What we know about a US strike that captured Venezuela's Maduro and what comes next
By JILL LAWLESS and REBECCA SANTANA , Associated Press
03/01/2026
ด้วยการใช้กำลังทหารเข้าโจมตีแบบสายฟ้าแลบ สหรัฐฯประสบความสำเร็จในการจับกุมประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา พร้อมด้วย ซีเลีย ฟลอเรส (Cilia Flores) ภรรยาของเขา และนำพวกเขาออกนอกประเทศอย่างลับๆ เพื่อมาดำเนินคดีในสหรัฐฯ
เวลานี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ บอกว่า สหรัฐฯ “กำลังจะบริหาร” เวเนซุเอลาไปจนกว่าการเปลี่ยนผ่านอำนาจจะสามารถเกิดขึ้นมาได้ ทว่ามันยังไม่มีความชัดเจนเลยว่า รูปการณ์จะออกมาอย่างไรกันแน่ในภาคสนามที่เป็นจริงในประเทศอเมริกาใต้แห่งนี้
การปฏิบัติการอย่างอุกอาจเมื่อช่วงก่อนรุ่งสางวันเสาร์ (3 ม.ค.) คราวนี้ทำให้เวเนซุเอลาอยู่ในอากรมึนงงตะลึงงัน คณะผู้นำอยู่ในอาการปั่นป่วนสับสน ขณะที่รายละเอียดเกี่ยวกับการบาดเจ็บล้มตายตลอดจนผลกระทบต่อกองทัพของพวกเขายังคงอยู่ระหว่างทยอยปรากฏออกมาให้รับรู้ ยังคงไม่เป็นที่ทราบกันนักว่าการที่สหรัฐฯใช้กำลังโค่นล้มมาดูโรแบบฉับพลันไม่ให้ตั้งตัวเช่นนี้ จะก่อให้เกิดปฏิกิริยาตอบอย่างไรบ้างทั้งจากในเวเนซุเอลาเองและจากทั่วทั้งภูมิภาคละตินอเมริกา
ทั้งนี้ สิ่งที่เราทราบ และสิ่งที่เรายังไม่ทราบ พอจะประมวลได้ดังต่อไปนี้:
สหรัฐฯเพิ่มแรงบีบคั้นขึ้นเรื่อยๆ แล้วฉับพลันก็เปิดฉากเข้าโจมตีช่วงก่อนรุ่งสาง
มีเสียงระเบิดดังสนั่นหลายครั้ง รวมทั้งสามารถมองเห็นอากาศยานที่กำลังบินในระยะต่ำเคลื่อนตัวไปทั่วกรุงการากัส เมืองหลวงของเวเนซุเอลา ในช่วงก่อนรุ่งสางวันเสาร์ (3 ธ.ค.) อย่างน้อยที่สุดก็มีเสียงระเบิดให้ได้ยินกัน 7 ตูมในการโจมตีซึ่งว่ากันว่ากินเวลาไม่ถึง 30 นาที เป้าหมายต่างๆ ที่ถูกเล่นงานดูเหมือนจะรวมถึงโครงสร้างทางการทหารด้วย
นาฮูม เฟร์นันเดซ (Nahum Fernández) ผู้นำของพรรคที่ปกครองเวเนซุเอลาอยู่ในปัจจุบัน แถลงว่า มาดูโร และ ฟลอเรส ถูกจับตัว ณ บ้านพักของพวกเขาภายในค่ายทหารฟอร์ต ติอูนา (Ft. Tiuna) นอกกรุงการากัส
พวกเจ้าหน้าที่เวเนซุเอลาบอกว่ามีคนถูกฆ่าตายไปจำนวนหนึ่ง ทว่าจำนวนผู้บาดเจ็บล้มตายที่แน่นอนนั้นยังไม่เป็นที่ชัดเจน
การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้น หลังจากระยะเวลาหลายเดือนของแรงกดดันจากคณะบริหารทรัมป์ที่มีการยกระดับบานปลายมากขึ้นเรื่อยๆ โดยมีทั้งการชุมพลกำลังนาวีขนาดมหึมาในน่านน้ำรอบๆ อเมริกาใต้ รวมทั้งนับตั้งแต่ต้นเดือนกันยายนปีที่แล้ว สหรัฐฯยังได้ดำเนินการโจมตีเรือที่พวกเขากล่าวหาว่าเป็นของพวกลักลอบค้ายาเสพติดในแถบตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกและทะเลแคริบเบียนหลายลำ สังหารผู้คนในเรือเหล่านี้รวมแล้วหลายสิบราย ช่วงปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมา สำนักงานข่าวกรองกลางสหรัฐฯ (ซีไอเอ) ยังได้ดำเนินการโจมตีด้วยโดรนใส่พื้นที่ท่าเรือซึ่งพวกเขากล่าวหาว่าถูกแก๊งค้ายาใช้งานอยู่
ทรัมป์บอกว่าจะบริหารเวเนซุเอลา แต่จะทำกันยังไงยังไม่ชัดเจน
ทรัมป์พูดระหว่างการแถลงข่าวเมื่อวันเสาร์ (3) ว่า สหรัฐฯจะเข้าบริหารประเทศเวเนซุเอลา และออกกิริยาท่าทางไปยังพวกเจ้าหน้าที่อาวุโสซึ่งเรียงรายอยู่ด้านหลังของเขา ซึ่งในจำนวนนี้มีทั้งรัฐมนตรีต่างประเทศ มาร์โค รูบิโอ, รัฐมนตรีกลาโหม พีต เฮกเซธ, และ แดน เคน ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วม พร้อมกับกล่าวว่าพวกเขาจะเป็นผู้ที่ดำเนินการเรื่องนี้ “ไปช่วงระยะเวลาหนึ่ง”
ทรัมป์อ้างว่า การปรากฏตัวของอเมริกันในเวเนซุเอลานี้ กำลังเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาเรียบร้อยแล้ว ถึงแม้ทั่วทั้งนครหลวงของประเทศนั้นยังไม่ปรากฏพบเห็นสัญญาณใดๆ ของการที่สหรัฐฯเข้าควบคุมรัฐบาลหรือกำลังทหารอะไรเลย
ทรัมป์ยังอ้างว่า รองประธานาธิบดี เดลซิ โรดริเกซ (Delcy Rodríguez) ของเวเนซุเอลา ได้สาบานตัวขึ้นเป็นประธานาธิบดีแล้ว ไม่นานนักก่อนที่เขาจะมาพูดกับพวกผู้สื่อข่าวคราวนี้ รวมทั้งกล่าวอีกว่าเธอได้พูดจาหารือกับรูบิโอแล้วด้วย
“โดยสาระสำคัญแล้ว เธอกำลังจะทำสิ่งที่เราคิดว่ามีความจำเป็นสำหรับการทำให้เวเนซุเอลายิ่งใหญ่ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง มันง่ายมากๆ” ทรัมป์บอก
ทว่าภายหลังการแถลงข่าวของทรัมป์ ในระหว่างที่เธอออกมากล่าวปราศรัยถ่ายทอดทางทีวีเวเนซุเอลา โรดริเกซไม่ได้มีการอ้างอิงใดๆ ถึงการพูดจากับรูบิโอ ตลอดจนการก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดี หรือเรื่องการร่วมมือกับสหรัฐฯ สถานีโทรทัศน์ภาครัฐของเวเนซุเอลาก็ไม่ได้มีการเสนอข่าวพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง และระหว่างการกล่าวปราศรัยของเธอ ข้อความระบุตำแหน่งตรงด้านล่างของจอทีวียังคงระบุว่าเธอเป็นรองประธานาธิบดีเวเนซุเอลา
มิหนำซ้ำ เธอยังเรียกร้องในคำปราศรัยให้สหรัฐฯปล่อยตัวมาดูโรเป็นอิสระ โดยเรียกเขาว่าเป็นผู้นำที่ถูกต้องของประเทศ พร้อมกับกล่าวว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับเวเนซุเอลา “ คือความป่าเถื่อนโหดร้ายที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ”
กระนั้น โรดริเกซ ก็มีการเปิดทางไว้สำหรับสนทนากับสหรัฐฯ ขณะเดียวกับที่หาทางปลอบโยนให้พวกผู้สนับสนุนพรรคผู้ปกครองประเทศให้อยู่ในความสงบ
“ที่นี่ เรามีรัฐบาลซึ่งมีความชัดเจน และดิฉันขอกล่าวย้ำอีกครั้งและอีกครั้ง ... เราปรารถนาที่จะมีความสัมพันธ์แบบเคารพนับถือกัน” เธอกล่าว ขณะเอ่ยถึงคณะบริหารทรัมป์ “มันคือความสัมพันธ์ประเภทเดียวที่เราจะยอมรับภายหลังจาก (เวเนซุเอลา) ถูกโจมตี”
ตามท้องถนนในย่านที่พักอาศัยของกรุงการากัสย่านหนึ่ง ซึ่งถูกมองมานานแล้วว่าเป็นที่มั่นแข็งแกร่งของพรรคผู้ปกครองเวเนซุเอลา สามารถพบเห็นบุคคลติดอาวุธ และพวกสมาชิกของกองกำลังอาวุธท้องถิ่นฝ่ายพลเรือนสวมเครื่องแบบเตร็ดเตร่ไปมา แต่ตามพื้นที่อื่นๆ ของเมืองหลวง ตามถนนยังคงว่างเปล่าหลังจากเหตุโจมตีผ่านไปแล้วหลายชั่วโมง หลายส่วนของเมืองยังคงไม่มีไฟฟ้า แต่ยวดยานต่างๆ สามารถเคลื่อนตัวได้อย่างเสรี
ทรัมป์ยังไม่ได้ให้รายละเอียดใดๆ ว่า การเป็นผู้นำของสหรัฐฯในเวเนซุเอลาจะหมายความว่าอย่างไร หรือกล่าวเจาะจงว่ามันจะหมายถึงการที่สหรัฐฯจะเข้าเกี่ยวข้องทางการทหารเพิ่มขึ้นใช่หรือไม่
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับมาในทันที เมื่อถูกผู้สื่อข่าวสอบถามว่าสหรัฐฯจะบริหารเวเนซุเอลายังไง จะอ้างอำนาจอะไรในการเข้าไปบริหาร หรือว่าจะมีบุคลากรชาวอเมริกันใดๆ –ไม่ว่าจะเป็นพลเรือนหรือทหาร—เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ โดยเฉพาะในการอยู่ประจำทางภาคพื้นดิน ไม่ว่าจะในกรุงการากัส หรือพื้นที่อื่นๆ ของเวเนซุเอลา
(อีกหลายชั่วโมงต่อมาเมื่อย่างเข้าวันอาทิตย์ที่ 4 ม.ค. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานข่าวจากกรุงการากัสว่า คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ในศาลสูงสุดของเวเนซุเอลา ได้ออกคำตัดสินในวันเสาร์ที่ 3 ให้ รองประธานาธิบดีโรดริเกซ เข้ารับตำแหน่งเป็นผู้รักษาการประธานาธิบดีของประเทศ สืบเนื่องจากประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ไม่ได้อยู่ในประเทศเพราะถูกสหรัฐฯจับตัวไป ทั้งนี้เพื่อรับประกันให้การบริหารประเทศ รวมทั้งการป้องกันชาติยังคงดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้นคำตัดสินนี้ยังกล่าวว่า คณะตุลาการรัฐธรรมนูญจะพิจารณาเรื่องนี้เพื่อ “วินิจฉัยกรอบโครงทางกฎหมายที่สามารถนำมาใช้ได้ ในการรับประกันความต่อเนื่องของรัฐ, การบริหารของรัฐบาล, และการปกป้องอธิปไตยของชาติ ในเวลาที่ต้องประสบกับการขาดหายไปจากการถูกบังคับ ของประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐ”
อนาคตของโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันของเวเนซุเอลา
ทรัมป์กล่าวอ้างอิงถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันของเวเนซุเอลาอยู่หลายครั้งระหว่างการแถลงข่าวในวันเสาร์ (3) ครั้งนี้ เขาบ่งชี้ว่าสหรัฐฯจะมีบทบาทอย่างเป็นเรื่องเป็นราวในอุตสาหกรรมน้ำมันของประเทศนี้ โดยกล่าวว่า พวกบริษัทน้ำมันสหรัฐฯจะก้าวเข้าไปและซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานที่พังเสียหาย
นอกจากนั้นทรัมป์ยังพูดอีกว่า สหรัฐฯจะใช้รายรับจากการขายน้ำมันมาเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการบริหารเวเนซุเอลา
“เรากำลังจะเบิกเงินคืนสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่เราใช้จ่ายไป” เขาบอก
สหรัฐฯตั้งข้อหาเล่นงานมาดูโร
ตามเอกสารคำฟ้องที่เผยแพร่ต่อสาธารณชนในวันเสาร์ (3) มาดูโรถูกทางการสหรัฐฯตั้งข้อหากระทำความผิดพร้อมกับภรรยาของเขา, บุตรชายของเขา, และบุคคลอื่นอีก 3 คน เฉพาะตัวมาดูโรเองนั้นเจอ 4 ข้อหา ได้แก่ สมรู้ร่วมคิดกับการก่อการร้ายที่เกี่ยวเนื่องกับยาเสพติด, สมรู้ร่วมคิดกับการนำเข้ายาเสพติดโคเคน, มีอาวุธปืนกลและอุปกรณ์ทำลายร้ายแรงในครอบครอง, และสมรู้ร่วมคิดเพื่อครอบครองอาวุธปืนกลและอุปกรณ์ทำลายร้ายแรง
ทั้งนี้ ทางการสหรัฐฯกล่าวหาว่า พวกองค์กรลักลอบค้ายาเสพติดที่ใช้กำลังรุนแรงและทรงอำนาจอิทธิพล อย่างเช่น กลุ่มผูกขาด ซินาโลอา การ์เตล (Sinaloa Cartel) และ แก็ง เตรน เดด อารากัว (Tren de Aragua gang) มีการทำงานใกล้ชิดกับรัฐบาลเวเนซุเอลา แล้วจากนั้นก็ส่งผลกำไรไปให้พวกเจ้าหน้าที่ระดับสูง ซึ่งจะคอยช่วยเหลือและคุ้มครองพวกเขาเป็นการแลกเปลี่ยน
ในเบื้องต้น มาดูโรและภรรยาของเขาถูกนำตัวลงเรือรบสหรัฐฯลำหนึ่ง จากนั้นก็ถูกจับส่งขึ้นเครื่องบินเดินทางไปยังนิวยอร์กในตอนบ่ายวันเสาร์
เฉพาะหน้านี้ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่าพวกเขาจะออกมาปรากฏตัวต่อศาลนัดแรกเมื่อใด หรือว่าพวกเขาจะถูกส่งตัวไปคุมขังที่ไหน
สหรัฐฯทำอะไรบ้างในการปฏิบัติการอุกอาจครั้งนี้
ตัวทรัมป์เองได้ให้รายละเอียดบางประการของการปฏิบัติการคราวนี้ ระหว่างที่เขาให้สัมภาษณ์กับรายการ “ฟ็อกซ์ แอนด์เฟรนด์ส” (Fox and Friends) ของฟ็อกซ์ทีวี ตอนเช้าวันเสาร์ (3) นอกจากนั้นเขากับ เคน ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วม ยังพูดแบบเจาะลึกมากขึ้นอีกระหว่างการแถลงข่าวในช่วงต่อมาของวันเดียวกัน
ทรัมป์กล่าวว่า มีสมาชิกของทีมสหรัฐฯในการปฏิบัติการคราวนี้สองสามคนที่ได้รับบาดเจ็บ แต่เขาเชื่อว่าไม่มีใครเสียชีวิตเลย
เขาบอกว่า มาดูโร ได้รับการ “ปกป้องคุ้มครองอย่างแน่นหนา” ในทำเนียบประธานาธิบดี จนดูเหมือนกับเป็น “ป้อมค่าย” แห่งหนึ่ง และเขาพยายามเข้าไปยังห้องปลอดภัยในตอนที่ทีมงานสหรัฐฯบุกไปถึง ทว่าไม่สามารถเข้าไปได้ทันและถูกรวบตัวเอาไว้ก่อน
ทรัมป์กล่าวว่า กองกำลังสหรัฐฯมีการฝึกซ้อมการปฏิบัติการก่อนหน้าลงมือจริง โดยซักซ้อมกับอาคารที่ลอกเลียนแบบเป้าหมายซึ่งจะไปปฏิบัติการ นอกจากนั้นสหรัฐฯยังได้ตัดไฟฟ้า “ปิดแสงสว่างแทบทั้งหมดในการากัส” ทว่าเขาไม่ได้ให้รายละเอียดว่าสามารถปฏิบัติการคราวนี้อย่างประสบความสำเร็จกันอย่างไร
ขณะที่ เคน บอกว่าภารกิจนี้ “มีการวางแผนกันอย่างละเอียดถี่ถ้วน” มาเป็นแรมเดือนแล้ว โดยพึ่งพาอาศัยผลงานของประชาคมข่าวกรองสหรัฐฯในการค้นหาตัวมาดูโร และเก็บรายละเอียดต่างๆ ของผู้นำเวเนซุเอลา ทั้งเกี่ยวกับการเดินทาง, การพำนักอาศัย, การรับประทานอาหารของเขา รวมทั้งสิ่งที่เขาสวมใส่
ในการปฏิบัติภารกิจจริงๆ มีการระดมเครื่องบินเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย จำนวนมากกว่า 150 ลำในตลอดทั่วทั้งซีกโลกตะวันตก เคนบอก และเล่าด้วยว่า เฮลิคอปเตอร์หลายลำถูกระดมยิงขณะบินเข้าไปยัง “พื้นที่เป้าหมาย” ซึ่งฝ่ายสหรัฐฯมีการตอบโต้ด้วย “กำลังที่เหนือกว่าอย่างท่วมท้น”
คำถามว่าด้วยความถูกต้องตามกฎหมาย
สหรัฐฯนั้นไม่ได้ยอมรับเขตอำนาจศาลของศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court) ขณะที่กฎหมายของสหรัฐฯเองสามารถที่จะนำมาอ้างอิงรองรับการปฏิบัติการครั้งนี้ได้มากน้อยแค่ไหนหรือไม่ ก็ยังคงไม่มีความชัดเจน
เวลานี้คณะบริหารทรัมป์ยืนกรานว่า มาดูไร ไม่ได้เป็นผู้นำที่ถูกต้องชอบธรรมของเวเนซุเอลา รวมทั้งกล่าวอ้างว่าในทางเป็นจริงแล้ว เขาได้เปลี่ยนเวเนซุเอลาให้กลายเป็นกิจการอาชญากรรมที่คอยให้บริการแก่พวกค้ายาเสพติดและกลุ่มผู้ก่อการร้าย
ไมค์ ลี (Mike Lee) วุฒิสมาชิกสหรัฐฯจากรัฐยูทาห์ สังกัดพรรครีพับลิกัน โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ว่า การปฏิบัติการครั้งนี้ “ดูน่าจะอยู่ในข่ายของการที่ประธานาธิบดีใช้อำนาจซึ่งมีอยู่ตามมาตรา 2 แห่งรัฐธรรมนูญ ในการปกป้องคุ้มครองบุคลากรสหรัฐฯจากการถูกโจมตีจริงๆ หรือกำลังจะถูกโจมตีอยู่รอมร่อ”
ทว่า ชาวพรรคเดโมแครตบางคนมีความคิดเห็นในเชิงวิพากษ์วิจารณามากกว่านั้น
ส.ว.ทิม เคน (Tim Kaine) ชาวเดโมแครตจากรัฐเวอร์จิเนีย ระบุในคำแถลงว่า “การที่ประธานาธิบดีทรัมป์ใช้อำนาจทางทหารโดยไม่ได้รับอนุมัติกับเวเนซุเอลาเพื่อเข้าจับกุมมาดูโร –ไม่ว่าบุคคลผู้นี้จะมีความเลวร้ายขนาดไหนก็ตามที – คือการหวนกลับคืนอย่างน่าสะอิดสะเอียนไปสู่วันเวลาที่สหรัฐฯประกาศอ้างสิทธิในการเข้าครอบงำกิจการทางการเมืองภายในของทุกๆ ชาติในซีกโลกตะวันตก”
แผนการของทรัมป์ปฏิบัติต่อ มาชาโด ผู้นำฝ่ายค้านเวเนซุเอลาอย่างไร?
มาริอา คอรินา มาชาโด (María Corina Machado) ผู้นำฝ่ายค้านของเวเนซุเอลา และเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพคนล่าสุด มีความตั้งใจที่จะลงแข่งขันกับมาดูโร เพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในการเลือกตั้งปี 2024 ทว่ารัฐบาลได้หาทางขัดขวางทำให้เธอถูกห้ามไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้ง เธอยังต้องหลบซ่อนตัวจนไม่มีใครพบเห็นในที่สาธารณะมาเป็นเวลาเกือบ 1 ปี
ทรัมป์ กล่าวในวันเสาร์ (3) ว่า เขายังไม่ได้มีการติดต่อกับ มาชาโด และบอกว่า มันจะเป็นเรื่อง “ลำบากมาก” สำหรับเธอ ที่จะเป็นผู้นำของเวเนซุเอลา
“เธอไม่ได้รับความสนับสนุนจากภายในประเทศหรือได้รับความเคารพนับถือจากภายในประเทศ เธอเป็นผู้หญิงที่น่ารักมาก แต่เธอไม่ได้รับความเคารพนับถือ” ทรัมป์ บอก
(เก็บความจากรายงานเรื่อง What we know about a US strike that captured Venezuela's Maduro and what comes next
ของสำนักข่าวเอพี และเพิ่มเติมด้วยข้อมูลจากรายงานข่าวเรื่อง Venezuela's Supreme Court orders Delcy Rodriguez become interim president ของสำนักข่าวรอยเตอร์)

