How Beijing built arms industry to rival the West
by Chun Han Wong, The Wall Street Journal
21/12/2025
แอโร เอนจิน ก่อตั้งขึ้นด้วยการนำเอาพวกนักวิทยาศาสตร์ระดับท็อปตลอดจนทรัพยากรต่างๆ จากบริษัทตลอดจนสถาบันวิจัยด้านการบินและอวกาศหลายสิบแห่งมารวมเข้าด้วยกัน ปักกิ่งได้ทุ่มเทงบประมาณหลายพันหลายหมื่นล้านดอลลาร์ให้แก่กลุ่มกิจการใหม่แห่งนี้ เพื่อแข่งขันกับพวกยักษ์ใหญ่ในแวดวงเครื่องยนต์อากาศยานของฝ่ายตะวันตก
ในปี 2016 ปักกิ่งเปิดตัวกลุ่มกิจการทางด้านการบินและอวกาศแห่งใหม่ ที่ใช้ชื่อวา บรรษัทเครื่องยนต์อากาศยานแห่งประเทศจีน (Aero Engine Corp. of China) ภารกิจสำคัญที่รัฐวิสาหกิจใหม่แห่งนี้ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการ เป็นภารกิจซึ่งท้าทายและยากลำบากมาก นั่นคือ การพัฒนาเครื่องยนต์อากาศยานระดับท็อป ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่จีนได้ใช้ความพยายามมาอย่างยาวนานเพื่อให้มีความเชี่ยวชาญ
ไม่ถึง 1 ทศวรรษหลังจากนั้น เครื่องบินขับไล่สามารถหลีกเร้นเรดาร์ (stealth fighter) รุ่นใหม่ๆ ล่าสุดของปักกิ่ง ก็กำลังทยอยถูกนำเข้าประจำการ โดยติดตั้งสิ่งที่พวกเจ้าหน้าที่เรียกกันว่า “หัวใจจีน” หรือก็คือเครื่องยนต์ซึ่งผลิตขึ้นเองภายในประเทศ
ความก้าวหน้าเช่นนี้ ถือเป็นหลักหมายสำคัญอย่างหนึ่งบนเส้นทางที่จีนเดินหน้ามุ่งสร้างอุตสาหกรรมอาวุธให้เติบใหญ่แข็งแกร่งขึ้นมา เพื่อให้สมฐานะความเป็นมหาอำนาจซึ่งกำลังก้าวผงาดรายหนึ่งของโลก หลังจากระยะเวลาหลายๆ ปีก่อนหน้านี้ การไต่สูงของจีนต้องถูกขวางกั้นจากความเป็นจริงประการหนึ่งที่คอยเตือนสติ นั่นก็คือ แดนมังกรยังไม่สามารถสร้างอาวุธที่ตนครอบครองอยู่ทั้งหมดด้วยตัวเอง
มาถึงวันนี้ ปักกิ่งไม่เพียงกำลังผลิตสรรพาวุธของตนเองเท่านั้น หากยังกำลังขายอาวุธยุทโธปกรณ์ออกไปยังต่างประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ ในเทคโนโลยีทางทหารบางอย่างบางประเภท จีนดูเหมือนกำลังไล่ทันจนสามารถแข่งขันกับพวกชาติผู้ผลิตอาวุธรายใหญ่ๆ อย่างเช่นรัสเซียและสหรัฐฯ หรือกระทั่งกำลังแซงหน้าไปได้แล้วด้วยซ้ำ
ความสามารถที่จะผลิตอาวุธล้ำยุคล้ำสมัย คือส่วนประกอบสำคัญประการหนึ่งในวิสัยทัศน์ของผู้นำจีน สี จิ้นผิง ซึ่งมีเจตนารมณ์ที่จะทำให้ประเทศของเขาจำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยโลกภายนอกลดน้อยลงในทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่อาหารและพลังงานไปจนถึงเซมิคอนดักเตอร์ ทั้งนี้ สีให้เหตุผลอธิบายว่า การที่มีความสามารถพึ่งตนเองได้เพิ่มมากขึ้น มีความสำคัญมากสำหรับการป้องกันขัดขวางไม่ให้พวกประเทศตะวันตกเข้าปิดล้อมบีบรัดแดนมังกรจนอยู่ในสภาพดิ้นไม่ออกในทางยุทธศาสตร์
เมื่อ 2 ทศวรรษก่อนนี้เอง จีนคือผู้นำเข้าอาวุธมากยิ่งกว่าประเทศไหนๆ ในโลก ทั้งนี้ตามข้อมูลที่รวบรวมโดย สถาบันวิจัยสันติภาพสต็อกโฮล์ม (Stockholm International Peace Research Institute หรือ Sipri) หน่วยงานคลังสมองอิสระซึ่งตั้งฐานอยู่ในเมืองหลวงของสวีเดน
แต่ในปีหลังๆ มานี้ จีนซื้ออาวุธต่างประเทศน้อยลง ขณะที่พัฒนาฮาร์ดแวร์ทางการทหารขึ้นเองภายในประเทศเพิ่มมากขึ้น
จีนเคยพึ่งพาอาศัยประเทศอย่างรัสเซียและฝรั่งเศส สำหรับอาวุธอย่างพวกเครื่องบินรบ, เครื่องยนต์อากาศยาน, และระบบการป้องกันภัยทางอากาศ และกระทั่งเคยทำข้อตกลงซื้อหาฮาร์ดแวร์ทางทหารจากสหรัฐฯด้วยซ้ำในช่วงทศวรรษ 1980 เป็นต้นว่า พวกระบบเรดาร์ และเทคโนโลยีด้านปืนใหญ่หรืออาวุธยิงไกล
ทว่าสัดส่วนของจีนในการนำเข้าอาวุธของประเทศต่างๆ ทั่วโลก กำลังลดฮวบลงอย่างสำคัญ โดยตามข้อมูลของ Sipri มหาอำนาจเอเชียรายนี้ได้หลุดออกจากบัญชีรายชื่อ 10 อันดับชาติผู้ซื้ออาวุธสูงที่สุดของโลก ไปแล้วเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง พวกนักวิเคราะห์บอกว่าจีนเวลานี้ผลิตเทคโนโลยีทางทหารแทบทั้งหมดที่ตัวเองต้องการ ถึงแม้ยังคงใช้ฮาร์ดแวร์ต่างประเทศบางส่วนอยู่สืบเนื่องจากเหตุผลด้านต้นทุนค่าใช้จ่าย หรือไม่ก็ในด้านคุณภาพ
ความสำเร็จในเชิงยุทธศาสตร์เช่นนี้ ทำให้จีนอยู่ในตำแหน่งฐานะที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นถ้าหากจะต้องเข้าทำสงครามในเหตุการณ์ที่เกิดการสู้รบขัดแย้งกันระหว่างอภิมหาอำนาจของโลกขึ้นมา เวลาเดียวกันมันก็สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของปักกิ่งในการส่งเสริมเพิ่มพูนการวิจัยทางวิทยาศาสตร์, การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอาวุธที่ดำเนินการโดยรัฐของตนเสียใหม่ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น, และการประสานงานใช้ประโยชน์จากพวกธุรกิจภาคเอกชนสำหรับตอบสนองความต้องการด้านกลาโหม
จีนยังอุดช่วงห่างทางเทคโนโลยีบางอย่างบางประการโดยใช้วิธีจารกรรม และการนำเอาเครื่องจักรอุปกรณ์ที่นำเข้าจากต่างแดนมาดำเนินกระบวนการวิศวกรรมย้อนกลับ (reverse-engineering) อย่างผิดกฎหมายอีกด้วย ทั้งนี้ตามปากคำของพวกเจ้าหน้าที่และนักวิเคราะห์ของฝ่ายตะวันตก โดยที่พวกเจ้าหน้าที่สหรัฐฯต่างออกมาเปิดโปงอยู่เป็นระยะๆ เกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาระบุว่าเป้นการโจมตีทางไซเบอร์ของฝ่ายจีน ซึ่งมีจุดมุ่งหมายที่จะโจรกรรมความลับต่างๆ ของสหรัฐฯในเรื่องเทคโนโลยีการบินและอวกาศ, เทคโนโลยีการเดินเรือทะเล, และเทคโนโลยีด้านอื่นๆ
“จีนใช้ลูกไม้ทุกๆ อย่างที่มีการใช้กันในเรื่องเช่นนี้” เป็นคำกล่าวของ ซีมอน เวเซแมน (Siemon Wezeman) ซึ่งเป็นนักวิจัยอาวุโสอยู่ในโปรแกรมวิจัยด้านการถ่ายโอนอาวุธของ Sipri
ตัวเลขข้อมูลของ Sipri ระบุด้วยว่า ปักกิ่งเวลานี้เป็นผู้ส่งออกอาวุธรายใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลก รองลงมาจากสหรัฐฯ, ฝรั่งเศส, และรัสเซีย เท่านั้น อาวุธบางอย่างของจีน เป็นต้นว่า ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก (hypersonic) ซึ่งหมายความว่ามันสามารถเดินทางได้ด้วยความเร็วอย่างน้อยที่สุดเท่ากับ 5 เท่าตัวของความเร็วเสียง ดังนั้นจึงสามารถหลบหลีกระบบป้องกันภัยทางอากาศแทบทุกอย่างที่รู้จักกันในปัจจุบัน ถือเป็นขีดความสามารถที่เหนือล้ำกว่าฝ่ายตะวันตก
เมื่อถูกผู้สื่อข่าวสอบถาม กระทรวงกลาโหมจีนตอบกลับมาว่า “เมื่อเป็นเรื่องการพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ จีนยึดมั่นเสมอมาในหลักการของความเป็นอิสระ, การพึ่งตนเอง, และนวัตกรรมภายในประเทศ โดยมุ่งพึ่งพาอาศัยความเข้มแข็งของตนเองในด้านการวิจัย การพัฒนา, และการผลิต” พร้อมกันนั้นก็สำทับว่า โปรแกรมทางด้านอาวุธทั้งหลายของปักกิ่ง มีความมุ่งหมายทั้งหมดทั้งสิ้นว่าจะนำมาใช้เพื่อ “การปกป้องอธิปไตยแห่งชาติ, ความมั่นคง, และผลประโยชน์ต่างๆ ทางด้านการพัฒนา”
ความเคลื่อนไหวของรัฐจีน
พรรคคอมมิวนิสต์ของประเทศจีนมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะพึ่งตนเองในทางการทหารให้ได้ มาตั้งแต่เข้ายึดอำนาจแผ่นดินจีนเอาไว้ได้เมื่อปี 1949 ทว่าถึงแม้แดนมังกรได้พัฒนาขีดความสามารถทางด้านอาวุธนิวเคลียร์และด้านขีปนาวุธทิ้งตัว (ballistic-missile) ของตนเองได้สำเร็จตั้งแต่ยุคที่มี เหมา เจ๋อตง เป็นผู้นำ จีนก็ยังคงล้าหลังในเรื่องเทคโนโลยีทางทหารด้านอื่นๆ
การที่จีนถูกฝ่ายตะวันตกประกาศมาตรการคว่ำบาตรห้ามขายอาวุธให้ ภายหลังเหตุการณ์การปราบปรามการประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเหมินอย่างนองเลือดเมื่อปี 1989 ยิ่งเป็นการเพิ่มความยุ่งยากซับซ้อนให้แก่ภารกิจดังกล่าวนี้สำหรับทางปักกิ่ง
ผลที่ติดตามมาก็คือ คณะผู้นำจีนได้ยกระดับการใช้จ่ายเพื่อการจัดซื้อจัดหาเทคโนโลยีต่างประเทศ และการให้ความสนับสนุนการพัฒนาอาวุธขึ้นมาภายในประเทศ
ในช่วงทศวรรษ 1990 จีนได้ซื้อเครื่องบินขับไล่ ซูคอย-27 (Sukhoi-27) ของรัสเซีย และนำเอามาเข้ากระบวนการวิศวกรย้อนกลับ แล้วผลิตขึ้นเป็นเวอร์ชั่นของตนเอง ซึ่งก็คือ เครื่องบินขับไล่รุ่น J-11 ในเวลาต่อมา รอสเทค (Rostec) กลุ่มกิจการด้านกลาโหมที่มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจของรัสเซีย ได้กล่าวหาจีนว่าแอบลอกเลียนฮาร์ดแวร์ทางทหารของรัสเซียอย่างไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งก็รวมถึงเครื่องบินซูคอยหลายๆ รุ่น
ไม่เพียงเท่านั้น ในปี 2016 ผู้บริหารในอุตสาหกรรมการบินผู้หนึ่งของจีน ได้ยอมรับสารภาพต่อศาลในสหรัฐฯ ในข้อหาความผิดฐานสมรู้ร่วมคิดกับผู้กระทำผิดอื่นๆ ในการแฮกและโจรกรรมข้อมูลจากพวกบริษัทผู้รับเหมารับจ้างด้านกลาโหมสัญชาติอเมริกัน ทั้งนี้สิ่งที่โจรกรรมไปก็มีทั้งข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับเครื่องบินขนส่งทหารแบบ C-17 ตลอดจนเครื่องบินขับไล่หลีกเร้นเรดาร์แบบ F-22 และ F-35
ปักกิ่งยังปรับปรุงการจัดตั้งองค์กรของอุตสาหกรรมกลาโหมของตนเองอย่างขนานใหญ่ จากเดิมทีที่เต็มไปด้วยพวกรัฐวิสาหกิจรายยักษ์ใหญ่ซึ่งติดแหง็กอยู่กับความไร้ประสิทธิภาพและการทุจริตคอร์รัปชั่น ในเวลาเดียวกับที่คอยต้านทานความพยายามของรัฐบาลที่จะบ่มเพาะส่งเสริมการร่วมมือประสานงานกับพวกหุ้นส่วนในฝ่ายพลเรือน
แอโร เอนจิน -ซึ่งยังเป็นที่รู้จักกันในอักษรย่อว่าAECC และได้ถูกสหรัฐฯประกาศลงโทษแซงก์ชั่นทั้งเมื่อปี 2020 และปี 2021 –ก่อตั้งขึ้นด้วยการนำเอาพวกนักวิทยาศาสตร์ระดับท็อปตลอดจนทรัพยากรต่างๆ จากบริษัทตลอดจนสถาบันวิจัยด้านการบินและอวกาศหลายสิบแห่งมารวมเข้าด้วยกัน ปักกิ่งได้ทุ่มเทงบประมาณหลายพันหลายหมื่นล้านดอลลาร์ให้แก่กลุ่มกิจการใหม่แห่งนี้ เพื่อแข่งขันกับพวกยักษ์ใหญ่ในแวดวงเครื่องยนต์อากาศยานของฝ่ายตะวันตก อย่าง เจเนอรัล อิเล็กทริก (จีอี) และ แพรตต์ แอนด์ วิตนีย์ (Pratt & Whitney) นอกจากนั้นแล้ว ปักกิ่งยังรวมรัฐวิสาหกิจ 2 แห่งเข้าด้วยกันเพื่อก่อตั้งเป็นกิจการต่อเรือที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก
ความเคลื่อนไหวต่างๆ เหล่านี้ ช่วยให้จีนสามารถเร่งรัดการพัฒนาและจัดสร้างอาวุธใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรือบรรทุกเครื่องบิน, เรือดำน้ำ, หรือว่าเครื่องบินรบ อย่างเช่น J-35 ซึ่งเป็นเครื่องบินขับไล่หลีกเร้นเรดาร์แบบที่ 2 ของปักกิ่ง ที่นำออกมาเปิดตัวต่อสาธารณชนครั้งแรกในปี 2024 จึงทำให้จีนก้าวขึ้นทัดเทียมกับสหรัฐฯในฐานะเป็นเพียง 2 ชาติในโลกเท่านั้น ซึ่งมีเครื่องบินขับไล่เทคโนโลยีหลีกเร้นเรดาร์ใช้งานอยู่มากกว่า 1 แบบในเวลานี้
พลังขับเคลื่อนใหม่
การมีความเชี่ยวชาญในเรื่องเครื่องยนต์ไอพ่น คือหนึ่งในความท้าทายใหญ่ที่สุดที่จะต้องกระทำให้สำเร็จ นักบินทดสอบเครื่องบินทางทหารชาวจีนผู้หนึ่งเคยบอกกับหนังสือพิมพ์จีนเมื่อปี 2016 ว่า เครื่องยนต์ที่ผลิตขึ้นภายในประเทศเวลานั้น มีปัญหามากทั้งในเรื่องการให้พลังขับเคลื่อนที่ไม่เพียงพอ, อัตราการกินน้ำมันสูง, และเชื่อถือไม่ค่อยได้
AECC ได้ยกระดับเพิ่มพูนการร่วมมือประสานงานด้านวิจัยกับพวกมหาวิทยาลัยจีน และบอกว่าได้ทดลองใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ รวมทั้งเรื่องปัญญาประดิษฐ์ เพื่อเร่งอัตราความเร็วในเรื่องการออกแบบและการทดสอบเครื่องยนต์ สื่อภาครัฐก็วาดภาพพวกวิศวกรของAECC ในฐานะที่เป็นบุคลากรซึ่งสามารถสร้างแรงบันดาลใจ ในการช่วยเหลือให้จีนทะลายกำแพงผูกขาดทางเทคโนโลยีของฝ่ายตะวันตกได้สำเร็จ
ปรากฏว่าความพยายามเหล่านี้เริ่มต้นผลิดอกออกผลให้เห็น โดยที่มีเครื่องบินขับไล่ไอพ่นจีนหลายๆ แบบซึ่งดัดแปลงให้แตกต่างออกไปจากรุ่นดั้งเดิมที่ถูกออกแบบมาเพื่อใช้กับพวกเครื่องยนต์รัสเซีย –เป็นต้นว่า พวกเครื่องบินขับไล่ที่เรียกขานกันว่าเป็นรุ่น “เจเนอเรชั่นที่ 4” อย่าง J-10 และ J-11 -- ถูกนำเอามาประกอบติดตั้งกับเครื่องยนต์ซึ่งพัฒนาและผลิตโดยพวกกิจการของจีนที่ AECC ชักนำให้เข้ามาร่วมโครงการ
ต่อจากนั้นก็มี J-20 เครื่องบินขับไล่แบบแรกของจีนที่ถูกจัดว่าเป็นรุ่นเจเนอเรชั่นที่ 5 ซึ่งลักษณะโดดเด่นคือเทคโนโลยีหลีกเร้นเรดาร์ และภายหลังการเปิดตัวเครื่องบินขับไล่แบบนี้อย่างเป็นทางการผ่านไปราวๆ 5 ปี J-20 แบบที่ประกอบติดตั้งเครื่องยนต์ซึ่งจีนผลิตเอง ก็ถูกนำออกมาเผยโฉมต่อสาธารณชนครั้งแรกในปี 2021
สำหรับ J-35 เครื่องบินขับไล่เทคโนโลยีหลีกเร้นเรดาร์แบบใหม่ ซึ่งมักถูกนำมาเปรียบเทียบคุณสมบัติคร่าวๆ ว่าทัดเทียมกับ F-35 ของอเมริกันนั้น ประกอบติดตั้งด้วยเครื่องยนต์เมดอินไชน่า ทั้งนี้ตามข้อมูลจากรายการที่เผยแพร่ทางทีวีภาครัฐของจีนเมื่อไม่นานมานี้ ไม่เพียงเท่านั้น ปักกิ่งยังโอ่อวดเครื่องบินดัดแปลงรุ่นใหม่ของ Y-20 ที่เป็นเครื่องบินขนส่งขนาดหนัก ซึ่งประกอบติดตั้งด้วยเครื่องยนต์ทำในจีน แทนที่พวกรุ่นก่อนหน้านั้นที่ใช้เครื่องยนต์รัสเซีย
คณะนักวิจัยที่ทำงานให้กับ AECC ไม่ได้หยุดพักกันเพียงแค่นี้ พวกเขายังกำลังผลักดันให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีด้านพลังขับดันไอพ่นชั้นสูง โดยหนึ่งในนั้นได้แก่การพัฒนาเครื่องยนต์ชนิดที่สามารถเปลี่ยนผ่านจากอัตราความเร็วระดับต่ำเข้าสู่โหมดไฮเปอร์โซนิก (hypersonic เร็วกว่าความเร็วเสียง 5 เท่าตัวขึ้นไป) ทั้งนี้ตามเอกสารด้านการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งหามาได้โดยพวกนักวิจัยของ ศูนย์เพื่อความมั่นคงและเทคโนโลยีเกิดใหม่ แห่งมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ (Georgetown University’s Center for Security and Emerging Technology) ในสหรัฐฯ
ตามความเห็นของ สตีฟ รัสเซลล์ (Steve Russell) ผู้จัดการใหญ่หน่วยโครงการทางทหารระดับก้าวหน้า “เอดิสันเวิร์กส์” (advanced military projects unit Edison Works) ของบริษัท จีอี แอโรสเปซ (GE Aerospace) เครื่องยนต์สหรัฐฯ ยังคงมีแนวโน้มที่ “ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัดเจนมาก” ทั้งในด้านความเชื่อถือได้, ความสามารถที่จะใช้งานได้ในจำนวนชั่วโมงมากกว่ากันนักหนาก่อนจะจำเป็นต้องทำการยกเครื่อง
กระนั้นก็ตามที จีนก็มี “พวกวิศวกรฉลาดๆ เป็นจำนวนมากด้วยเหมือนกัน พวกเขากำลังทำงานกันได้อย่างว่องไว” รัสเซลล์ พูดเช่นนี้ ณ การประชุมถกเถียงกันขององค์การคลังสมองแห่งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ “พวกเขากำลังดีขึ้นเรื่อยๆ”
ขณะที่เป็นเรื่องยากลำบากสำหรับพวกนักวิเคราะห์ฝ่ายตะวันตกที่จะวินิจฉัยได้อย่างเด็ดขาดว่าพวกอาวุธบางชนิดที่ทำขึ้นภายในประเทศของจีนนั้นมีความก้าวหน้าล้ำสมัยสักเพียงใดกันแน่ มันก็มีร่องรอยปรากฏให้เห็นในการปะทะกันระหว่างปากีสถานกับอินเดียในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เมื่อมีรายงานว่าเครื่องบินขับไล่แบบ J-10 ทำในจีนของกองทัพอากาศปากีสถาน สามารถสอยเครื่องบินรบของฝ่ายอินเดียร่วงไปบางลำ โดยที่อย่างน้อยที่สุดลำหนึ่งเป็นเครื่องบินขับไล่ไอพ่น ราฟาล (Rafale) ผลิตจากฝรั่งเศส ทั้งนี้เครื่องบินฝ่ายปากีสถานใช้ขีปนาวุธนำทางด้วยเรดาร์ซึ่งผลิตในจีน นี่นับเป็นครั้งแรกซึ่งเป็นที่ทราบกันว่าเครื่องบินไอพ่นผลิตในจีนสามารถมีชัยชนะในการทำศึกเวหาเหนือเครื่องบินขับไล่ที่ทำจากฝ่ายตะวันตก
หลายๆ วันหลังจากนั้น สถานีโทรทัศน์ส่วนกลางของประเทศจีน (ซีซีทีวี) ซึ่งเป็นกิจการของภาครัฐ ได้ติดตามผลด้วยการออกอากาศภาพยนตร์สารคดี 2 ตอนจบ ที่ใช้ชื่อว่า “The Legend of the J-10” (ตำนาน J-10) มีเนื้อหาเป็นการทบทวนถึงพัฒนาการของเครื่องบินขับไล่แบบนี้นับจากทศวรรษ 1980 พร้อมกับเรียกมันว่า เป็นสัญญาณประการหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า “ระบบการวิจัยและการพัฒนาภายในประเทศของจีนในเรื่องเครื่องบินทหารได้เจริญเติบโตอย่างเต็มตัวแล้ว”
สภาวการณ์อย่างละเอียดของศึกเวหาคราวนั้นยังคงไม่เป็นที่กระจ่างชัดเจน กระนั้น มันก็ยังคง “พิสูจน์ให้เห็นถึงสิ่งที่ฝ่ายจีนตลอดจนทุกๆ ฝ่ายกำลังพูดกันว่า –พวกนี้ (เครื่องบิน J-10 ของจีน) เป็นของที่มีศักยภาพความสามารถ และพวกมันไม่ใช่เป็นของที่จะไปล้อเล่นได้” เป็นคำกล่าวของ เบรนดัน มุลวานีย์ (Brendan Mulvaney) ผู้อำนวยการของสถาบันการบินและอวกาศจีนศึกษา (China Aerospace Studies Institute) องค์การคลังสมองแห่งหนึ่งในสังกัดทบวงกองทัพอากาศสหรัฐฯ (U.S. Department of the Air Force)
กำลังทางนาวีที่เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเรื่อยๆ
ประเทศจีนยังกำลังทำให้ขีดความสามารถทางการทหารด้านอื่นๆ ของตน กลายเป็นสิ่งซึ่งพัฒนาขึ้นจากภายในประเทศเป็นสำคัญเช่นเดียวกัน นี่ก็รวมไปถึงการก้าวกระโดดจนแซงหน้าสหรัฐฯในเรื่องความสามารถที่จะต่อเรือรบได้อย่างรวดเร็วและโดยเสียค่าใช้จ่ายไม่แพง ทั้งนี้ตามการประเมินของ ทอม ชูการ์ต (Tom Shugart) นักวิเคราะห์ด้านกลาโหมอิสระ ในช่วงเวลานับจากปี 2015 จนถึงกระทั่งถึงปี 2024 กองทัพเรือจีนได้ปล่อยเรือลงน้ำรวม 152 ลำ ขณะที่สหรัฐฯทำได้ 70 ลำ
กองนาวีจีนเวลานี้กลายเป็นกองนาวีใหญ่ที่สุดในโลกเมื่อวัดกันด้วยจำนวนเรือ ถึงแม้กองทัพเรือสหรัฐฯบอกว่าเรือต่างๆ ของฝ่ายตนยังคงมีคุณภาพดีกว่ามาก
เรือบรรทุกเครื่องบินลำที่ 3 และลำใหม่ล่าสุดของปักกิ่ง ซึ่งมีชื่อว่า “ฝู่เจี้ยน” ถือเป็นลำแรกที่ได้รับการออกแบบและต่อขึ้นในประเทศจีนเองอย่างสมบูรณ์แบบ โดยที่มีติดตั้งเครื่องมืออุปกรณ์หลายชนิดที่ทันสมัยมาก รวมทั้งการใช้เครื่องดีดระบบแม่เหล็กไฟฟ้า (electromagnetic catapult) สำหรับการปล่อยเครื่องบินทะยานขึ้นจากดาดฟ้าเรือ
ฝู่เจี้ยน ซึ่งถูกนำเข้าประจำการในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ถือเป็นหลักหมายของการยกระดับก้าวไปไกลจากเรือบรรทุกเครื่องบิน 2 ลำแรกของจีน ซึ่งยังไม่มีการติดตั้งระบบดีดเพื่อปล่อยเครื่องบิน ที่ถือเป็นอุปกรณ์มาตรฐานบนเรือบรรทุกเครื่องบินอเมริกัน ทั้งนี้ เรือบรรทุกเครื่องบินลำแรกของจีน (ที่มีชื่อว่า “เหลียวหนิง” -ผู้แปล) แท้จริงแล้วเป็นการซื้อเอาลำเรือที่ต่อขึ้นตั้งแต่ยุคสหภาพโซเวียต มาจากยูเครนเมื่อปี 1998 แล้วนำมาปรับปรุงตกแต่งเสียใหม่ ขณะที่เรือบรรทุกเครื่องบินลำที่สอง (ซึ่งมีนามว่า “ซานตง” -ผู้แปล) แม้ออกแบบและต่อขึ้นในจีน ทว่าดีไซน์ส่วนใหญ่ก็ยังคงยึดโยงอยู่กับลำแรก
พวกนักวิเคราะห์บอกว่า จีนยังจะต้องก้าวเดินต่อไปอีกระยะหนึ่งทีเดียว ก่อนที่จะสามารถปรับปรุงยกเครื่องกองทัพทั้งหมดของตนด้วยฮาร์ดแวร์ที่พัฒนาขึ้นมาเองภายในประเทศ เครื่องบินซึ่งออกแบบโดยรัสเซียหรือเก่ากว่านั้นอีก นั่นคือตั้งแต่ยุคสหภาพโซเวียต ยังคงคิดเป็นสัดส่วนสูงอย่างสำคัญทีเดียวในคลังแสงของจีนเวลานี้ และเครื่องยนต์ที่ออกแบบโดยต่างประเทศ ก็ยังคงเป็นผู้ให้พลังแก่เครื่องบินรบตลอดจนเฮลิคอปเตอร์ของจีนจำนวนมากจวบจนกระทั่งถึงวันนี้
“ในความคิดของ สี จิ้นผิง เมื่อเปรียบเทียบกับสหรัฐฯแล้ว ประเทศจีนยังคงเป็นไก่รองบ่อน ณ จุดศูนย์กลางแห่งการต่อเชื่อมกันระหว่างการทหาร-นวัตกรรม-อุตสาหกรรม” เป็นความเห็นของไท่ หมิง ชุง (Tai Ming Cheung) ศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลับแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตซานดิเอโก (UC San Diego) ผู้เขียนหนังสือว่าด้วยกองทัพและอุตสาหกรรมอาวุธของประเทศจีนมาแล้วหลายเล่ม
ทว่า สีก็ตั้งเป้าหมายสำหรับประเทศจีนเอาไว้ว่า จะต้องสามารถ “ท้าทายสหรัฐฯอย่างรอบด้านสำหรับความเป็นผู้นำทางทหารของโลก” ในท้ายที่สุด ชุง บอก
(เก็บความจากเรื่อง How Beijing built arms industry to rival the West By Chun Han Wong, The Wall Street Journal. https://www.wsj.com/world/china/how-beijing-built-arms-industry-to-rival-the-west-2ef824c7)

