"ธีรวัตร์ ปัญญาณ์ธรรมกุล" ผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน อดีตตำรวจ ปูดยังมีอีก 2 หมาย เตือนผู้สมัครถ้ารู้ว่าผิดแสดงความรับผิดชอบได้ไม่ต้องรอออกหมายจับ เผยเสียใจที่กองเชียร์พรรคผิดหวัง แจงคดีอัตราโทษเกิน 3 ปี ขอศาลออกหมายจับได้เลย อนุมัติแล้วยังไม่บันทึกเข้าระบบฯ จะไม่ปรากฏข้อมูลในระบบกลาง
.
วันนี้ (15 ม.ค.) จากกรณีที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือตำรวจไซเบอร์ จับกุมนายรัชต์พงศ์ สร้อยสุวรรณ อายุ 32 ปี อดีต สส.ตาก พรรคประชาชน และผู้สมัคร สส.ตาก พรรคประชาชน ในหมู่บ้านนวลจันทร์ ย่านถนนนวมินทร์ กรุงเทพฯ เมื่อวานนี้ (14 ม.ค.) หลังพบเส้นทางการเงินเกี่ยวข้องกับเว็บพนัน NAKARIN789
.
นับเป็นผู้สมัคร สส.พรรคประชาชนที่ถูกจับกุมรายที่สอง ต่อจากนายบุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ อายุ 47 ปี ผู้สมัคร สส.กทม.เขต 33 พรรคประชาชน ผู้สมัคร สส.กทม.เขต 33 พรรคประชาชน ถูกจับกุมในคดีฟอกเงินจากเครือข่ายยาเสพติดผ่านบริษัทขนส่ง 4 แห่ง เมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 2568 ก่อให้เกิดเสียงวิจารณ์ถึงพรรคประชาชน ที่พยายามชูสโลแกนว่า "มีส้มไม่มีเทา"
.
เฟซบุ๊ก "ธีรวัตร์ ปัญญาณ์ธรรมกุล - Thirawat Panyatammakul" ของ พ.ต.ท.ธีรวัตร์ ปัญญาณ์ธรรมกุล อดีตข้าราชการตำรวจ และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ข้อความระบุว่า "อีก 2 หมายรอรับแรงกระแทก ถ้ารู้ว่าทำผิด ทำให้พรรคเสียหาย แสดงความรับผิดชอบก่อนได้เลยนะครับ ไม่ต้องรอให้ออกหมายจับ"
.
ภายหลังข้อความดังกล่าวถูกลบออกไป และได้โพสต์ข้อความระบุว่า "สำหรับกรณีการออกหมายจับผู้สมัครที่เป็นข่าว ก่อนอื่น ผมขอแสดงความเสียใจต่อพี่น้องประชาชนที่ให้การสนับสนุนและเชียร์พรรค ซึ่งอาจรู้สึกผิดหวังกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยยอมรับตามตรงว่าตัวผมเองก็รู้สึกผิดหวังกับเรื่องราวเหล่านี้เช่นเดียวกัน
.
อย่างไรก็ตาม ในฐานะที่ผมเคยปฏิบัติหน้าที่เป็นตำรวจ ผมขอยืนยันว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ควรถูกมองว่าเป็นบรรทัดฐานใหม่ของการบังคับใช้กฎหมาย นั่นคือ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค โดยไม่จำเป็นต้องคำนึงว่าบุคคลนั้นจะเป็นใคร หากมีการกระทำความผิด ตำรวจก็ต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยไม่ต้องเกรงกลัวต่ออิทธิพลหรืออำนาจใดๆ ทั้งสิ้น
.
ซึ่งสอดคล้องกับหลักการที่ผมยืนยันมาโดยตลอดว่า การบังคับใช้กฎหมายต้องเท่าเทียม เป็นธรรม และอยู่ภายใต้หลักนิติรัฐ
.
ในประเด็นเรื่อง “หมายจับ” ขออธิบายให้สังคมเข้าใจว่า ในปัจจุบันการดำเนินการมีอยู่ 2 กรณีหลัก คือ
.
1. คดีที่มีอัตราโทษไม่เกิน 3 ปี เจ้าหน้าที่จะออกหมายเรียกก่อน โดยปกติจะเรียกอย่างน้อย 2 ครั้ง
.
2. คดีที่มีอัตราโทษเกิน 3 ปี สามารถขอหมายจับจากศาลได้ทันที เนื่องจากถือเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูง
.
ที่ผ่านมา หมายจับที่มีลักษณะการเข้าจับกุมอย่างอึกทึกครึกโครม ส่วนใหญ่มักเป็นคดีในกรณีที่สอง
.
สิ่งที่ผมมีความกังวล คือ ในหลายกรณีที่มีการออกหมายจับและเข้าจับกุมต่อหน้าสาธารณชน กลับพบภายหลังว่า อัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง หรือศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง ซึ่งหมายความว่าบุคคลเหล่านั้นไม่ได้กระทำความผิดตามกฎหมาย แต่ความเสียหายต่อชื่อเสียงและชีวิตได้เกิดขึ้นแล้ว
.
เมื่อมีการฟ้องร้องเจ้าหน้าที่ในภายหลัง ก็มักพบว่าเจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติไปตามอำนาจหน้าที่โดยสุจริต ไม่ได้มีเจตนากลั่นแกล้ง ส่งผลให้ไม่อาจเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง นี่จึงเป็นปัญหาและช่องว่างสำคัญในกระบวนการยุติธรรม (ส่วนใหญ่จึงไม่ฟ้องกลับ)
.
ผมจึงเห็นว่า ในอนาคต การออกหมายจับควรมีความรอบคอบและชัดเจนยิ่งขึ้น โดยการออกหมายจับควรเป็นข้อยืนยันได้ว่า มีพยานหลักฐานเพียงพอจนเชื่อได้ว่าบุคคลนั้นกระทำความผิดจริง และควรลดโอกาสการสั่งไม่ฟ้องจากอัยการ หรือการยกฟ้องจากศาลให้น้อยที่สุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมอย่างแท้จริง
.
สำหรับกรณีที่สังคมตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดจึงไม่พบประวัติหรือหมายจับของผู้ต้องหามาก่อนจนกระทั่งถูกจับและกลายเป็นข่าวนั้น สาเหตุเนื่องมาจากคดีที่มีอัตราโทษสูง (เกิน 3 ปี) สามารถยื่นขอหมายจับจากศาลได้โดยตรงโดยไม่ต้องออกหมายเรียก และเมื่อศาลอนุมัติหมายจับแล้ว หากยังไม่มีการบันทึกเข้าสู่ระบบสารสนเทศออนไลน์ ก็จะไม่ปรากฏข้อมูลในระบบ
.
ดังนั้น หากมีการขอหมายจับในช่วงเวลากลางคืน และดำเนินการเข้าจับกุมในเช้าวันถัดมา ก็อาจเกิดขึ้นได้โดยที่ยังไม่ปรากฏข้อมูลหมายจับในสารบบกลางแต่อย่างใด
.
ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน รวมถึงตัวผมเองด้วยครับ"
......
Sondhi X

