คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติมีกำหนดประชุมกันในวันจันทร์(5ม.ค.) หลังสหรัฐฯโจมตีเวเนซุเอลาและโค่นอำนาจประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ที่ปกครองประเทศแห่งนี้มาอย่างยาวนาน ความเคลื่อนไหวที่ อันโตนิโอ ดูเตอร์เรส เลขาธิการใหญ่ของสหประชาชาติ มองว่าเป็นการวางบรรทัดฐานที่อันตราย
บรรดาผู้แทนทูตเปิดเผยว่า โคลอมเบีย ภายใต้แรงสนับสนุนจากรัสเซียและจีน ร้องขอไปยัง 15 ชาติสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หลังจากก่อนหน้านี้ทางคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเคยประชุมกันมาแล้ว 2 รอบ ในเดือนตุลาคมและธันวาคม เกี่ยวกับสถานการณ์ที่ลุกลามบานปลายระหว่างสหรัฐฯกับเวเนซุเอลา
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ระบุในวันเสาร์(ม.ค.) ว่าอเมริกาจะบริหารเวเนซุเอลา "ไปจนกว่าจะถึงช่วงเวลาที่เราสามารถเปลี่ยนผ่านอย่างปลอดภัย เหมาะสมและรอบคอบ" อย่างไรก็ตามไม่เป็นที่ชัดเจนว่า ทรัมป์ มีแผนกำกับดูแลเวเนซุเอลาอย่างไร
ซามูเอล มอสซาดา เอกอัครราชทูตเวเนซุเอลาประจำสหประชาชาติ บอกกับคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติในวันเสาร์(3ม.ค.) "นี่คือสงครามล่าอาณานิคมที่มีเป้าหมายทำลายรูปแบบสาธารณรัฐของรัฐบาลของเรา การเลือกอย่างเสรีโดยประชาชนของเรา และกำหนดรัฐบาลหุ่นเชิดที่เปิดทางปล้นทรัพยากรธรรมชาติของเรา ในนั้นรวมถึงแหล่งสำรองน้ำมันใหญ่ที่สุดของโลก"
เขากล่าวต่อว่าสหรัฐฯละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติ ซึ่งเน้นย้ำว่า "สมาชิกทั้งหมดควรอดทนอดกลั้นในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จากการข่มขู่หรือใช้กำลังกับบูรณภาพแห่งดินแดนหรือความเป็นอิสระทางการเมืองของรัฐสมาชิกหนึ่งใด"
ด้าน สเตฟาน ดูจาร์ริค โฆษกของเลขาธิการใหญ่แห่งสหประชาชาติ ชี้ว่าปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯเข้าองค์ประกอบของการเป็นแบบอย่างที่อันตราย "เลขาธิการยังคงเน้นย้ำถึงความสำคัญของการให้ความเคารพอย่างเต็มที่ต่อกฎหมายระหว่างประเทศ ในนั้นรวมถึงกฎบัตรสหประชาชาติ เขากังวลอย่างยิ่งว่ากฎระเบียบตามกฎหมายระหว่างประเทศไม่ได้รับความเคารพ"
รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เล็งเป้ามานานหลายเดือน เล่นงานบรรดาเรือลักลอบขนยาเสพติดนอกชายฝั่งเวเนซุเอลาและชายฝั่งแปซิฟิกของละตินอเมริกา ที่ผ่านมา วอชิงตัน ยกระดับประจำการทหารในภูมิภาคและแถลงปิดล้อมเรือทุกลำที่อยู่ภายใต้การคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และเมื่อเดือนที่แล้ว ได้ทำการสกัดเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำที่กำลังลำเลียงน้ำมันดิบของเวเนซุเอลา
ในเดือนตุลาคม สหรัฐฯอ้างความชอบธรรมในปฏิบัติการของตนเอง ว่าเข้าองค์ประกอบของมาตรการ 51 ในกฎบัตรสหประชาชาติ ซึ่งกำหนดให้ต้องแจ้งสภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติอย่างทันทีทันใด ถ้ามีรัฐหนึ่งใดดำเนินการป้องกันตนเองจากการโจมตีติดอาวุธ
"นี่ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง มันคือความชอบธรรม" ไมค์ วอล์ทซ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯโพสต์ข้อความลงบนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ในวันเสาร์(3ม.ค.) "มาดูโร เป็นเผด็จการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายที่ถูกดำเนินคดี และเป็นผู้นำองค์กรก่อการร้ายยาเสพติดอย่างเปิดเผย ที่ต้องรับผิดชอบต่อเหตุเข่นฆ่าพลเมืองอเมริกา"
(ที่มา:รอยเตอร์)

