พรรคการเมืองฝ่ายค้านกัมพูชา เมื่อช่วงกลางสัปดาห์ เรียกร้องรัฐบาล เสริมความเข้มแข็งแก่ภาคกลาโหมของประเทศเป็นการเร่งด่วน ท่ามกลางรายงานข่าวว่าสวีเดนยังคงขายอาวุธ ในนั้นรวมถึงเครื่องบินขับไล่ ให้แก่ไทย ตามรายงานของแคมโบเดียเดลี สื่อมวลชนเขมร
แคมโบเดียเดลี อ้างคำกล่าวของประธานพรรค New Generation Party ระบุว่ากัมพูชาต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วในการพัฒนาศักยภาพการป้องกันชาติที่เข้มแข็งกว่าเดิม โดยอ้างว่าบรรดาชาติผู้ผลิตอาวุธทั้งหลาย อย่างเช่นสวีเดน ยังคงป้อนอาวุธให้แก่ไทย ที่เขาอ้างว่าเป็นอาวุธที่ไทยใช้ในปฏิบัติการทางทหารกับกัมพูชา
เขาบอกว่าแนวทางปฏิบัติมาตรฐานของประเทศต่างๆ คือการทุ่มทุนอย่างมากในด้านยุทโธปกรณ์ทางทหารทันสมัย เพื่อปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน เขากล่าวต่อว่าบรรดาผู้ผลิตอาวุธไม่ได้แค่ผลิตอาวุธออกมาโชว์เฉยๆ แต่เพื่อการขาย บนพื้นฐานของความสัมพันธ์ทางการทูต พันธมิตรหรือข้อตกลงการค้าต่างๆ และบ่อยครั้งเกี่ยวข้องกับเงื่อนไขบางประการอย่างเจาะจง
สวีเดน ซึ่งผู้ผลิตเครื่องบินขับไล่กริพเพน JAS 39 ผ่าน Saab บริษัทกลาโหม ให้คำอธิบายว่าการขายดังกล่าวไม่ต่างจากบรรดาผู้ผลิตอาวุธรายใหญ่เจ้าอื่นๆ ในนั้นรวมถึงบริษัทในจีน, อินเดีย, สหรัฐฯ, รัสเซีย และประเทศยุโรปหลายชาติ สำหรับในส่วนของ กัมพูชา เอง ก็ได้จัดซื้ออาวุธจากจีน ในจุดประสงค์ป้องกันตนเองแบบเดียวกัน ตามรายงานของแคมโบเดียเดลี
ประธานพรรคฝ่ายค้านกัมพูชากล่าวกับแคมโบเดียเดลีต่อว่า หลังจากสงคราม 2 รอบเมื่อเร็วๆนี้กับไทย ทางรัฐบาลกัมพูชาควรทำความเข้าใจให้ชัดเจน ว่าอะไรที่จำเป็นต้องปฏิรูปเพื่อรับประกันการป้องกันชาติในระยะยาว เขาเน้นย้ำว่าภาคการทหารและการคอรัปชันในขอบเขตสำคัญๆ จำเป็นต้องได้รับความสนใจอย่างเร่งด่วน
นอกเหนือจากเร่งเร้าให้พนมเปญเสริมความเข้มแข็งแก่กองทัพแล้ว เขาเผยด้วยว่าพรรคการเมืองของเขายังได้ยื่นหนังสือร้องเรียนไปยังรัฐบาลสวีเดนและสหรัฐฯ เรียกร้องให้ระงับป้อนอาวุธเพิ่มเติมแก่ไทย จนกว่าจะมีการจัดตั้งคณะสืบสวนนานาชาติอิสระเข้าสืบสวนความขัดแย้งนี้
พรรคการเมืองฝ่ายค้าน ยังเรียกร้องรัฐบาลกัมพูชาทบทวนอนาคตในระยะยาวของประเทศ ในนั้นรวมถึงประเมินอย่างระมัดระวังว่าชาติมหาอำนาจใดที่ควรเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ด้วย โดยชี้ว่าประสบการณ์สงคราม 21 วันกับไทย ควรเป็นแบบอย่าง สำหรับสรุปว่าประเทศไหนให้การสนับสนุนกัมพูชาจริงๆ
ถ้อยแถลงนี้มีออกมา หลังจากพรรค New Generation Party ยื่นหนังสือร้องเรียนอย่างเป็นทางการ ขอให้สวีเดนหยุดขายอาวุธแก่ไทย เพื่อป้องกันไม่ให้อาวุธเหล่านั้นถูกใช้งานกับกัมพูชาอีกในอนาคต
เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2026 ทางพรรคได้ยื่นร้องเรียนไปยังสภาคองเกสสหรัฐฯและรัฐสภาสวีเดน เรียกร้องให้ระงับการโอนถ่ายอาวุธแก่ไทยในทันที และให้ตัดขาดระบบเทคนิคของเครื่องบินขับไล่กริพเพนที่ปฏิบัติการโดยฝ่ายไทย
หนังสือคำร้องดังกล่าวได้วาง 4 เงื่อนไข ในนั้นรวมถึงระงับศักยภาพทางเทคนิคจองเครื่องบินกริพเพนที่ใช้งานโดยกองทัพไทย อ้างว่ามันก่อความไม่ทัดเทียมทางทหารอย่างรุนแรง ในคำร้องบอกว่าไทยใช้งานฝูงบินขับไล่ล้ำสมัยกับกัมพูชา ที่ไม่มีอากาศยานต่อสู้ใดมาเทียบได้
อย่างไรก็ตามในนั้นไม่ได้พูดถึงคำถามต่างๆเกี่ยวกับสินทรัพย์ทางอากาศที่กัมพูชามีอยู่ในปัจจุบัน ในนั้นรวมถึงเครื่องบิน MiG รุ่นเก่าและเฮลิคอปเตอร์ติดอาวุธ ซึ่งพวกผู้สันทัดกรณีต้องข้อสงสัยว่าทำไมถึงไม่มีการใช้งานและปัจจุบันยุทโธปกรณ์ดังกล่าวประจำการอยู่ที่ไหน
พรรคการเมืองแห่งนี้ ยังเรียกร้องให้ระงับขายอาวุธ บริการซ่อมบำรุง การสนับสนุนทางเทคนิค และการส่งมอบเครื่องบินรบและโดรนแก่ไทยในอนาคต อ้างว่าสวีเดนไม่ควรถูกมองในฐานะผู้สมคบคิดในการล่วงละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ด้วยการจัดหาอาวุธแก่ผู้รุกราน
ในหนังสือร้องเรียน ทางพรรค New Generation Party เรียกร้องให้สหรัฐฯและสวีเดน เข้าสืบสวนความขัดแย้งบนพื้นฐานของสนธิสัญญาต่างๆในอดีตที่ผ่านมา ในนั้นรวมถึงข้อตกลงชายแดนปี 1904 และ 1907 ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ
คำกล่าวอ้างของพรรคการเมืองแห่งนี้ ระบุว่าในการสู้รบ 2 รอบระหว่างกัมพูชาและไทย กินเวลารวม 26 วัน ไทยได้ใช้เครื่องบินรบต่างๆนานา ในนั้นรวมถึงเครื่องบินกริพเพน ทำการโจมตีทางอากาศลึกเข้าไปในดินแดนกัมพูชา นอกจากนี้แล้วอ้างข้อมูลจาก Small Arms Survey ระบุว่าศักยภาพของกองทัพอากาศไทย มีทั้งเครื่องบิน T-50TH จากเกาหลีใต้, เครื่องบินขับไล่ F-16 จากสหรัฐฯ, เครื่องบินขับไล่กริพเพนของสวีเดน, เครื่องบินขับไล่ไอพ่นความเร็วเหนือเสียงขนาดเบา Northrop F-5 และเครื่องบินโจมตีเบา Alpha Jet A
(ที่มา:แคมโบเดียเดลี)

