กกต.ย้ำชัด ประชาชนต้องเข้าคูหาสองรอบเพื่อลงคะแนนเลือกตั้งและประชามติ เมินข้อเสนอให้แสดงตนครั้งเดียว ชี้ได้เตรียมการและซักซ้อมแล้ว หากเปลี่ยนแปลงจะสร้างความสับสนวุ่นวายมากกว่าเดิม
แม้ว่าข่าวความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการเลือกตั้งและการทำประชามติการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะถูกกลบด้วยอุบัติเหตุเครนถล่มครั้งใหญ่ถึงสองครั้งติดต่อกัน แต่โดยรวมการเมืองยังคงมีความน่าสนใจอยู่พอสมควร โดยเฉพาะท่าทีของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ต่อข้อเรียกร้องของภาคประชาสังคมที่เสนอให้กกต.ทบทวนขั้นตอนการแสดงตนออกเสียงเลือกตั้งและประชามติให้อยู่ในขั้นตอนเดียวกันเพื่อรับบัตรลงคะแนนทั้งสามใบพร้อมกัน โดยไม่ต้องแสดงตนสองรอบแยกเป็นกรณีของการใช้สิทธิเลือกตั้งและการทำประชามติ ซึ่งในประเด็นนี้ นายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต. ยืนยันว่า กกต.คงไม่ทบทวนแล้ว เพราะก่อนหน้านี้ได้พิจารณามาแล้วทุกรูปแบบ และได้มีการออกแบบมาแล้วว่าแบบนี้คือแบบที่เหมาะสมที่สุด รวมถึงยังได้มีการซักซ้อมทำความเข้าใจกับวิทยากร เป็นผู้ไปอบรมให้แก่กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งแล้ว หากเปลี่ยนแปลงอีกจะสร้างความสับสนและยุ่งยากมากกว่าเดิม
นายแสวง กล่าวถึงการประชุมนัดแรกของคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา ซึ่งเป็นนโยบายต้องที่ใช้จ่ายเงิน เมื่อวานนี้ (14 ม.ค.) ว่า คณะกรรมการชุดนี้เพิ่งตั้งขึ้นครั้งแรก และมีมาตรฐานค่อนข้างสูง เนื่องจากเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ เหมือนต้องทำข้อสอบให้ทำให้ส่วนตัวรู้สึกเห็นใจพรรคการเมือง เพราะเหมือนต้องทำข้อสอบให้ผ่าน ซึ่งทางคณะกรรมการได้มีการขอข้อมูลเพิ่มจากบางพรรค ทำให้พรรคการเมืองต้องเจียดเวลาการหาเสียงมาชี้แจง แต่ก็ต้องรอดูว่าพรรคการเมืองจะสามารถส่งข้อมูลกลับมาให้คณะกรรมการได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งคณะกรรมการฯจะพิจารณาตามกรอบ คือ 1.ความครบถ้วนตามกฎหมาย 2.ตั้งข้อสังเกตได้ว่าที่มาของเงินมาจากแหล่งไหน 3.ประโยชน์และความเสี่ยง
นายแสวง กล่าวอีกว่า ในการพิจารณานโยบายของแต่ละพรรค จะมีตัวแทนพรรคการเมืองวิดีโอคอนเฟอเรนซ์เข้ามา เพื่อตอบคำถามของคณะกรรมการ เช่น พรรคประชาชน มี น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรค เป็นผู้มาตอบข้อซักถาม ซึ่งเมื่อวานนี้มีพรรคการเมืองส่งนโยบายเข้ามาให้ตรวจสอบเกือบ 20 พรรค แต่มีเพียง 5 พรรคที่ส่งข้อมูลเอกสารมาล่วงหน้าก่อน อย่างไรก็ตาม ได้เน้นย้ำกับคณะกรรมการว่าเราไม่ใช่ผู้อนุมัติโครงการ จึงไม่จำเป็นต้องลงรายละเอียดเยอะ แต่เป็นเพียงการตั้งข้อสังเกตว่าแต่ละพรรคการเมืองจะนำนโยบายไปใช้ได้อย่างสมเหตุสมผลหรือไม่ พร้อมยังกำชับให้ใช้ภาษาในการตั้งข้อสังเกตที่เข้าใจง่าย คาดว่าวันที่ 19 มกราคมนี้ จะส่งเอกสารนโยบายเข้ามาครบทุกพรรค
ขณะเดียวกัน สำนักงานกกต.เผยแพร่แนวทางการรณรงค์เพื่อการออกเสียงประชามติ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 มีสาระสำคัญ คือ การให้ประชาชน พรรคการเมือง องค์กรเอกชน สามารถจัดกิจกรรมรณรงค์เพื่อการออกเสียงได้โดยเสรี เสมอภาค และเท่าเทียมกัน การจัดให้มีการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่จะจัดให้มีการออกเสียงผ่านทางสถานีวิทยุกระจายเสียงหรือสถานีวิทยุโทรทัศน์ โดยผู้ประกอบกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ จะต้องเปิดโอกาสให้มีการแสดงความคิดเห็นอย่างเท่าเทียมกัน ทั้งนี้ ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมีหน้าที่หรือได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ใช้ตำแหน่งหน้าที่ หรือปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือกระทำการใดๆ อันเป็นเหตุให้การออกเสียงไม่เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม
นอกจากนี้ สำนักงานกกต. เปิดเผยจำนวนผู้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แยกรายเขตเลือกตั้งทั้ง 400เขต ใน 77 จังหวัดรวมกรุงเทพมหานครมี จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งรวมทั้งสิ้น 52,922,923 คน แบ่งเป็น ชาย 25,278,046 คน และ หญิง 27,644,877 คน ข้อมูล ณ วันที่ 14 มกราคม 2569 โดยข้อมูลจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งอาจมีการ เปลี่ยนแปลง เนื่องจากสามารถยื่นคำร้องขอเพิ่มชื่อหรือถอนชื่อผู้มีสิทธิ เลือกตั้งได้ จนถึงวันที่ 28 มกราคม 2569

