ข่าวปนคน คนปนข่าว
++ หาแพะโยนบาป เกม"โจ๊ก" รอด ด้วย“ศพลูกน้อง”!
คดีสินบนทองคำ ป.ป.ช. 246 บาท ตอนนี้กำลังเป็นมหากาพย์ "โยนบาป" ผลักคนอื่นลงไปตายแทน
เพื่อให้มีเพียง “โจ๊ก” พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล คนเดียว ที่จะรอด
งานนี้ ยิ่งอ่านหนังสือร้องเรียน ยิ่งฟังแนวทางต่อสู้ที่ทนายของ “โจ๊ก” ออกมาแถลงต่อสาธารณะ จะเห็นภาพชัดขึ้นว่า เป็นเกมแบบเดิมๆ ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า … เกมที่ใช้คนรอบข้างเป็นเบาะรองรับ เพื่อให้คนบนสุด “รอด”
แนวทางการต่อสู้ ถูกวางเป็นชั้นๆ ด้วยการตัด "โจ๊ก" ออกจากทุกสมการ…ไม่รู้ ไม่เห็น ไม่ได้สั่ง ไม่เกี่ยว
ทุกอย่าง คือ การกระทำของ “ผู้อื่น”
บทนี้เป็นบทที่เคยใช้มาแล้วหลายคดี ครั้งนี้พยายามชี้นำสังคมให้เชื่อว่า "พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย" อดีตลูกน้องคนสนิท คือ ฝั่งผู้ให้สินบน เป็นเจ้าของทองคำ เป็นคนเดินเรื่อง เป็นคนเชื่อมทุกอย่างเข้าหากัน
ขณะที่ "โจ๊ก" เป็นเพียงชื่อที่ถูกพูดถึง ไม่มีอะไรต้องรับผิดชอบ!!
แต่เกมเริ่มสะดุดตรงที่ "แพะ" ตัวหลัก ไม่ยอมเดินลงหลุมตามบท
เมื่อ "ภาคภูมิ" ก้าวข้ามความกลัว และไม่ยอมรับบทแพะ โดมิโนตัวแรกไม่ล้ม เกมทั้งกระดานก็เริ่มรวน เพราะเกมโยนบาป เดินต่อไม่ได้
เมื่อแพะตัวเดิมใช้ไม่ได้ "แพะตัวใหม่" จึงถูกเข็นเข้ามาแทน และนั่นคือเหตุผลที่ชื่อของ "นายสามารถ กอนแก้ว" หรือ “แอดเวิร์ด” ถูกดันขึ้นมาอย่างผิดธรรมชาติ
ทั้งที่ในข้อเท็จจริง "แอดเวิร์ด" ยังอยู่นอกคดี ยังไม่ถูกดำเนินคดี ยังไม่มีสถานะเป็นผู้ต้องหา เพียงแต่เป็นคนที่เคยถูกใช้เป็นนอมินี เคยเกี่ยวข้องกับทรัพย์สิน และเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆของ โจ๊ก ในอดีต
สิ่งที่เกิดขึ้น จึงไม่ใช่การหาความจริง แต่คือความพยายามลากคนนอกวงเข้ามาอุดรูรั่วให้ทำหน้าที่เป็น แพะสำรองแทนแพะตัวเดิม ที่ไม่ยอมตาย
นี่ไม่ใช่การต่อสู้คดี แต่มันคือการ “ออกแบบศพ” ออกแบบให้คนที่ยังไม่เป็นผู้ต้องหา ถูกผลักให้รับผิดแทนคนที่ต้องรอด
ต้องเตือน "แอดเวิร์ด" แบบไม่อ้อมค้อมว่า อำนาจในลักษณะนี้ ไม่เคยปกป้องใครได้จริง!!
วันนี้อาจถูกกล่อมให้เชื่อว่า “ช่วยกันพูด ช่วยกันรับ แล้วจะรอดไปด้วยกัน” แต่ในชั่วโมงคับขัน
คนที่ถูกผลักลงไปก่อนเสมอ คือ คนที่ไม่มีอำนาจต่อรอง และไม่เคยอยู่ในแผนรอดตั้งแต่ต้น
ทางรอดมีทางเดียวคือ อย่าเดินเข้าไปในบทที่คนอื่นเขียนให้รับผิดแทน อย่าอธิบายแทนใคร อย่ารับสถานะที่ไม่ใช่ของตัวเอง และอย่าเปลี่ยนจากคนนอกคดี ให้กลายเป็นแพะ ด้วยคำพูดหรือการกระทำของตัวเอง
เพราะสุดท้าย...
เมื่อมองย้อนกลับไปให้ชัด รูปแบบเดิมจะโผล่ขึ้นมาเสมอ "ลูกน้อง" ทำงานถวายหัว ทั้งเรื่องดีและเรื่องสกปรก แต่พอเรื่องถึงตัวเจ้านาย ทุกอย่างกลับกลายเป็น “ทำกันเอง”
และเมื่อไม่มีตำรวจให้โยนเป็นแพะ เกมก็เริ่มมองหาพลเรือนแทน
วันนี้โครงสร้างความกลัวเริ่มพัง
ทุกคนเริ่มเห็นแล้วว่า..ใครรอดทุกครั้ง..ใครได้ประโยชน์ทุกครั้ง และใครพังทุกครั้ง!!
โดมิโน เริ่มล้มไม่ใช่เพราะความแค้น แต่เพราะไม่มีใครยอมตายแทนใครอีกแล้ว
เกมที่ตั้งอยู่บนการหักหลังไม่มีวันพาใครไปถึงฝั่ง สุดท้ายมันจะจมน้ำพร้อมชื่อของมันเอง
และเมื่อทุกคนรู้บท รู้ตอนจบ รู้ว่าใคร คือ คนเขียนสคริปต์
เกมนี้…ก็เหลือเพียงเวลาก่อนจะพังลงทั้งกระดาน !
++ “มีเรา ไม่มีเทา” วาทกรรมที่พรรคส้มใช้กับคนอื่น แต่ไม่เคยใช้กับตัวเอง
วาทกรรม “มีเรา ไม่มีเทา” ที่พรรคประชาชนใช้เป็นนโยบายหาเสียง ชี้หน้าใส่พรรคการเมืองอื่นๆ ที่เป็นคู่แข่ง เวลาพูดถึง “ทุนเทา” จากพนันออนไลน์ ยาเสพติด และเครือข่ายอิทธิพล สแกมเมอร์
บอกว่าทุนเทา เหล่านั้น กำลังจะซื้อประเทศไทย ผ่านนักการเมือง ผ่านการเลือกตั้ง !
แต่พรรคส้มละเลยที่จะตรวจตรา ทำความสะอาดบ้านตัวเอง และคงลืมไปว่า หนึ่งนิ้วที่ชี้หน้าคนอื่นนั้น มีอย่างน้อยอีกสามนิ้วที่ชี้เข้าหาตัวเอง
ล่าสุดกรณี “รัชต์พงศ์ สร้อยสุวรรณ” ผู้สมัคร สส. ตาก เขต 2 พรรคประชาชน ถูกตำรวจไซเบอร์ บุกจับกุมตัว ตามหมายจับศาลอาญา ข้อหาร่วมกันจัดให้มีการเล่นพนันออนไลน์ สมคบฯฟอกเงิน และร่วมกันฟอกเงิน
มีเส้นทางการเงินมัดตัว เนื่องจากก่อนนั้นเจ้าหน้าที่ได้จับกุมเครือข่าย ผู้ร่วมขบวนการไปหลายคนแล้ว
ความจริง “รัชต์พงศ์ สร้อยสุวรรณ” ไม่ใช่เป็นผู้สมัครหน้าใหม่ ที่ทางพรรคประชาชนจะอ้างว่าตรวจสอบไม่ทั่วถึง แต่เขาเป็น อดีต สส.พรรคประชาชน ตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2566 แล้ว เคยทำงานให้กับพรรค และสภา เป็นโฆษกกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎรด้วย
เช่นเดียวกับ “บุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์” หรือ “แบงค์” ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 33 ที่ถูกตำรวจจับกุมไป เมื่อ 29 ธ.ค.68 ข้อหา พัวพันขบวนการฟอกเงิน จากการค้ายาเสพติด
นี่ก็ไม่ใช่ผู้สมัครหน้าใหม่ แต่เคยทำงานกับพรรคก้าวไกลมาก่อน และก่อนที่จะได้เป็นผู้สมัคร สส. ก็เป็นผู้ช่วย สส. กทม. เขต 33 มาก่อน
แต่ทางพรรคส้ม บอกว่าก่อนส่งเป็นผู้สมัคร ได้ตรวจสอบประวัติแล้ว “ไม่พบการกระทำผิด” ทางตำรวจเพิ่งมาออกหมายจับ ภายหลังจากที่ได้ลงสมัครไปแล้ว
และหากย้อนไปก่อนหน้านั้น ยังมีกรณี “นครชัย ขุนณรงค์” สส.ระยอง ของพรรค ก็เคยติดคุก มีประวัติเป็นโจรชิงทรัพย์ มาก่อน
ยิ่งไปกว่านั้น การที่คนในพรรคออกมาเปิดเผยเองว่า ยังมีอีก 2 คน ที่มีพฤติกรรม “สีเทา” ขอให้จับตาดูกัน นั่นคือ สัญญาณอันตรายขั้นสุด เพราะนี่ไม่ใช่คำกล่าวหาจากฝ่ายตรงข้าม แต่เป็นเสียงจาก “คนใน” ด้วยกัน ที่ออกมาบอกต่อพรรค ต่อสังคม
ดังนั้น พรรคต้องเรียกผู้เปิดเผยประเด็นร้อนนี้มาให้ข้อมูล ตั้งคณะกรรมการสอบอย่างโปร่งใส และสื่อสาร ชี้แจงกับสังคม อย่างตรงไปตรงมา
เมื่อมองย้อนกลับไป กรณีที่เกิดขึ้นซ้ำซ้อน ซ้ำซาก กับผู้สมัครสส.ของพรรค ในเวลาไล่เลี่ยกันเช่นนี้ จึงมีคำถามจากสังคมว่า พรรคไม่รู้จริงหรือ ว่าคนเหล่านี้ไปพัวพันกับขบวนการทำผิดกฎหมาย พรรคได้ตรวจสอบคนของตัวเอง ด้วยมาตรฐานเดียวกับใช้ตรวจสอบคนอื่นหรือเปล่า
หรือคำว่า “มีเรา ไม่มีเทา” เป็นเพียงสโลแกนสร้างภาพ ที่มุ่งใช้กับคนอื่น แต่ไม่เคยใช้กับตัวเอง !
และการที่ “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคส้ม ออกมาพูดหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ จับกุม“รัชต์พงศ์ ” ผู้สมัคร สส.ของพรรคว่า หวังว่าตำรวจ จะดำเนินการทุกอย่าง อย่างตรงไปตรงมา เท่าเทียมกัน ใครมีเรื่องพัวพันกับสีเทา อยากให้ตำรวจดำเนินการอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะอยู่ช่วงเวลาหาเสียงเลือกตั้งหรือไม่
“เท้ง” พูดเหมือนกับว่าพรรคส้มกำลังถูกกลั่นแกล้ง อีกต่างหาก!!

