ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส ในวันอังคาร(20ม.ค.) ประกาศกร้าวว่ายุโรปจะไม่ยอมถูกรังแกหรือโดนข่มขู่ ส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างดุเดือดต่อคำขู่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ที่บอกว่าจะกำหนดมาตรการรีดภาษีสูงลิ่ว ถ้ายุโรปไม่เปิดทางให้เขาเข้ายึดเกาะกรีนแลนด์
ในขณะที่บรรดาผู้นำยุโรปชาติอื่นๆพยายามใช้สุ้มเสียงสุขุมรอบคอบ ในความพยายามป้องกันไม่ให้ประเด็นพิพาทข้ามแอตแลนติกลุกลามปานปลาย แต่ดูเหมือนว่า มาครง ออกมาตอบโต้ทรัมป์อย่างดุเดือดและแข็งกร้าว
"ฝรั่งเศสและยุโรปจะไม่นิ่งเฉย ซึ่งเท่ากับเป็นการยอมรับโดยปริยาย" มาครงกล่าว ณ เวทีสัมมนาเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม ในเมืองดาวอส พร้อมระบุไม่เช่นนั้นมันอาจนำมาซึ่งการตกเป็นบริวาร
เขาบอกว่ายุโรปจะยังคงยืนหยัดเพื่อบูรณภาพแห่งดินแดนและหลักนิติรัฐ แม้กำลังเผชิญในสิ่งที่เขาเรียกว่าการแปรเปลี่ยนมุ่งหน้าสู่โลกที่ไร้กฎเกณฑ์ ซึ่งในนั้นอาจรวมถึงการที่อียูจะตอบโต้สหรัฐฯด้วยมาตรการคว่ำบาตรการค้าอันสูงลิ่วของตนเองเช่นกัน "เราเลือกที่จะให้เกียรติมากกว่าการรังแกผู้อื่น และเราเลือกหลักนิติรัฐ ไม่ใช่ความป่าเถื่อน"
ถ้อยแถลงของเขามีขึ้นหลังจาก ทรัมป์ ขู่รีดภาษีสูงลิ่วเล่นงานไวน์และแชมเปญของฝรั่งเศส และโพสต์ข้อความส่วนตัวที่ส่งมาโดยมาครงต่อสาธารณะ ซึ่งถือเป็นการใช้ดุลยพินิจทางการทูตอย่างผิดๆแบบไม่ปกติ
ทรัมป์ ประกาศเมื่อวันเสาร์(17ม.ค.) จะเพิ่มเพดานภาษีสินค้านำเข้าจากบรรดาพันธมิตรยุโรปหลายชาติ ในนั้นรวมถึงฝรั่งเศส ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์เป็นต้นไป จนกว่าจะยอมเปิดทางให้สหัฐฯเข้าครอบครองเกาะกรีนแลนด์ ก้าวย่าวที่รัฐสมาชิกอียูรายสำคัญๆโวยวายว่าเป็นการแบล็คเมล
"มาตรการรีดภาษีใหม่ที่สะสมอย่างไม่มีสิ้นสุดของวอชิงตัน เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้โดยสิ้นเชิง" มาครงกล่าวในดาวอส "และยิ่งเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้อย่างที่สุด เมื่อมันถูกใช้เป็นเครื่องมือเล่นงานบูรณภาพแห่งดินแดน"
พวกผู้นำอียูตัดสินใจเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ จะมีการรวมตัวกันในบรัสเซลส์ในช่วงเย็นวันพฤหัสบดี(22ม.ค.) เพื่อประชุมซัมมิตฉุกเฉินในประเด็นกรีนแลนด์ มีความเป็นไปได้ที่จะเห็นพ้องรีดภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯมูลค่า 93,000 ล้านยูโรเป็นการตอบโต้และอาจมีผลบังคับใช้ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ หลังจากอียูพักใช้มาตรการนี้ไว้ก่อน ครั้งที่บรรลุข้อตกลงการค้ากับทรัมป์เมื่อฤดูร้อนปีที่แล้ว
นอกจากนี้แล้ว มาครง ยังผลักดันให้อียู พิจารณาประเดิมใช้ เครื่องมือต่อต้านการถูกบีบบังคับทางเศรษฐกิจ (Anti-Coercion Instrument – ACI) ที่มีชื่อเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า "บาซูก้าทางการค้า" เป็นครั้งแรก ซึ่งจะจำกัดสหรัฐฯเข้าถึง การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐหรือกำหนดข้อจำกัดในภาคบริการต่างๆ อย่างเช่นแพลตฟอร์มเทคโนโลยี
ความสัมพันธ์ระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐฯกับยุโรปทั้งมวล อยู่ในภาวะตึงเครียดขั้นสูงสุด ต่อกรณีที่เขาผลักดันแย่งชิงอธิปไตยเหนือเกาะกรีนแลนด์จากเดนมาร์ก รัฐสมาชิกนาโตด้วยกัน โหมกระพือความวิตกกังวลแก่ภาคอุตสาหกรรมในยุโรปและก่อคลื่นความช็อคทั่วตลาดการเงิน
ทรัมป์ ยังแสดงความขุ่นเคืองต่อท่าทีของฝรั่งเศส ที่ลังเลเข้าร่วมคณะกรรมการสันติภาพ องค์กรนานาชาติใหม่ที่เขาจะเป็นแกนนำ ปารีสส่งเสียงแสดงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของมันที่มีต่อบทบาทของสหประชาชาติ
เมื่อถูกถามเกี่ยวกับท่าทีของมาครง ที่มีต่อคณะกรรมการสันติภาพ ทรัมป์กล่าวในช่วงค่ำวันจันทร์(19ม.ค.) ว่า "ผมจะรีดภาษีไวน์และแชมเปญ 200% แล้วเขาก็จะเข้าร่วมเอง แต่เขาไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมก็ได้"
ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ทรัมป์ ได้ออกมาโพสต์ภาพแคปหน้าจอข้อความจาก มาครง ลงในทรูธโซเชียล ซึ่งข้อความดังกล่าวตั้งคำถามถึงจุดยืนของสหรัฐฯ เกี่ยวกับกรีนแลนด์ พร้อมเขียนแคปชั่นว่า "ข้อความจากประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส"
การสนทนาของ 2 ประธานาธิบดีมีใจความว่า "จากประธานาธิบดีมาครงถึงประธานาธิบดีทรัมป์ เรามีความเห็นตรงกันเกี่ยวกับซีเรีย เราสามารถทำสิ่งที่ดีเยี่ยมเกี่ยวกับอิหร่านได้ ผมไม่เข้าใจว่าคุณกำลังทำอะไรเกี่ยวกับกรีนแลนด์"
มาครง ระบุต่ออีกว่า "เรามาพยายามสร้างสิ่งยิ่งใหญ่กันเถอะ ผมสามารถจัดประชุมกลุ่ม G7 หลังการประชุมดาวอสที่ปารีสในบ่ายวันพฤหัสบดีได้ ผมสามารถเชิญยูเครน เดนมาร์ก ซีเรีย และรัสเซียเข้าร่วมในระหว่างการประชุมได้" อีกทั้ง มาครง ยังเชิญ ทรัมป์ ไปรับประทานอาหารเย็นด้วยกัน ที่กรุงปารีส ในวันพฤหัสบดี(22 ม.ค.) ซึ่งต่อมาแหล่งข่าวใกล้ชิดกับปธน.มาครง ยืนยันว่า ข้อความดังกล่าวเป็นของจริง
(ที่มา:รอยเตอร์)

