า กองกำลังเกาหลีเหนือรบตามแบบแผน(conventional force)นั้นเก่าล้าหลังและไม่ได้รับการทำนุบำรุงมากนัก
แต่เพนตากอนยอมรับว่า กองกำลังนิวเคลียร์ของเปียงยางนั้นมีความสามารถเพิ่มขึ้นในการคุกคามต่อแผ่นดินใหญ่สหรัฐฯ
กระนั้นแล้วรายงานระบุว่า เกาหลีใต้มีศักยภาพต่อความรับผิดชอบหลักในการป้องปรามเกาหลีเหนือพร้อมความช่วยเหลือที่จำกัดและสำคัญจากสหรัฐฯ
นอกจากนี้เพนตากอนยังจำกัดความถึง “รัสเซีย” ว่าไม่ลดละแต่เป็นภัยคุกคามที่สามารถจัดการได้โดยเฉพาะกับ 'สมาชิกยุโรปตะวันออกของนาโต' พร้อมย้ำว่าชาติพันธมิตรนาโตต้องก้าวเข้ามารับภาระหลักต่อการรบป้องกันประเทศตามการรบแบบแผนของตัวเอง
“ในยุโรปและภูมิภาคอื่นๆ ชาติพันธมิตรจะต้องทำหน้าที่นำต่อต้าภัยคุกคามที่เป็นภัยคุกคามรุนแรงน้อยกว่าสำหรับเราแต่มากกว่าสำหรับพวกเขา พร้อมด้วยการสนับสนุนอย่างสำคัญแต่จำกัดมากขึ้นจากสหรัฐฯ” อ้างอิงจากรายงาน
และแผนยุทธศาสตร์การป้องกันสหรัฐฯล่าสุดยังกล่าวไปถึง “อิหร่าน” ว่าเป็นความท้าทายทางความมั่นคง โดยอ้างอิงไปถึงปฎิบัติการทหารของสหรัฐฯและพันธมิตรเมื่อไม่นานมานี้
บีบีซีรายงานว่า อย่างไรก็ตามนายกรัฐมนตรีแคนาดา มาร์ค คาร์นีย์ คู่ปรับทรัมป์ที่เมืองดาวอสได้กล่าวเปิดอกว่า กติกาโลกเก่าจะไม่กลับมาพร้อมเรียกร้องให้ชาติพันธมิตรอำนาจกลางทั้งหลายเช่น แคนาดา ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ หันมาร่วมกัน
เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เอ็มมานุเอล มาครง ได้เตือนว่า โลกกำลังหันหน้าไปสู่โลกที่ไร้กฎเกณฑ์

