เปิด “นโยบายด้านความมั่นคง”ของ 2 พรรคใหญ่ คู่ชิงจัดตั้งรัฐบาล “พรรคประชาชน” เสนอแก้ พ.ร.บ.กลาโหม ลดบทบทสภากลาโหมเป็นแค่ที่ปรึกษา ให้อำนาจ “สั่งใช้กำลัง” ขึ้นกับรัฐบาล ยกเลิกระบบ 7 เสือกลาโหมแต่งตั้งนายพล โดยให้อยู่ภายใต้ รมว.กลาโหม แทน รวมทั้งลดจำนวนนายพล ยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหาร สู่ทหารอาชีพ ปฏิบัติงานแบบ “เช้าไป-เย็นกลับ” เร่งแก้ปัญหาหนี้ให้ทหารชั้นผู้น้อย ด้าน “ภูมิใจไทย” เตรียมสร้างกำแพงบริเวณแนวชายแดน ป้องกันข้าศึก สินค้าเถื่อน แรงงานเถื่อน เปิดรับทหารอาสา 100,000 อัตรา เงินเดือน 12,000 บาท สัญญาจ้าง 4 ปี หมดสัญญาสามารถสอบบรรจุเป็น ขรก.ได้ เพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ เสริมเขี้ยวเล็บกองทัพ ลดการนำเข้า ใช้ระบบ Barter Trading ในการซื้ออาวุธ โดยจ่ายเป็นสินค้าเกษตร
ท่ามกลางการหาเสียงเลือกตั้งซึ่งเป็นไปอย่างดุเดือด ในขณะที่สถานการณ์สู้รบระหว่างไทย-กัมพูชายังไม่จบแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทำให้หลายฝ่ายต่างให้ความสนใจกับ“นโยบายด้านความมั่นคง”ของแต่ละพรรค โดยเฉพาะนโยบายของสองพรรคการเมืองใหญ่ที่คาดหมายว่าน่าจะได้เข้ามาเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล อย่างพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย
ส่วนว่านโยบายด้านความมั่นคงของแต่ละพรรคจะเป็นอย่างไรนั้น คงต้องไปไล่เรียงกัน
“พรรคประชาชน” ชู 5 นโยบาย
สำหรับนโยบายด้านความมั่นคงของ“พรรคประชาชน”นั้นได้ประกาศแนวทางไว้ 5 เรื่อง คือ
1.แก้ไข พ.ร.บ.กลาโหม เพื่อเปลี่ยนสภากลาโหมเป็นที่ปรึกษา ยกเลิกระบบ 7 เสือกลาโหมแต่งตั้งนายพล เพื่อให้รัฐบาลพลเรือนบริหารกองทัพได้จริงและโปร่งใสตามหลักสากล
โดยพรรคประชาชนจะเสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ. กลาโหมฯ เพื่อเปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ให้"กองทัพอยู่ภายใต้รัฐบาลพลเรือน"ที่ยึดโยงกับประชาชน ผ่าน 2 หัวใจหลัก คือ
1.1) ปรับบทบาทสภากลาโหมและระบบบังคับบัญชา โดยดำเนินการดังนี้
>เปลี่ยนสภากลาโหมเป็นสภาที่ปรึกษา : ยกเลิกมาตรา 46 วรรคสี่ เพื่อให้มติสภากลาโหมเป็นเพียงคำแนะนำ ไม่ใช่ข้อบังคับที่ส่วนราชการในกระทรวงกลาโหมต้องปฏิบัติตาม
> ใช้ระบบเสนาธิการร่วม : ยกระดับระบบบังคับบัญชา โดยมี รมต.กลาโหมเป็นผู้บังคับบัญชา เพื่อให้การตัดสินใจของเหล่าทัพถูกบริหารจัดการอย่างบูรณาการ ตอบโจทย์ภัยคุกคามได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้อำนาจในการ “ใช้กำลัง” ขึ้นกับรัฐบาล โดยที่เหล่าทัพต่างๆมีหน้าที่ “เตรียมกำลัง” ให้มีความพร้อมในการปฏิบัติการร่วมเพื่อการป้องกันประเทศ
> ปรับสัดส่วนสมาชิก : ลดจำนวนผู้นำเหล่าทัพในสภากลาโหม และเพิ่มผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญจาก 3 คน เป็น 5 คน เพื่อความหลากหลายของมุมมอง
1.2) จัดระบบแต่งตั้งนายพลใหม่ ภายใต้
> ระบบคุณธรรม 360 องศา : ยกเลิกระบบ “บอร์ด 7 เสือ” เปลี่ยนมาใช้การประเมินรอบด้านตามมาตรฐานตำแหน่ง ยึดโยงความรู้ความสามารถมากกว่าสายสัมพันธ์
> ให้อำนาจรัฐมนตรีโดยตรง : ให้คณะกรรมการของแต่ละส่วนราชการคัดเลือกผู้มีคุณสมบัติ แล้วเสนอตรงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเพื่อพิจารณาแต่งตั้ง ตัดอำนาจขาดตัวของผู้บัญชาการเหล่าทัพในการชี้นำโผทหาร
2.ยกเลิกบังคับการเกณฑ์ทหาร สู่ทหารอาชีพ โดยยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหาร เปลี่ยนเป็นระบบสมัครใจ 100% เพิ่มสวัสดิการและค่าตอบแทนที่เป็นธรรม เพื่อสร้างกองทัพมืออาชีพที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ โดยมีมาตรการเบื้องต้นดังนี้
2.1) ใช้ระบบทหารอาสา : รับสมัครพลทหารมาทดแทนการเกณฑ์ทหารแบบเดิม โดยมีสัญญาจ้าง 4-8 ปี พร้อมจัดทำระบบ Clearing House เพื่อจัดสรรผู้สมัครไปยังค่ายทหารต่างๆ ตามความประสงค์และตามความต้องการของหน่วย
2.2) ปรับรูปแบบการทำงานแบบมืออาชีพ : พลทหารที่ผ่านการฝึกพื้นฐานแล้ว สามารถปฏิบัติงานแบบ “เช้าไป-เย็นกลับ” หรือมีวันหยุดที่ถี่ขึ้น มีวิถีชีวิตไม่ต่างจากลูกจ้างส่วนราชการอื่น เพื่อสร้างสมดุลระหว่างหน้าที่และการดูแลครอบครัว สอดคล้องกับโครงการพลทหารออนไลน์ ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้สมัครเลือกค่ายทหารใกล้บ้าน รวมถึงเพิ่มค่าตอบแทนให้พลทหารที่สมัครใจเลื่อนปลดประจำการเดือนละ 500 บาท เพื่อรักษาผู้มีประสบการณ์ไว้ในกองทัพ
2.3) คุ้มครองสวัสดิภาพขั้นสูงสุด โดย
> บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดเพื่อประกันความปลอดภัยของพลทหารจากการถูกลงโทษที่ผิดกฎหมาย และห้ามนำพลทหารไปใช้งานนอกเหนือภารกิจทางการทหารอย่างเด็ดขาด
> ปรับปรุงสิทธิประโยชน์ให้พลทหารที่บาดเจ็บหรือทุพพลภาพจากการปฏิบัติหน้าที่ ได้รับสิทธิในฐานะ “ทหารผ่านศึก” เทียบเท่านายทหารชั้นยศ โดยได้รับการดูแลต่อเนื่องตลอดชีวิตแทนการจ่ายเงินก้อนครั้งเดียว
3.แก้ปัญหาหนี้สินทหารชั้นผู้น้อย โดยดำเนินการดังนี้
ปรับโครงสร้างหนี้เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของทหารผู้น้อย และตรวจสอบดอกเบี้ยให้เป็นธรรม โดย
3.1 คุมการหักเงินเดือนทหาร โดยหารือร่วมกับ ผู้บัญชาการทหารบก, ผู้บัญชาการทหารเรือ, ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และ ปลัดกระทรวงกลาโหม เพื่อออกระเบียบว่าด้วยการหักเงินเดือนเพื่อชำระเงินให้แก่สวัสดิการภายในและสหกรณ์ โดยการหักเงินเดือนทหารนั้นต้องให้ทหารมีเงินเดือนคงเหลือสุทธิไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 และไม่ต่ำกว่า 9,000 บาท
3.2 ปรับโครงสร้างหนี้ให้ทหาร โดยให้กรมการเงินของเหล่าทัพ, กรมพระธรรมนูญ และคณะกรรมการกำกับการแก้ไขหนี้สินของประชาชน ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย หาแนวทางปรับโครงสร้างหนี้ให้ทหาร และมีแผนชำระหนี้ที่ชัดเจน
4.ลดนายพล เพิ่มสวัสดิการทหารชั้นผู้น้อย โดยตั้งเป้าหมายปฏิรูปโครงสร้างกำลังพลผ่านโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด (Early Retirement) และการปิดอัตราที่ไม่จำเป็น โดยดำเนินการดังนี้
4.1 ลดจำนวนกำลังพลระดับสูง : ตั้งเป้าผู้เข้าร่วมโครงการ Early Retirement 1,350 นาย ภายใน 2 ปี เพื่อปิดอัตราชั้นนายพล พันเอก และพันโท
4.2 คืนงบประมาณสู่สวัสดิการ : นำงบประมาณที่ลดได้จากการปิดอัตราไปเพิ่มค่าตอบแทนและสวัสดิการให้นายทหารระดับปฏิบัติการ
4.3 ปรับสมดุลระยะยาว : กำหนดแนวทางการเกษียณตามช่วงอายุและสัญญาจ้างใหม่เพื่อให้โครงสร้างกำลังพลสมดุลอย่างยั่งยืน
ซึ่งงบประมาณที่ได้จากการปิดอัตราตำแหน่งระดับสูง จะถูกนำไปบรรจุในงบประมาณรายจ่ายปีถัดไปเพื่อเพิ่มค่าตอบแทนและสวัสดิการให้ทหารระดับปฏิบัติการโดยตรง
5.ส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
5.1. เปลี่ยนการจัดสรรงบประมาณกองทัพจากการเน้น "จ้างบุคลากร" ไปเป็นการลงทุนในเทคโนโลยีและยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยมากขึ้น เพื่อลดการซื้ออาวุธจากต่างประเทศและสร้าง"อธิปไตยทางเทคโนโลยี"ให้ประเทศไทย
5.2 ส่งเสริมผู้ประกอบการไทย
> ส่งเสริมผู้ประกอบการที่ผลิตนวัตกรรมที่ใช้ได้ทั้งในกองทัพและธุรกิจทั่วไป เช่น โดรนสำรวจ , ระบบดาวเทียม
> กำหนดให้กองทัพต้องจัดซื้อยุทโธปกรณ์จากผู้ผลิตในประเทศไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของงบประมาณ โดยผู้ผลิตที่ได้รับการพิจารณาต้องได้รับการขึ้นทะเบียนใน “บัญชีนวัตกรรมไทย และได้รับการรับรองมาตรฐานจากกระทรวงกลาโหม
“ภูมิใจไทย”กับ 4 นโยบายความมั่นคง
ส่วนกรอบความคิดด้านนโยบายความมั่นคงของ“พรรคภูมิใจไทย”นั้นเน้นการยืนอยู่บนความมั่นคงของประเทศ ทั้งความมั่นคงในบูรณภาพแห่งดินแดน การรักษาไว้ซึ่งอธิปไตยของประเทศ ความมั่นคงด้านเศรษฐกิจ และความมั่นคงด้านคุณภาพชีวิต โดยดำเนินการภายใต้ 4 นโยบายหลัก คือ
1.สร้างรั้วและกำแพงบริเวณแนวชายแดน เพื่อป้องกันภัยความมั่นคง ซึ่งคำว่ากำแพงนั้นไม่ได้หมายถึงเฉพาะสิ่งปลูกสร้าง แต่จะต้องมีเครื่องไม้เครื่องที่ช่วยในการดูแลความปลอดภัย เช่น กล้องวงจรปิด ระบบเซ็นเซอร์ในการตรวจจับ ขณะเดียวกันก็ต้องมีทหารคอยสอดส่องดูแลตามแนวกำแพงเป็นระยะด้วย ซึ่งกำแพงดังกล่าวนั้นมีประโยชน์ทั้งการป้องกันอริราชศัตรู ป้องกันการลักลอบนำเข้าของผิดกฎหมาย ยาเสพติด สินค้าเถื่อน และสินค้าเกษตร ที่ลักลอบลำเลียงผ่านช่องทางธรรมชาติ รวมถึงป้องกันแรงานเถื่อนที่ลักลอบเข้าประเทศด้วย โดยทางพรรคจะมีการหารือกับกองทัพและเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเพื่อดำเนินการสำรวจพื้นที่และจัดทำแผนงานว่าจุดไหนเป็นจุดเสี่ยงซึ่งจำเป็นต้องทำกำแพงบ้าง ส่วนทหารที่ช่วยสอดส่องดูแลตามแนวกำแพงนั้นส่วนหนึ่งก็จะมาจากทหารในโครงการทหารอาสา
2.ทหารอาสา โดยจะเปิดรับทหารอาสา จำนวน 100,000 อัตรา (ซึ่งใกล้เคียงกับจำนวนทหารเกณฑ์ในปี 2568 ซึ่งมีจำนวน 87,257 คน) เงินเดือน 12,000 บาท สัญญาจ้าง 4 ปี แทนการเกณฑ์ทหาร ซึ่งจะทำให้ได้ทหารอาชีพซึ่งผ่านการฝึกยุทธวิธีแบบทหาร หากประเทศมีปัญหาด้านความมั่นคงก็จะได้กำลังทหารที่มีศักยภาพจากส่วนนี้ไปช่วยดูแล รวมถึงช่วยดูแลพื้นที่ชายแดนที่มีความเปราะบางด้วย ซึ่งทหารเหล่านี้สามารถช่วยได้ทั้งเรื่องการป้องกันอริราชศัตรู ป้องกันการลักลอบลำเลียงยาเสพติด สินค้าเถื่อน สินค้าเกษตร และแรงานข้ามชาติที่ลักลอบเข้าประเทศ เนื่องจากพรรคภูมิใจไทยมองว่าสถานการณ์โลกในปัจจุบันมีความสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดความขัดแย้งระหว่างประเทศต่างๆ ซึ่งไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ขณะที่ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาเองก็ไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะปะทุขึ้นเมื่อใด จึงมีความจำเป็นที่ต้องสร้างความเข้มแข็งด้านกำลังพล
ซึ่งหากครบ 4 ปีแล้วทหารอาสาคนใดมีความประสงค์จะเข้าไปเป็นทหารอาชีพก็สามารถต่อยอดโดยสอบเข้าเป็นทหารอาชีพได้ หากผ่านเกณฑ์ก็จะได้รับการบรรจุเป็นนายสิบและมีโอกาสเติบโตในอาชีพราชการ นอกจากนั้นทหารอาสาก็จะได้รับการพัฒนาทักษะและพัฒนาอาชีพตามความสนใจ อาทิ ด้านการเกษตร มาร์เก็ตติ้ง ไอที ดิจิทัล โดยหลังจากครบสัญญา 4 ปีแล้วก็สามาถนำทักษะที่ได้ไปประกอบอาชีพต่อไปได้ สำหรับเกณฑ์ของผู้ที่จะสมัครเป็นทหารอาสานั้นเบื้องต้นจะเน้นกลุ่มวัยรุ่นวัยทำงานก่อน
ทั้งนี้พรรคภูมิใจไทยเชื่อมั่นว่าโครงการนี้นอกจากเป็นการสร้างความเข้มแข็งด้านกำลังพลแล้ว ยังส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศเนื่องจากช่วยให้คนไทยนับแสนคนมีรายได้ ลามารถนำรายได้นั้นไปช่วยเหลือครอบครัว และลดปัญหาการว่างงานได้นับแสนคน
3. เพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ ซึ่งหลายคนอาจไม่รู้ว่าปัจจุบันกองทัพไทยมีหน่วยงานที่ผลิตและพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์อยู่แล้ว อาทิ สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (สทป.) , ศูนย์อํานวยการสร้างอาวุธ ศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร ซึ่งการสู้รบระหว่างไทย-กัมพูชาในช่วงที่ผ่านมานั้นได้มีการนำอาวุธยุทโธปกรณ์ที่หน่วยงานของกองทัพไทยผลิตเองและยุทโธปกรณ์ที่จัดซื้อจากต่างประเทศแต่มาพัฒนาต่อยอดเพื่อให้สามารถใช้ในภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพออกมาใช้ในการสู้รบจนไทยสามารถกัมพูชา ไม่ว่าจะเป็น โดรนชี้เป้า โดรนภาคสนาม เครื่องบินโจมตีเบา เครื่องบินโจมตีเบา AT-6TH จากสหรัฐซึ่งกองทัพอากาศของไทยนำมาพัฒนาติดตั้งอาวุธ ทั้ง ปืนใหญ่, จรวดนำวิถีเลเซอร์ และระเบิดนำวิถี ซึ่งเทคโนโลยีของกองทัพไทยที่ได้รับการยอมรับจากต่างชาติเป็นอย่างมากก็คือกรณีที่กองทัพอากาศไทยสมารถปรับปรุงและพัฒนาศักยภาพ Gripen เครื่องบินขับไล่ สัญชาติสวีเดน กับ F-16 เครื่องบินขับไล่จากสหรัฐ ให้สามารถปฏิบัติภารกิจร่วมกันได้ ดังนั้นพรรคภูมิใจไทยจึงมีนโยบายที่จะส่งเสริมและพัฒนาขีดความสามารถดังกล่าวของกองทัพให้พัฒนาก้าวหน้าขึ้นไปอีก ซึ่งการที่ไทยสามารถผลิตอาวุธยุโธปกรณ์ต่างๆขึ้นใช้เองได้นั้นนอกจากจะเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงให้แก่ประเทศแล้ว ยังช่วยลดการนำเข้าอาวุธและประหยัดงบประมาณของชาติได้อีกด้วย
4. Barter Trading – ซื้ออาวุธ จ่ายด้วยสินค้าเกษตร โดยในการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์จากต่างประเทศเพื่อเสริมศักยภาพให้กองทัพนั้น พรรคภูมิใจไทยจะประสานกับกองทัพเพื่อให้ทำการจัดซื้อแบบ Barter Trading โดยนำสินค้าเกษตรของไทยไปแลกกับอาวุธ โดยดูว่าอาวุธยุทโธปกรณ์ที่กองทัพมีความต้องการจัดซื้อผลิตโดยประเทศใด และประเทศนั้นๆมีความต้องการสินค้าเกษตรชนิดใดบ้าง เพื่อที่ไทยจะสามารถขายสินค้าเกษตรผ่านทำการ Barter Trading ซึ่งจะทำให้ไทยไม่ต้องซื้ออาวุธเป็นเงินสดหรือจ่ายเป็นเงินสดน้อยลง หรือในกรณีที่กองทัพมองว่าอาวุธยุทโปกรณ์นั้นมีผู้ผลิตจากหลายประเทศซึ่งมีศักยภาพใกล้เคียงกันก็อาจจะพิจารณาจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์จากประเทศที่ยินดีจะซื้อสินค้าเกษตรของไทยก่อน ซึ่งนโยบายดังกล่าวนอกจากจะช่วยประหยัดงบประมาณของประเทศแล้วยังเป็นการหาตลาดใหม่ให้แก่สินค้าเกษตรของไทยด้วย

