"บิ๊กโจ๊ก" สู้กลับ ฟ้อง "บิ๊กเต่า" คดีสินบนทองคำ ชี้หลักฐานไม่โปร่งใส เดินหน้าชนทุกทาง เดิมพันอนาคตก่อนศาลปกครองตัดสินชี้ชะตา
การที่พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. เดินทางไปสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยื่นสำนวนคดี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือบิ๊กโจ๊ก อดีต รอง ผบ.ตร. พร้อมพวก รวม 6 คน ติดสินบนคณะกรรมการ ป.ป.ช. ด้วยทองคำแท่งหนัก 246 บาท มูลค่ากว่า 15.9 ล้านบาท เพื่อขอให้ช่วยเหลือคดีเมื่อปี 2567 โดยให้พิจารณาชี้ขาดใน 30 วัน ตามขั้นตอนของกฎหมาย รวมไปถึงการออกมาเปิดคลิปเสียงและภาพถึงขบวนการติดสินบนกรรมการป.ป.ช.ถือว่ามีนัยพอสมควร เพราะส่งผลให้เกิดความเคลื่อนไหวตามมาอีกมากมาย ก่อนที่ศาลปกครองสูงสุดจะมีคำพิพากษาในคดีที่บิ๊กโจ๊กยื่นอุทธรณ์คำสั่งให้ออกจากราชการ
โดยนายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความผู้ได้รับมอบอำนาจจากพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือบิ๊กโจ๊ก อดีต รอง ผบ.ตร. เข้าพบ พ.ต.ท.นพดล ดรศรีจันทร์ รอง ผกก.(สอบสวน) สน.พหลโยธิน เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. และ พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท. พร้อมคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนที่ทำคดีติดสินบนทองคำหนัก 246 บาท คณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อให้ดำเนินคดีตามความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
นายสัญญาภัชระ กล่าวว่า อำนาจการสอบสวนการกล่าวหาบุคคลซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ระดับผู้อำนวยการขึ้นไป และคดีอัตราโทษสูง ควรเป็นอำนาจของ ป.ป.ช. ไม่ใช่หน้าที่พนักงานสอบสวน และคำสั่ง ตร.ดังกล่าวก็เป็นของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และชุดคณะพนักงานสอบสวนทั้งหมดล้วนเป็นคู่กรณีของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ทั้งหมด จะการันตีได้อย่างไรว่าจะได้รับความเป็นธรรม นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องที่มาของพยานหลักฐานและคำให้การที่ซัดทอดมายัง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ซึ่งตั้งข้อสังเกตในหลายเรื่อง เช่น คณะพนักงานสอบสวนเพียงแค่นำคลิปเหตุการณ์มาตั้งข้อหาหรือไม่ ซึ่งถ้าหากเป็นคลิปตามที่ปรากฏในสื่อ จะสังเกตเห็นว่า คลิปดังกล่าวนั้นไม่มีการพูดถึงหรือปรากฏภาพของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ แต่อย่างใด และคลิปดังกล่าวถูกพิสูจน์ตามกฎหมายลักษณะพยานแล้วหรือไม่ว่าเป็นคลิปจริง เพราะกังวลว่าหากมีการตัดภาพและเสียงคลิปดังกล่าว อาจจะทำให้สาระสำคัญที่มีเพียงแค่เสี้ยววินาทีของคลิปหายไปได้ และเหตุใดถึงไม่นำคลิปหลักฐานมาเปิดก่อนหน้าที่จะนำสำนวนส่งให้ ป.ป.ช. จึงมองว่าการที่เปิดคลิปพยานหลักฐานในวันนี้ ถือเป็นการกระทำที่ไม่โปร่งใสและไม่ถูกต้องของคณะพนักงานสอบสวน ดังนั้น พล.ต.อ.สุรเชษฐ์จึงขอปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา
ส่วนความเคลื่อนไหวของป.ป.ช. นั้น ปรากฎว่านายสุรพงษ์ อินทรถาวร รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่า ตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้แถลงข่าวเกี่ยวกับคดีการให้ทองคำแท่งเพื่อช่วยเหลือในทางคดี ซึ่งมีผู้ถูกกล่าวหา 6 ราย และได้ส่งสำนวนไปยังสำนักงาน ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569 ในการประชุมคณะกรรมการป.ป.ช.ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 ได้พิจารณาแล้วเห็นว่าเพื่อประโยชน์ของทางราชการ จึงมีมติให้กรรมการ ป.ป.ช.ที่ถูกกล่าวหา พ้นจากหน้าที่ความรับผิดชอบการกำกับดูแลสำนักไต่สวนการทุจริตภาครัฐ 1 และสำนักตรวจสอบทรัพย์สินภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ 1 ซึ่งรับผิดชอบเกี่ยวกับคดีดังกล่าว และมอบหมายให้ นายภัทรศักดิ์ วรรณแสง กรรมการ ป.ป.ช. เป็นผู้รับผิดชอบกำกับดูแลแทน

