รฟท.เดินหน้าฟ้องผู้รับเหมาเหตุเครนโครงการรถไฟเร็วสูงถล่มทับขบวนโดยสาร ด้านนายกฯ "อนุทิน" สั่งชัดการเยียวยาผู้เสียชีวิตต้องเป็นหลักล้านบาท ไม่ใช่แค่หลักหมื่น
กรณีการเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงจากการก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูง เส้นทางกรุงเทพมหานคร–นครราชสีมา โดยเครนยกชิ้นส่วนคานทางรถไฟหล่นทับขบวนรถไฟโดยสาร ระหว่างวิ่งผ่านพื้นที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก เหตุการณ์ดังกล่าวไม่เพียงสร้างความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน แต่ยังจุดกระแสคำถามถึงมาตรการความปลอดภัย ความรับผิดชอบของหน่วยงานรัฐ และการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเหมาะสม
นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา พร้อมหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงผลสรุปเบื้องต้น ระบุว่า อุบัติเหตุเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 09.30 น. บริเวณหลักเสาโทรเลขรถไฟที่ 220/9 พื้นที่ก่อสร้างบ้านถนนคต หมู่ 11 ตำบลสีคิ้ว อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ขณะเครนก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูง สัญญา 3-4 ช่วงลำตะคอง–สีคิ้ว ซึ่งมีบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับจ้าง กำลังปฏิบัติงานบนคานทางรถไฟต่างระดับสูงจากพื้นดินประมาณ 9 เมตร ก่อนที่อุปกรณ์ยกชิ้นส่วนคาน (segment) จะหล่นลงมาทับขบวนที่ 21 รถไฟดีเซลรางด่วนพิเศษ กรุงเทพอภิวัฒน์–อุบลราชธานี ที่กำลังแล่นผ่านพอดี
ขณะเกิดเหตุ ขบวนรถมีผู้โดยสารทั้งหมด 208 คน ลงระหว่างทาง 37 คน เหลือผู้โดยสารบนขบวน 177 คน พร้อมพนักงาน 5 คน มีผู้โดยสาร 70 คนไม่ได้รับบาดเจ็บ ส่วนที่เหลือได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้เร่งช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ ส่งกลับภูมิลำเนา และปรับเปลี่ยนเส้นทางเดินรถสายตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 14 ขบวน ในช่วงสถานีชุมทางแก่งคอย–ชุมทางบัวใหญ่–นครราชสีมา พร้อมประเมินว่าจะใช้เวลาประมาณ 7 วัน จึงจะสามารถกลับมาเปิดเดินรถได้ตามปกติ
ด้านนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รักษาการผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า รถดีเซลรางได้รับความเสียหาย 2 ตู้ มูลค่าตู้ละประมาณ 50 ล้านบาท รวมถึงความเสียหายต่อโครงสร้างทางรถไฟยกระดับ รวมมูลค่าความเสียหายเฉพาะทรัพย์สินเบื้องต้นกว่า 100 ล้านบาท สาเหตุเกิดจากอุปกรณ์ยก segment หล่นลงมาในจังหวะที่ขบวนรถวิ่งผ่าน ขณะที่ตัวเครนยังคงยึดติดอยู่ ซึ่งต้องสอบสวนเชิงลึกว่าเกิดความผิดพลาดในขั้นตอนใด พร้อมยืนยันว่า รฟท. เตรียมดำเนินการฟ้องร้องผู้รับเหมาเป็นลำดับแรก เนื่องจากมีทั้งความสูญเสียต่อทรัพย์สินของรัฐ และการบาดเจ็บเสียชีวิตของประชาชนจำนวนมาก
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุ รับฟังรายงานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงแนวทางการเยียวยาผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับผลกระทบ ซึ่งเบื้องต้น รฟท. เสนอค่าปลงศพ 40,000 บาท และเงินสมทบอีก 40,000 บาท รวมถึงข้อมูลจาก คปภ. ว่าโครงการมีประกันภัยคุ้มครองวงเงิน 50 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจน โดยระบุว่าการเยียวยาในระดับดังกล่าวเป็นไปไม่ได้ และย้ำว่าผู้เสียชีวิตจากการใช้บริการสาธารณะของรัฐควรได้รับการเยียวยาในระดับหลักล้านบาท พร้อมสั่งการให้ รฟท. เรียกประชุมบอร์ดเพื่อกำหนดแนวทางการชดเชยใหม่อย่างเหมาะสม ก่อนจะไปไล่เบี้ยกับบริษัทประกันหรือผู้รับเหมาตามกระบวนการกฎหมาย
นายอนุทินยังให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่อาจมองเป็นเพียงอุบัติเหตุจากการก่อสร้าง แต่เป็นความบกพร่องในการให้บริการของรัฐที่ส่งผลต่อประชาชนโดยตรง พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงบริษัทผู้รับเหมารายเดิมที่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุโครงสร้างถล่มในหลายโครงการใหญ่ และเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมาย เพื่อเพิ่มอำนาจในการขึ้นบัญชีดำหรือจำกัดการรับงานของบริษัทที่มีประวัติด้านความปลอดภัย
ขณะที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ระบุว่า ตามสัญญาก่อสร้างกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า ต้องหยุดการทำงานทุกครั้งที่มีขบวนรถไฟวิ่งผ่าน ซึ่งจะต้องตรวจสอบต่อไปว่าทำไมจึงไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าว
นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา แถลงปิดศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ หลังเจ้าหน้าที่และสุนัข K9 ตรวจค้นภายในตู้รถไฟครบถ้วนแล้ว ไม่พบร่างผู้เสียชีวิตตกค้าง ยืนยันยอดผู้เสียชีวิต 32 ราย ส่วนผู้สูญหาย 3 ราย อยู่ระหว่างกระบวนการพิสูจน์อัตลักษณ์ ซึ่งอาจเป็นชิ้นส่วนศพที่ส่งตรวจไปก่อนหน้านี้ โดยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา ระบุว่า สามารถพิสูจน์ตัวบุคคลได้แล้ว 12 ราย ส่วนที่เหลือร่างถูกไฟไหม้รุนแรง ต้องใช้กระบวนการพิสูจน์ขั้นสูง และจะส่งร่างผู้เสียชีวิตทุกรายไปยังโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาเพื่อดำเนินการตามขั้นตอน พร้อมติดต่อญาติเพื่อรับการเยียวยาต่อไป

