ข่าวปนคน คนปนข่าว
++ ดีลลับ “ส้ม–โจ๊ก” ยังไม่จบง่ายๆ "วิโรจน์" เปิดศึก "เฮียชู"
ความเคลื่อนไหวร้อนแรงของประเด็น “ดีลลับระหว่างส้มกับโจ๊ก” ระหว่าง พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล กับพรรคประชาชน ยังคงถูกขยี้ซ้ำไม่หยุด หลังนักแฉในตำนานอย่าง “เฮียชู” ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ เปิดเกมราดทิงเจอร์ใส่แผลเดิม จนพรรคส้ม ต้องขยับตัวตอบโต้เป็นระลอก
จากเดิมที่พรรคประชาชน ส่งทั้ง “รังสิมันต์ โรม” และ “ชัยธวัช ตุลาธน” ออกมาชี้แจง ล่าสุดถึงคิว “ส้มตัวตึง” อย่าง วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ออกโรงปฏิเสธชัดว่า ไม่มีดีลลับกับ “โจ๊ก” พร้อมขยับเกมแรง เตรียมร้อง กกต.เอาผิด “ชูวิทย์” ฐานใส่ร้ายพรรค
“วิโรจน์” ยืนยันว่า ตนให้ความเคารพต่อคำวิพากษ์วิจารณ์เสมอ และที่ผ่านมาเคยขอบคุณชูวิทย์ ด้วยซ้ำ กรณีวิจารณ์การโหวตให้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งมองว่าเป็นคำเตือนด้วยความปรารถนาดี ปนความผิดหวังส่วนตัว
แต่เมื่อเข้าสู่บทความ “มีทหารไว้ทำไม” ที่พรรคได้ชี้แจงต่อสาธารณะไปแล้ว กลับยังถูกนำมากระจายซ้ำไม่เลิก จนทำให้เกิดคำถามว่า เหตุใด “ชูวิทย์” จึงยังเดินหน้าขยายผลต่อเนื่อง
“วิโรจน์” ยอมรับว่า การที่ “ชูวิทย์” จะมีอคติกับพรรคประชาชนเป็นเรื่องปกติของการเมือง ใครจะชอบหรือไม่ชอบพรรคใด ย่อมเป็นสิทธิส่วนบุคคล แต่สิ่งที่พรรคไม่อาจยอมรับได้ คือการมองว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้ ไม่ใช่อคติส่วนตัว หากแต่เป็นการไตร่ตรองล่วงหน้า เห็นผลลัพธ์ และเลือก “ตีฟูวาทกรรม” พรรคส้มผสมน้ำเงิน อย่างมีเป้าหมาย
พรรคอาจไปห้ามใครไม่ได้ แต่สิ่งที่ทำได้คือ ทำให้สังคมตั้งคำถามว่า ทั้งหมดนี้ทำไปเพื่ออะไร และใครคือผู้ได้ประโยชน์ !?
ฝั่ง "เฮียชู" ไม่รอช้า เปิดโต๊ะแถลงสวนทันควัน ประกาศ “เปิดสงครามสั่งสอนส้ม” อย่างตรงไปตรงมา
ย้ำความผิดหวังที่พรรคประชาชน นำคะแนนเสียงของประชาชนไปยกมือให้ “อนุทิน” เถลิงเก้าอี้นายกฯ พร้อมชี้ว่าไม่ได้จองล้างจองผลาญ ไม่ได้เป็นศัตรู แต่เห็นว่าหลังเลือกตั้ง 69 พรรคประชาชน ควรไปเป็นฝ่ายค้าน เพื่อรับบทเรียนทางการเมือง
“ชูวิทย์” ย้ำว่า การออกมาพูดทั้งหมดเป็นการแสดงความเห็นในฐานะ “ราษฎร” เพื่อให้ประชาชนรู้เท่าทันนักการเมือง ไม่ได้หวังผลทางการเมือง และหากเห็นว่าเป็นข้อมูลเท็จ ก็สามารถดำเนินคดีได้ เพราะเคยผ่านการถูกฟ้องร้องมาแล้วนับไม่ถ้วน
พร้อมฝากประโยคแรงแต่ชัดว่า “รักพรรคได้ แต่ไม่จำเป็นต้องเลือก”
เขายังตั้งข้อสังเกตถึงบทบาทของ "ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ" ที่เปลี่ยนไป มีการเจรจากับบุคคลสำคัญหลายฝ่าย และย้ำว่า การเมืองสามารถเปลี่ยนคนได้ ความซื่อสัตย์เพียงอย่างเดียว อาจไม่พอในสนามอำนาจจริง
พร้อมปฏิเสธว่า ไม่มีใครสั่งการ หรืออยู่เบื้องหลัง การพูดทั้งหมดคือ “การสั่งสอนทางการเมือง” โดยเฉพาะต่อคนรุ่นใหม่ และประกาศชัดว่า จะไม่เลือกพรรคประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้!!
งานนี้ก็ต้องบอกว่า “ชูวิทย์” ไม่แคร์ ก่อนนี้เคยแฉว่า ความสัมพันธ์ระหว่าง “ส้มกับโจ๊ก” ไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน หากแต่โยงใยกันมาตั้งแต่ยุคการอภิปราย “ตั๋วช้าง” ของ “รังสิมันต์ โรม” ซึ่งถูกมองว่าเป็นข้อมูลวงในที่มาจาก “โจ๊ก” โดยตรง
คำถามสำคัญคือ ใครเป็นคนยกพานข้อมูลให้ และใครกันแน่ ที่รับปากว่า หากพรรคส้มกวาด สส.ภาคใต้ได้10 คน จะมีรางวัลเป็น เก้าอี้ “รองนายกฯคุมตำรวจ”
ในโลกการเมือง ข้อมูลเทาๆ ของวงการตำรวจ ไม่มี “ใบกำกับภาษี” ให้โชว์ แต่ใครอยู่ในวงการย่อมรู้ว่า มีจริง!!
การที่ “รังสิมันต์ โรม” ซึ่งไม่เคยสัมผัสวงการตำรวจจะเข้าถึงข้อมูลระดับนี้ได้ หากไม่ใช่จากตำรวจในระบบอย่าง “โจ๊ก” ก็ยากจะอธิบาย
ระยะหลัง “โจ๊ก” ปรากฏตัวถี่ ทั้งบทบาทช่วยเหลือน้ำท่วมภาคใต้ ในฐานะนายกสมาคมชาวปักษ์ใต้ และการเคลื่อนไหวทางสังคม ที่ทำให้ “ราคาทางการเมือง” ถูกประเมินสูงขึ้น จนถูกมองว่าเป็นการต่อรองเพื่อเพิ่มจำนวน สส.ให้พรรคส้ม ไปสู่เป้าหมาย 251 เสียง
แต่แล้วเกมก็สะดุด เมื่อ “โจ๊ก”ต้องเผชิญคดี “ติดสินบนทองป.ป.ช.” แม้คดียังไม่ถึงที่สุด แต่คำถามเรื่องการเมืองผ่านนอมินี ก็ยังคาอยู่
ทั้งหมดนี้ “ชูวิทย์” ยืนยันว่า ไม่ใช่การดิสเครดิต เพราะการเมืองคือการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์อยู่แล้ว การรับข้อมูลจาก “โจ๊ก” ไม่ใช่เรื่องผิด แต่คำถามคือ ทำไมต้องดิ้น หรือวันนี้ “โจ๊ก” ไม่มีมิตรสหายเหลือ จนกลายเป็นภาระที่พรรคส้ม ไม่อยากแบก ?
เกมนี้…ยังไม่ใช่ฉากจบ และดูท่าว่าศึก “ส้ม–เฮียชู” จะยังมีตอนต่อ ให้คอการเมืองได้ลุ้นกันยาวๆ
++ ซื้อเสียงดุเดือด! กรุงเทพฯ ปริมณฑล พุ่งหัวละ 7,500 ภาคกลาง เหนือ อีสาน ใต้ 5,000
ความเข้มข้นช่วงใกล้โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง นอกจากวาทกรรม ที่คิดประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อสร้างกระแส ผลโพลความนิยมของแต่ละพรรคแล้ว ก็มีเรื่องการซื้อสิทธิ์ ขายเสียง ที่เป็นของคู่กัน
ล่าสุด คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. ออกมาเปิดเผยข้อมูลผลสำรวจ ว่าเลือกตั้งครั้งนี้ จะมีการมีการซื้อเสียงกันดุเดือด ถึงหัวละ 7,500 บาท
โดยราคาค่าหัวระดับนี้ เป็นพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล เพราะมีพรรคการเมืองใหญ่ ต้องการปักธงในพื้นที่นี้ให้ได้ !!
ส่วนพื้นที่ ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคใต้ หัวละ 5,000 บาท ขณะที่ภาคตะวันออก หัวละ 3,000 บาท
เมื่อมีเรื่องอย่างนี้ปรากฏเป็นข่าวออกสื่อ กกต.ที่เป็นหน่วยงานหลักในการจัดการเลือกตั้ง ให้เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ ยุติธรรม ก็เลยอยู่เฉยไม่ได้
“แสวง บุญมี” เลขา กกต. ได้ส่งข้อความเป็นจดหมายน้อย ผ่านกลุ่มไลน์สำนักงานกกต. ถึงเจ้าหน้าที่ กกต. ทุกคน ระบุถึงเรื่องที่ สังคมวิพากษ์วิจารณ์การใช้เงินซื้อเสียงในการเลือกตั้งครั้งนี้
ดังนั้น การรณรงค์ให้คนออกมาออกใช้สิทธิ์เลือกตั้งอย่างเดียว คงไม่พอ ต้องเน้นไปที่การมาออกเสียงที่สุจริตด้วย ไม่ใช่เลือกเพราะมีคนให้เงิน และต้องไม่รับเงิน เพราะการรับเงินนอกจากจะมีโทษแล้ว ยังเป็นภัยต่อประเทศชาติและระบอบประชาธิปไตยด้วย
พร้อมกันนี้ ได้ย้ำให้ฝ่ายสืบสวน สอบสวน เน้นการป้องกัน ป้องปราม อย่างเคร่งครัด ไม่ให้เกิดการซื้อสิทธิ์ ขายเสียง
ส่วนจำนวนตัวเลขการซื้อเสียงกันอย่างดุเดือด ถึงหัวละ 7,500 บาทนั้น “แสวง” มองว่า อาจเป็นการประเมิน หรือ ความเห็นตามหลักวิชาการของทางภาคเอกชนเสียมากกว่า ซึ่งบางครั้งเรื่องข่าว กับเรื่องจริง มันคนละเรื่อง
และคงไม่จำเป็นจะต้องเชิญให้ภาคเอกชนดังกล่าวมาให้ข้อมูล เพราะเป็นหน้าที่ของ กกต. อยู่แล้วว่าจะต้องหาทางสกัดกั้น ไม่ให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในการรับรู้ของสังคม การเลือกตั้ง “สไตล์บ้านใหญ่” นั้นมักจะมีการใช้ “กระสุน” เป็นองค์ประกอบหลัก
และพรรคการเมืองที่เป็นที่รวมของ “บ้านใหญ่” ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ก็เป็นที่รู้กันว่า คือ พรรคไหน ?!
“อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่หมายมั่นว่าจะต้องปักธงในพื้นที่กรุงเทพฯ พอเจอคำถามจากนักข่าว ระหว่างลงพื้นที่หาเสียง ที่ โรงเรียนประเทืองทิพย์วิทยา ย่านสายไหม ก็ตอบว่า...ไม่ใช่พรรคภูมิใจไทย ใครทำก็ซวยไป ประชาชนเขาฉลาด ประชาชนเขารู้ทัน ใครทำการเมืองเก่าๆ ซื้อเสียง
เมื่อถามว่า พอจะมีข้อมูลหรือไม่ ว่าเป็นพรรคการเมืองไหน นายอนุทิน ตอบว่า ภูมิใจไทยไม่ทำเรื่องแบบนี้ และไม่เคยสนใจพรรคอื่น...
ส่วน “ไชยชนก ชิดชอบ” เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย เหมือนรู้สึกว่า “บ้านใหญ่” กำลังถูกเพ่งเล็ง ก็ออกมาเปิดใจ ผ่านเฟซบุ๊กของพรรค เป็นคลิปวิดีโอสั้นๆ กับนิยาม คำว่า“บ้านใหญ่” ว่า ...ต้องยอมรับ ว่าใช่ครับ ผมเป็นบ้านใหญ่ สิ่งที่ผมมาโดยตลอด คือความหมายของคำว่า บ้านใหญ่ มันคือ อะไร เพราะว่า สิ่งที่ผมเห็น สิ่งที่ผมสัมผัส คือจากความเป็นบ้านใหญ่ เราพัฒนา ทุกอุตสาหกรรมที่เราแตะ เราทำให้บุรีรัมย์ จากเป็นจังหวัดที่จนอันดับ 3 ของประเทศไทย กลายเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ มากที่สุดจังหวัดหนึ่งของประเทศ สร้างผลงานในเวทีโลก ที่เป็นผลงานน่าภาคภูมิใจของพี่น้องประชาชนชาวไทยได้หลากหลายมิติ...
...คำว่า “บ้านใหญ่” สำหรับผม มันเป็นแค่เพียงกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ที่มีความสามารถ มีศักยภาพ และมีเป้าหมายเดียวกัน ฉะนั้นต้องถามอีกทีว่า บ้านใหญ่เนี่ย ท่านมองแบบไหน แน่นอนล่ะ ถ้าคุณเป็นกลุ่มคนที่มีความสามารถ มีศักยภาพ และมีเป้าหมายเดียวกัน แต่เป้าหมายนั้นเป็นเป้าหมายที่เห็นแก่ตัว เป้าหมายที่จะขายชาติ จะโกงกินประเทศชาติบ้านเมือง ไม่ดีอยู่แล้วครับ แต่ว่าผมว่าบ้านผมไม่ได้เป็นแบบนั้น ผมรู้อยู่ในใจว่าผมกำลังทำอะไรอยู่ครับ...
สรุปว่าที่ผ่านมานักเลือกตั้งไม่ค่อยเกรงกลัวเรื่องซื้อเสียง เพราะกกต. มักจะใช้วิธี “ปล่อยผี” รับรองไปก่อน แล้วสอยที่หลัง และสุดท้ายก็ไม่ได้สอย!!

