การเมืองร้อน กกต. คุมเข้มประชามติ จัดดีเบตออนไลน์ ชี้ฝ่าฝืนโทษหนัก ด้าน 'อนุทิน' ส่งสัญญาณพร้อมร่วมรัฐบาลกับขั้วแดงส้ม ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน
สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เดินหน้าวางกรอบการรณรงค์และการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยย้ำสิทธิและเสรีภาพของทุกภาคส่วนควบคู่กับข้อห้ามตามกฎหมายอย่างเข้มงวด ขณะที่ความเคลื่อนไหวทางการเมืองเริ่มชัดเจนขึ้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แสดงท่าทีมั่นใจผลงานรัฐบาล พร้อมส่งสัญญาณเปิดกว้างต่อการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินทิศทางประเทศ
สำหรับเรื่องการทำประชามตินั้น สำนักงานกกต. ออกเอกสารแจ้งเตือนในการรณรงค์และข้อห้ามการออกเสียงประชามติกรณีผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. พรรคการเมือง ประชาชน องค์กรเอกชนและกลุ่มต่างๆที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประชามติในหัวข้อเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยผู้สมัคร สส. พรรคการเมือง ประชาชน องค์กรเอกชนและกลุ่มต่างๆในสังคม มีสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญในการจัดกิจกรรมรณรงค์เพื่อการออกเสียงประชามติได้โดยเสรีเสมอภาคและเท่าเทียมกัน ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 17 พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 แต่ต้องพึงระวังไม่ให้ฝ่าฝืนมาตรา 77 ,78,79 และ 80 ของกฎหมายฉบับเดียวกัน ทัังนี้ในส่วนของผู้สมัครและพรรคการเมือง ไม่มีกฎหมายกำหนดในเรื่องของค่าใช้จ่ายในการรณรงค์การออกเสียงประชามติ
สำนักงาน กกต.จะเป็นผู้จัดเวทีให้มีการแสดงความคิดเห็นโดยอิสระและรอบด้านอย่างเท่าเทียมกันทั้งผู้ที่เห็นชอบและไม่เห็นชอบ โดยผู้ประสงค์ที่จะไปแสดงความคิดเห็นจะต้องลงทะเบียนต่อเลขา กกต.หรือสำนักงาน กกต.จังหวัด ซึงจะเปิดให้ลงทะเบียนระหว่างวันที่ 14 - 16 ม.ค.2569 และจะจัดให้มีการประชุมผู้ที่ประสงค์จะแสดงความคิดเห็นเพื่อเลือกตัวแทนในการแสดงความคิดเห็นผ่านทางระบบ zoom cloud meeting ในวันที่ 22 ม.ค.2569 ก่อนที่วันที่ 25 ม.ค. 2569 จะมีการบันทึกเทปการแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่มีการจัดทำประชามติและนำไปเผยแพร่ในวันที่ในวันที่ 28 ม.ค.- 6 ก.พ. 2569 ทางสถานีโทรทัศน์กระจายเสียงและสถานีโทรทัศน์รวมทั้งช่องทางออนไลน์ต่างๆ ซึ่งการแสดงความคิดเห็นจะต้องไม่ผิดไปจากข้อเท็จจริง ไม่รุนแรงก้าวร้าว หยาบคายหรือปลุกระดม หรือขัดต่อกฎหมายอื่นและเป็นการโต้เถียงกันไปมา
ที่สำคัญ ต้องไม่เป็นการฝ่าฝืนมาตรา 77,79,79 และ 80 ของพ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ 2564 ที่ระบุข้อห้าม ห้ามให้ เสนอให้หรือสัญญาว่าจะให้ หลอกลวง ขู่เข็ญ เพื่อจูงใจให้ไปออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับและศาลอาจสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่เกิน 5 ปี รวมถึงห้ามเผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในช่วง 7 วันก่อนวันออกเสียงจนถึงสิ้นสุดเวลาออกเสียงในวันออกเสียง ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ด้านความเคลื่อนไหวทางการเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และแคนดิเดตนายกฯ ร่วมงานเวทีเสวนา “ทิศทางโลกทิศทางไทย” Global Dynamics and Thailand 's Future หัวข้อ Thailand Vision 2035 โดยภายในงานมีแคนดิเดตนายกฯจากพรรคการเมืองมาร่วมด้วย ได้แก่ นายอนุทิน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกฯพรรคประชาชน (ปชน.) และนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯพรรคเพื่อไทย (พท.)
นายอนุทิน กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ตอนหนึ่งว่า ตนทราบดีว่า พี่น้องประชาชนอาจจะคิดว่า เอาอีกแล้วมาหาเสียงพูดอะไรสวยหรู นโยบายเลิศเลอ เดี๋ยวก็ติดนู่นติดนี่ บอกทำไม่ได้บ้าง อยู่ไม่ครบเทอมบ้าง แต่ครั้งนี้ตนไม่ได้ฝึกงานแล้ว ไม่ได้เป็นนายกฯ ฝึกงานแล้ว ตนเข้ามาทำงาน 3 เดือนกว่า และเห็นช่องทางที่เห็นว่าจะทำให้นโยบายพรรคภูมิใจไทย เป็นคำว่าพูดแล้วทำได้จริงๆ ในช่วง 3 เดือน ที่ตนเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินก็ได้ทำงานสำเร็จไปหลายอย่าง เราทำงานร่วมกับหลายๆ ฝ่าย เรามีแต่มิตร ไม่ได้มีศัตรู และไม่ได้มายืนตรงนี้เพื่อขายฝันกับพี่น้องประชาชน หรือสัญญาในสิ่งที่ทำไม่ได้ ก็จะทำให้นโยบายของพรรคภูมิใจไทย พูดแล้วทำ ไม่มีความขลัง
นายอนุทิน กล่าวว่า การแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบพรรคภูมิใจไทย ไม่ได้เป็นการถมเงินเข้าไปลงไปกับโครงการประชานิยม ประเทศไทยไม่ได้ขาดทรัพยากร ไม่ได้ขาดคนเก่ง อย่างรัฐบาลชุดนี้ที่มีคนเก่งหลายคน และขอยืนยันว่ารัฐบาลภูมิใจไทย ทุนเทาจะไม่มีอีกต่อไป มีแต่ทุนดำที่จะต้องถูกกำจัด เพราะว่าพรรคภูมิใจไทยจะไม่มีกาสิโน ไม่พึ่งทุนเทา ไม่เอาสแกมเมอร์ เราพูดแล้วทำได้จริง วันนี้ประชาชนได้ให้โอกาสตนทำหน้าที่นายกฯ 3 เดือน ครบกำหนดการทดลองงานพอดี ก็หวังว่าประชาชนจะผ่านโปรให้ตน
ส่วนเรื่องการร่วมรัฐบาลกับพรรคการเมืองอื่นๆนั้น นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้าทั้งพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทยเห็นว่าพรรคภูมิใจไทย มีประโยชน์ รับนโยบายพรรคภูมิใจไทยได้ เราค่อยมาว่ากัน เหมือนที่ผ่านมา ไม่เคยปิดกั้นอะไรอยู่แล้ว ซึ่งการเลือกตั้งทุกครั้งตนต้องถอดความต้องการของประชาชนออกมาให้ได้ ถอดจากจํานวน สส.ที่ได้รับเลือก ครั้งนี้ก็จะดูจากคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ที่พรรคภูมิใจไทยได้มา ตนไปถูกทางแน่นอนไม่ต้องห่วง

