เสียงวิจารณ์กระหึ่ม กกต. ปิดทางประชามติล่วงหน้า นักกฎหมายชี้เสี่ยงขัดรัฐธรรมนูญ เพิ่มภาระประชาชน ด้าน กกต. แจงกฎหมายไม่เปิดช่อง ทำไปอาจเป็นโมฆะ
เวลานี้ทัวร์ลงมาที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. อย่างต่อเนื่อง เพราะหลายฝ่ายออกมาวิพากษ์วิจารณ์และแสดงความไม่พอใจกรณีที่กกต.ไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนใช้สิทธิออกเสียงประชามติรัฐธรรมนูญล่วงหน้าได้เหมือนกับกรณีของการออกเสียงเลือกตั้ง ซึ่งการกระทำเช่นนี้ของกกต.อาจมีความเสี่ยงต่อการกระทำที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ
นายพรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Ponson Liengboonlertchai แสดงความคิดเห็ว่า เรากำลังเริ่มต้นกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่บนมาตรการของรัฐที่เพิ่มภาระเกินสมควรอันเป็นอุปสรรคต่อการแสดงเจตจำนงที่แท้จริงของประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญอย่างทั่วถึงกันหรือไม่ภายหลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ประกาศมาตรการสำหรับการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติ รธน. ของประชาชนซึ่งจะจัดขึ้นพร้อมกันในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เห็นว่ามาตรการของ กกต. ดังกล่าวจะนำมาซึ่งปัญหาในทางปฏิบัติและข้อกฎหมายต่างๆ ตามมา ทั้งหมดสืบเนื่องจากการกำหนดให้การออกเสียงประชามติไม่สามารถทำล่วงหน้าได้ เหมือนกับกรณีการใช้สิทธิเลือกตั้ง
มาตรการของ กกต. ในการอนุญาตให้สามารถใช้สิทธิล่วงหน้าได้เฉพาะกรณีสิทธิเลือกตั้ง สส. กำลังสร้างสภาวะความไม่เสมอภาคในการบังคับใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญให้เกิดขึ้นมาโดยปริยาย กล่าวอีกนัยหนึ่ง อาจเกิดการตั้งคำถามขึ้นถึงการปฏิบัติที่แตกต่างกันระหว่าง “สิทธิเลือกตั้ง” และ “สิทธิในการออกเสียงประชามติ” หรือไม่อย่างไร แม้ว่าต่างก็เป็น “สิทธิขั้นพื้นฐาน” ของพลเมืองตามรัฐธรรมนูญด้วยกันทั้งคู่ โดยกรณีดังกล่าวย่อมส่งผลต่อการบังคับใช้มาตรการการใช้สิทธิของประชาชนที่แตกต่างกันออกไปในทางปฏิบัติอีกด้วย (สำหรับคนที่สามารถและไม่สามารถไปใช้สิทธิในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ได้)
มาตรการที่ทาง กกต. ประกาศใช้สำหรับการใช้สิทธิออกเสียงประชามติ รธน. ของประชาชนโดยไม่อนุญาตให้มีการใช้สิทธิล่วงหน้าได้นั้น น่าจะขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา 26 และ 27 กล่าวคือ มีลักษณะของมาตรการที่เพิ่มภาระหรือจํากัดสิทธิหรือเสรีภาพของประชาชนเกินสมควรแก่เหตุ อีกทั้งอาจไม่สอดคล้องกับการบังคับใช้สิทธิบนมาตรฐานของความเสมอภาคเท่าเทียมกัน
จริงอยู่ว่า หากเราเปิดกฎหมายว่าด้วยการออกเสียงประชามติอ่านดูโดยยึดตัวอักษรอย่างเคร่งครัดย่อมไม่ปรากฏบทบัญญัติให้มีการออกไปใช้สิทธิออกเสียงล่วงหน้าเหมือนกับกฎหมายเลือกตั้ง สส. แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า กกต. จะไม่มีอำนาจจัดให้เกิดขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายได้เลยเสียทีเดียว ทั้งนี้ทาง กกต. เองอาจต้องเข้าไปทำความเข้าใจ “หลักกฎหมายรัฐธรรมนูญ” เสียก่อนว่า นอกจากเรื่องการเลือกตั้งแล้ว กกต. อยู่ในฐานะองค์กรอิสระที่มีหน้าที่และอำนาจหลักตามที่รัฐธรรมนูญมอบหมายให้ในมาตรา 224 นั่นคือ การจัดการ ดูแล รวมถึงควบคุมการจัดทำประชามติให้เป็นไปโดย “สุจริต เที่ยงธรรม เสรี เสมอภาค และชอบด้วยกฎหมาย” ซึ่งกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องอย่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง และกฎหมายว่าด้วยการออกเสียงประชามติต่างก็บัญญัติรับรองหน้าที่และอำนาจนี้ไว้ในมาตรา 22 และมาตรา 9 ตามลำดับอย่างชัดเจน
กฎหมายต่างๆ จึงให้อำนาจแก่ กกต. ในการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการต่างๆ สำหรับการใช้สิทธิของประชาชน ซึ่ง ณ ที่นี้ก็คือ การใช้สิทธิออกเสียงประชามติรัฐธรรมนูญ เพื่อให้การใช้สิทธิของประชาชนเป็นไปตาม “หลักสุจริต เที่ยงธรรม เสรี เสมอภาค และชอบด้วยกฎหมาย” หมายความว่า กกต. มี “หน้าที่และอำนาจทั่วไป” ที่สามารถออกระเบียบต่างๆ กำหนดเกณฑ์และวิธีการให้ประชาชนใช้สิทธิของตนตามมาตรา 6 ในกฎหมายว่าด้วยการออกเสียงประชามติ เพื่อการบังคับใช้กฎหมายให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายกำหนดไว้นั่นคือการทำประชามติอันเป็นการแสดงถึงเจตจำนงของประชาชนโดยสุจริต เที่ยงธรรม เสรี เสมอภาค และชอบด้วยกฎหมายว่าต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ กล่าวให้ชัดเจนยิ่งขึ้น หากทาง กกต. ประสงค์ที่จะกำหนดให้มีการใช้สิทธิออกเสียงประชามติ รธน. ล่วงหน้าเพื่อสอบถามประชาชนให้ทั่วถึงจริงก็ย่อมทำได้โดยอาศัยมาตรา 6 ในฐานะบทบัญญัติว่าด้วยหน้าที่และอำนาจทั่วไปของ กกต.
การเลือกตั้งครั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์นี้อาจถือเป็นการเลือกตั้งครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งสำหรับประเทศไทยเลยก็ว่าได้ เพราะนอกจากประชาชนจะได้ออกไปใช้สิทธิเลือกผู้แทนของตนเองแล้ว ยังได้แสดงเจตจำนงในฐานะเจ้าของอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญว่า ต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่อย่างไร ภายหลังจากที่ระบบการเมืองและกฎหมายของไทยต้องถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนอย่างรัฐธรรมนูญ 2560 ที่เป็นผลมาจากการทำรัฐประหารในปี 57 ซึ่งบั่นทอนระบอบประชาธิปไตยและหลักนิติธรรมมาจนกระทั่งปัจจุบัน
ดังนั้น กกต. เองในฐานะองค์กรหลักในการจัดการการเลือกตั้งและการทำประชามติครั้งประวัติศาสตร์นี้จึงพึงต้องคำนึงและให้ความเคารพต่อสิทธิของประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยอยู่เสมอ การออกมาตรการใดๆ ในการปฏิบัติหน้าที่ของตนเองเพื่อบังคับใช้กฎหมายควรส่งเสริมสนับสนุนการใช้สิทธิหรือเสรีภาพ ต้องระมัดระวังไม่เป็นการไปเพิ่มภาระหรือจํากัดสิทธิหรือเสรีภาพของประชาชนเกินสมควรแก่เหตุอันเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ทั้งนี้เพื่อให้การเลือกตั้งและการทำประชามติครั้งนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึง “ความต้องการของประชาชนที่แท้จริง” ตามครรลองของระบอบประชาธิปไตยว่าเขาต้องการให้ประเทศเดินไปในทางใดนั่นเอง
ด้าน นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กชี้แจงกรณีที่ไม่อาจจัดให้มีการออกเสียงประชามติล่วงหน้าว่า เป็นผลของกฎหมาย หากจัดการออกเสียงประชามติที่กระทำไปโดยกฎหมายไม่ให้อำนาจไว้ ในเรื่องที่เป็นหลักการหรือสาระสำคัญ ผลคือ การกระทำนั้นย่อมไม่ชอบ จะยังผลให้การนั้นเป็นโมฆะนั่นคือเสียเปล่าตั้งแต่ต้น การออกเสียงประชามติกฎหมายให้อำนาจไว้เฉพาะการออกเสียงนอกเขตจังหวัดในวันเดียวกันกับวันออกเสียงประชามติของหน่วยปกติ หมายความว่า ในวันออกเสียงคือวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 69 เราอยู่ตรงไหนของประเทศไทย เราจะออกเสียงที่ตรงไหนก็ได้ ไม่ต้องไปออกเสียง ณ หน่วยที่เรามีรายชื่อตามบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียง อาทิ เรามีชื่อตามบัญชีรายชื่อในกรุงเทพมหานคร แต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ เราอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ เราสามารถลงทะเบียนออกเสียงในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ณ เขตใดเขตหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ก็ได้ ณ ที่เลือกตั้งกลางที่จัดไว้ในแต่ละเขตเลือกตั้ง
นายแสวงระบุต่อว่า การลงทะเบียนลงคะแนนล่วงหน้า ส.ส. และการลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขตเป็นคนละเรื่องเดียวกันกล่าวคือ การเลือกตั้ง ส.ส.กำหนดวันลงคะแนนล่วงหน้าอยู่บนหลักการ “เวลาและสถานที่” หลักเวลา คือลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้งได้นั้น คือการกำหนดให้มีวันลงคะแนนล่วงหน้า หลักสถานที่ คืออยู่ตรงไหนก็ลงคะแนนได้ เหตุที่ต้องลงคะแนนล่วงหน้าได้ เพราะ ส.ส.ต้องส่งบัตรที่ลงคะแนนแล้วมานับที่เขตเลือกตั้งในวันเลือกตั้ง ว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้ผู้สมัครคนใดหรือพรรคการเมืองใดในเขตเขตเลือกตั้งนั้น ต่างจากการออกเสียงประชามติ ที่ไม่ว่าจะ “อยู่ที่ใด” ก็ออกเสียงได้ทุกสถานที่ การออกเสียงเป็นการถามความเห็นว่าจะ “เห็นชอบ” ไม่เห็นชอบ ” หรือ “ไม่แสดงความเห็น” เป็นความเห็นแบบเดียวกันทั้งประเทศ นับคะแนนที่หน่วยออกเสียงได้เลย ไม่ต้องส่งบัตรมานับคะแนนที่เขต เหมือนเลือกตั้ง ส.ส.
“แต่เมื่อเอา 2 เรื่องมาเป็นคนละเรื่องเดียวกัน จึงเป็นภาระของประชาชน เพราะประชามติ ไม่มีหลักเรื่องเวลา มีแต่หลักเรื่องสถานที่เท่านั้น กล่าวคือ ลงทะเบียนเลือก ส.ส.ล่วงหน้าในวันที่ 1 ก.พ.69 ก็ต้องยังไปออกเสียงประชามติในวันที่ 8 ก.พ.69อยู่ดี” นายแสวงระบุ

