xs
xsm
sm
md
lg

ฝุ่น PM2.5 ไม่ใช่แค่ปอดพัง แต่กำลังทำลายสมอง พบอาการผิดปกติให้พบหมอ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ภัยเงียบ PM2.5 ไม่ใช่แค่ทำลายปอด แต่ซึมเข้าทำลายสมองโดยตรง แพทย์เตือนเพิ่มความเสี่ยงอัลไซเมอร์ พาร์กินสันก่อนวัย สังเกตอาการสมองล้า คิดช้า ปวดหัวผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์

สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่ปกคลุมหลายพื้นที่ของประเทศไทย ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมหรือทางเดินหายใจเท่านั้น แต่กำลังกลายเป็นภัยเงียบที่คุกคาม “สมอง” ของคนทุกวัยอย่างน่ากังวล สาเหตุหลักมาจากขนาดของฝุ่นที่เล็กมาก สามารถเล็ดลอดเข้าสู่ร่างกายและกระตุ้นการอักเสบในระดับเซลล์ ส่งผลให้เกิดภาวะสมองล้า สมาธิลดลง ไปจนถึงเพิ่มความเสี่ยงโรคทางระบบประสาทอย่างอัลไซเมอร์และพาร์กินสันในระยะยาว

นพ.ภีมณพัชญ์ ธนชาญวิศิษฐ์ อายุรแพทย์ผู้ชำนาญการด้านประสาทวิทยา ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลวิมุต อธิบายว่า ความน่ากลัวของฝุ่น PM2.5 คือมีขนาดเล็กกว่าเส้นผมของมนุษย์ถึง 20–30 เท่า เล็กพอที่จะผ่านกลไกป้องกันของร่างกายและเดินทางไปถึงสมองได้ โดยฝุ่นพิษเหล่านี้มีเส้นทางหลักในการเข้าสู่สมอง 2 ทาง

เส้นทางแรกคือผ่าน ปอด เมื่อเราสูดอากาศที่มีฝุ่น PM2.5 เข้าไป ฝุ่นจะลงสู่ถุงลมปอด ก่อนซึมเข้าสู่กระแสเลือดและถูกลำเลียงไปยังอวัยวะต่าง ๆ รวมถึงสมอง ซึ่งเป็นอวัยวะที่ต้องใช้เลือดในปริมาณมากในการทำงาน ส่วนเส้นทางที่สองคือผ่าน “จมูก” โดยฝุ่นขนาดเล็กสามารถแทรกผ่านเส้นประสาทรับกลิ่น บริเวณยอดโพรงจมูก และเข้าสู่สมองได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านระบบเลือด

เมื่อฝุ่นพิษ PM2.5 ไปถึงสมอง จะกระตุ้นให้เกิดการอักเสบและภาวะความเครียดออกซิเดชัน ในระดับเซลล์ ส่งผลให้สมองหลั่งสารไซโตไคน์ ออกมาทำลายเซลล์ประสาท ทำให้โครงสร้างสมองค่อย ๆ เสื่อมลงอย่างช้า ๆ แต่ต่อเนื่อง

ผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 อาจไม่แสดงอาการรุนแรงในทันที แต่ในระยะสั้นหลายคนอาจเริ่มมีอาการสมองล้า หรือ Brain Fog เช่น รู้สึกหัวไม่โล่ง คิดช้าลง สมาธิลดลง ปวดหัว หรือไมเกรนกำเริบ นพ.ภีมณพัชญ์ ระบุว่า หากสมองต้องเผชิญฝุ่นพิษอย่างต่อเนื่อง จะนำไปสู่การอักเสบเรื้อรัง ทำให้สมองเสื่อมเร็วกว่าปกติ เกิดภาวะสมองฝ่อก่อนวัย และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคอัลไซเมอร์หรือพาร์กินสัน จากเดิมที่พบในวัย 60–70 ปี อาจเริ่มแสดงอาการตั้งแต่อายุ 40–50 ปีขณะที่ในกลุ่มเด็ก โดยเฉพาะเด็กที่ได้รับมลพิษสะสมตั้งแต่อยู่ในครรภ์หรือช่วงวัยที่สมองกำลังพัฒนา อาจมีความเสี่ยงสูงขึ้นต่อภาวะสมาธิสั้น และกลุ่มออทิสติก ซึ่งส่งผลต่อพัฒนาการในระยะยาว

สำหรับระดับฝุ่นที่เริ่มส่งผลอันตรายต่อสมอง นพ.ภีมณพัชญ์ แนะนำให้ประชาชนติดตามคุณภาพอากาศผ่านแอปพลิเคชันหรือค่าดัชนี AQI อย่างสม่ำเสมอ หากค่าฝุ่นอยู่ในระดับสีส้มหรือสีแดง ถือว่าเริ่มเป็นอันตรายต่อร่างกายและสมอง โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำว่าค่า PM2.5 ไม่ควรเกิน 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แต่ในหลายพื้นที่ของไทยกลับพบค่าสูงเกิน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งส่งผลกระทบต่อสมองอย่างชัดเจน

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญยังแนะให้ประชาชนปรับไลฟ์สไตล์เพื่อลดความเสี่ยงจากฝุ่นพิษ เริ่มจากหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในวันที่ค่าฝุ่นสูง โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หากจำเป็นต้องออกนอกบ้านควรสวมหน้ากาก N95 ใช้เครื่องฟอกอากาศที่มีแผ่นกรอง HEPA ภายในบ้าน และดูแลเปลี่ยนไส้กรองอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ การรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น ผักผลไม้ที่มีวิตามิน C และ E รวมถึงปลาทะเลที่มีโอเมก้า 3 การออกกำลังกายสม่ำเสมอในที่ร่ม การงดบุหรี่และแอลกอฮอล์ และการพักผ่อนให้เพียงพอ ล้วนช่วยฟื้นฟูและปกป้องสุขภาพสมองได้

นพ.ภีมณพัชญ์ ย้้ำว่า แม้จะเลี่ยงฝุ่น PM2.5 ไม่ได้ทั้งหมด แต่สามารถลดผลกระทบได้ด้วยการดูแลตัวเอง หากเริ่มมีอาการสมองล้า คิดช้า หรือปวดหัวบ่อย ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กตั้งแต่เนิ่น ๆ เพราะภัยจากฝุ่นพิษครั้งนี้ ไม่ได้ทำร้ายแค่ปอดเท่านั้น

ขณะที่ นพ.อเนก มุ่งอ้อมกลาง รองอธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า ประชาชนกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืด และภูมิแพ้ หากได้รับฝุ่นละอองขนาดเล็กเข้าสู่ร่างกาย อาจเกิดผลกระทบต่อสุขภาพรุนแรงกว่าประชาชนทั่วไป ควรเฝ้าสังเกตอาการผิดปกติใน 4 กลุ่มโรคสำคัญ ได้แก่ 1.กลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น เหนื่อยง่าย หัวใจเต้นเร็ว 2.กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจ เช่น คัดจมูก น้ำมูกไหล แสบจมูกและลำคอ 3.กลุ่มโรคผิวหนังอักเสบ เช่น อาการคันหรือมีผื่นแดงตามร่างกาย และ 4.กลุ่มโรคตาอักเสบ เช่น แสบตา คันตา น้ำตาไหล และตาแดง หากมีอาการผิดปกติ หรือสงสัยว่ามีผลกระทบจากฝุ่น ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว

นพ.อเนก กล่าวว่า ประชาชนสามารถใช้ Line OA ของกองโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม ในการแจ้งว่าสงสัยป่วยจากฝุ่นละอองขนาดเล็กได้ด้วย และเมื่อแพทย์วินิจฉัยว่าอาจเกิดจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก ขอความร่วมมือให้แพทย์ลงรหัสโรค (Z 58.1) เพื่อนำไปสู่การแจ้งรายงานสอบสวนโรค และออกมาตรการป้องกันที่เหมาะสมต่อไป
กำลังโหลดความคิดเห็น