เมืองไทย 360 องศา
ผ่านช่วงการหาเสียงเลือกตั้งมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ก็ต้องยอมรับว่า จนถึงตอนนี้เมื่อพิจารณาทั้งจากผลสำรวจ และจากความรู้สึกที่สัมผัสได้ด้วยตัวเองต้องยอมรับว่ายังไม่มีพรรคไหนที่ถือว่า “กระแสแรง” แบบ “ปัง” จริง โดยเฉพาะหากพิจารณาจากทั้ง 3 พรรค คือ พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย และ พรรคเพื่อไทย ที่จัดว่าเป็นพรรคหลัก มีโอกาสได้จัดตั้งรัฐบาล
และแน่นอนว่า เมื่อ “กระแสเอื่อยๆ” แบบนี้ หากเป็นแบบนี้ไปจนถึงวันเลือกตั้ง โอกาส ความได้เปรียบย่อมเทไปทางพรรคภูมิใจไทย และ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ก็มีโอกาสสูงที่จะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกรอบ เพราะหากกระแสของแต่ละพรรคไม่ได้เปรี้ยงปร้างแบบมาแรง มันก็ย่อมทำให้พรรคภูมิใจไทยที่อุดมไปด้วย “บ้านใหญ่” ที่ชื่อชั้นเหนือกว่าในพื้นที่ต่างจังหวัด จนแทบการันตีผลการเลือกตั้งได้มากกว่าคราวที่แล้วเสียอีก
ประกอบกับ “กระแสชาตินิยม” ที่ครอบคลุมจิตใจคนต่างจังหวัดด้วยแล้ว ยิ่งกลายเป็น “แรงส่ง” เพิ่มมากขึ้นไปอีก ขณะที่กระแสในเมืองใหญ่ อย่าง เช่น กรุงเทพมหานคร ที่มักวัดกันด้วยกระแสในแต่ละช่วง แต่ละบรรยากาศ ก็ยังถือว่า นายอนุทิน และและพรรคภูมิใจไทยคราวนี้มีโอกาสได้ลุ้นมากที่สุด ที่จะ “ปักธง” ได้บ้าง
ขณะที่พรรคเพื่อไทย นาทีนี้ถือว่า ทุกอย่างเริ่มนิ่ง และเป้าหมายเพียงแค่รักษาสภาพเดิมเอาไว้ให้ได้มากที่สุด สร้างความมั่นใจให้กับบรรดา “เอฟซีดั้งเดิม” เอาไว้ เพื่อให้ตัวเลขเป็นพรรค “ตัวแปรหลัก” เอาไว้ให้ได้ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว และเชื่อว่าในการเลือกตั้งคราวนี้พรรคเพื่อไทยที่ผ่องถ่ายจาก “กลุ่มชินวัตร”มาเป็น “วงศ์สวัสดิ์” โดย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เป็นครั้งแรกแบบเต็มตัว แม้ว่าจะเป็นแบบ “”เฉพาะกิจ” ก็ตาม แต่เป้าหมายเพื่อร่วมรัฐบาล เกาะเกี่ยวอำนาจรัฐบาลเอาไว้ต่อไปก็น่าจะทำได้
อย่างไรก็ดีอยากให้โฟกัสไปที่พรรคประชาชน เวลานี้หากประเมินกันด้วยสายตาแล้ว ยิ่งมองเห็นว่าโอกาสที่จะจัดตั้งรัฐบาล หรือได้เป็นรัฐบาลนั้นถือว่า “มีน้อยมาก” เพราะสิ่งที่นำเสนอออกไปนั้นจะเรียกว่า “ไม่ปัง” เลยสักเรื่อง ไล่ลงไปตั้งแต่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ที่นำโดย หัวหน้าพรรคคือ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล และ นาย วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร เพราะเมื่อนำเสนอออกไปแล้ว เสียงตอบรับนั้นไม่ได้ปังอย่างที่คิด อาจเป็นเพราะในสายตาชาวบ้านพวกเขายังไม่เด่นพอหรือเปล่า เมื่อเทียบกับพรรคอื่น หรือแม้แต่หากเทียบกับ นายยศชนัน ของพรรคเพื่อไทย ที่พยายามเน้นในเรื่องนโยบายที่เข้าถึงชาวบ้าน
ขณะที่พรรคประชาชนที่กำลัง “ติดหล่ม” อยู่กับวาทกรรมเก่าๆของตัวเอง อาจจะถือว่าโชคไม่อำนวย เมื่อต้องมาเจอกับผลพวงการสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้คำพูดที่เคยถูกระบุว่า “ด้อยค่าทหาร” กลับมาปะทุแรงต่อเนื่อง และบรรดาแกนนำพรรคต้องออกแรงแก้ตัว แก้ต่างเป็นพัลวัน เช่น พยายามเบี่ยงเบนออกไปในแนวที่ว่ามีเจตนาเชิดชูทหารที่รักษาอธิปไตย ไม่ใช่ทหารนายพลที่ทำรัฐประหาร อะไรประมาณนี้
หรือแม้แต่คำว่า “มีเรา ไม่มีเทา” นั้นก็ต้องสะดุดกึก หลังจากเจอ “เคสดำ” กรณีผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคถูกจับกุมในคดีที่เกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติด มีชื่ออยู่ในบัญชีขบวนการฟอกเงิน มีเงินหมุนเวียนกว่าสองหมื่นล้านบาท ทำให้คำพูดดังกล่าวที่หวังนำมาใช้ “ข่ม” พรรคคู่แข่งต้องหยุดลงโดยพลัน เพราะหลังจากนี้คำพูดแบบนี้ “แทบไม่มีน้ำหนัก” อีกแล้ว เพราะยังมีคำเตือนตามมาอีกว่า “ยังมีลักษณะแบบนี้ในพรรคอีก”
แม้ว่าอาจเป็นคำขู่ จากฝ่ายตรงข้าม แต่ลักษณะ “เฉพาะตัว” ที่เผยออกมาให้เห็นต่อเนื่อง จากกรณีทีมงานผู้สมัคร ส.ส.นนทบุรี ของพรรคประชาชนในเรื่องแสดงกิริยาไม่เหมาะสม มันก็ยิ่งตอกย้ำให้เป็นภาพติดตัวมากขึ้นไปอีก
เอาเป็นว่านาทีนี้พรรคประชาชนยังไม่สามารถ “ก้าวข้าม” ไปไหนได้พ้น ยังติดหล่มกับวาทกรรมของตัวเองเดิมๆของตัวเองล้วนๆ เพราะเมื่อต้องเดินตลาดหาเสียงก็มักเจอกับเสียงต่อว่า ต่อขาน ถูกตั้งคำถามจากชาวบ้านไปตลอดทาง
ดังนั้น ไม่ต้องพูดถึงเรื่อง “กระแส” ของพรรคประชาชนว่าจะพุ่งแรงแค่ไหน เพราะแค่รักษาจำนวนที่นั่ง ส.ส.ให้ได้จำนวนเท่าเดิม รวมถึงคะแนน 14 ล้านเสียงเมื่อการเลือกตั้งคราวที่แล้วให้ได้นั้นถือว่า หนักหนาแล้ว และอย่าได้แปลกใจที่ระดับ แกนนำพรรค อย่าง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้าจะมีอาการ “นั่งไม่ติด” จนต้องรีบออกมาปฏิเสธอย่างเด็ดขาดหลังจากมีรายงานว่า หลังการเลือกตั้งพรรคประชาชนจะไม่จับมือกับพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยเพื่อจัดตั้งรัฐบาล
โดยนายธนาธร ระบุว่า “ผมขอชี้แจงว่า ผมไม่ได้กล่าวอย่างที่มีสื่อบางสำนักรายงานครับ การตั้งรัฐบาลเป็นเรื่องของกรรมการบริหารพรรค ผมทำหน้าที่ผู้ช่วยหาเสียง เพื่อสนับสนุนให้พรรคประชาชนชนะการเลือกตั้งมากที่สุด และ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นนายกรัฐมนตรี” ก่อนระบุในช่วงท้ายว่า ขอให้ทุกสำนักข่าวที่ลงไปแสดงความรับผิดชอบโดยด่วน
อย่างไรก็ดี ทำให้ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมือง โพสต์ข้อความตั้งข้อสังเกตทันทีว่า เมื่อส้มผสมกับน้ำเงิน นี่คือช็อตเด็ดที่วัดระหว่าง อุดมการณ์ กับ โลกความเป็นจริง หลังการเลือกตั้งจะได้เห็นผลคะแนน ประชาชนที่เคยได้ยินอุดมการณ์ "ไม่เอาเทา" ของพรรคส้ม หรือที่ "ไหม" เคยบอกว่า "ไม่มีทางโหวตชื่ออนุทินเป็นนายกฯ ครั้งที่สอง"
แต่ล่าสุด ธนาธร มีท่าทีเปลี่ยนไปจากการโพสต์บนเฟสบุ๊ก ของตัวเองว่า "ไม่เคยพูด ว่าจะไม่ร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับน้ำเงิน และแดง" หมายความว่า เราอาจจะได้เห็นพรรคส้มจับมือกับพรรคน้ำเงินเป็นรัฐบาลครั้งหน้าก็ได้
โดยเขาตั้งข้อสังเกตว่า โปรดอย่าได้แปลกใจ เมื่อพรรคส้มต้องเลือก ระหว่างละทิ้งอุดมการณ์ และเริ่มคุ้นชินจนถูกกลืนเข้าไปในโลกของการเมืองเก่า แต่ได้เป็นรัฐบาลบริหารประเทศ กับการยึดมั่นอุดมการณ์ของตัวเอง แต่เป็นฝ่ายค้านครั้งแล้วครั้งเล่า
ธนาธรเริ่มเข้าใจแล้วว่า "เปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับการเมือง เข้าสู่วงจรอำนาจ ง่ายมากกว่าเปลี่ยนการเมืองให้เป็นแบบที่ตัวเองต้องการ"
เท่าที่เช็คข่าวล่าสุด หัวหน้าเท้งแห่งพรรคส้มยังยืนยันว่า "จะไม่มี ส.ส. พรรคประชาชนคนไหน ยกมือโหวตอนุทินเป็นนายกฯ อีกต่อไป"
นั่นหมายความว่า หากพรรคน้ำเงินได้จำนวน ส.ส. เป็นอันดับ 1 เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล พรรคส้มจะไม่ร่วมรัฐบาล และไม่โหวตให้อนุทินเป็นนายกฯ แต่ถ้าพรรคส้มได้ ส.ส. เป็นอันดับ 1 แต่ไม่เกิน 250 ที่นั่งล่ะ? จะยอมให้พรรคน้ำเงินมาร่วมรัฐบาลไหม?
ดังนั้นเมื่อทุกอย่างไม่เป็นใจ ทำให้ล่าสุดจะเห็นท่าทีแปลกๆของ “พรรคส้ม” ที่ถูกมองว่าเริ่มเปลี่ยนไปจากเดิม เพราะประเมินแล้วว่า “กระแสไม่แรงจริง” จนถึงขั้น “แลนด์สไลด์” ไม่อาจตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ ทำให้ถูกมองว่า ต้องยอมเปิดประตูรับพรรคอื่นมาร่วมรัฐบาล แบบว่า “มีเรา มีเทา” ก็ได้แล้วอย่างนั้นหรือ !!

