ไทยเดินหน้าเคลียร์พื้นที่ชายแดนหลังหยุดยิง เร่งเก็บกู้ระเบิดสร้างความปลอดภัยทางบก คุมเข้มทางทะเล พร้อมขีดเส้นชัดห้ามชาวกัมพูชากลับเข้าพื้นที่ควบคุม ย้ำจุดยืนรักษาอธิปไตย
ภายหลังไทยและกัมพูชาบรรลุข้อตกลงหยุดยิงอย่างเป็นทางการ ฝ่ายความมั่นคงของไทยได้เดินหน้าดำเนินมาตรการดูแลความปลอดภัยทั้งทางบกและทางทะเลอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการฟื้นฟูพื้นที่ได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะ ขณะที่ประชาคมระหว่างประเทศต่างส่งเสียงชื่นชมต่อการที่ทั้งสองฝ่ายยุติการใช้กำลังและหันหน้าเข้าสู่กระบวนการเจรจา สะท้อนความหวังต่อสันติภาพที่ยั่งยืนในภูมิภาค ก่อนที่สถานการณ์จะค่อย ๆ คลี่คลายเข้าสู่ขั้นตอนการจัดการความมั่นคงและความปลอดภัยในรายละเอียดต่อไป พร้อมกับยืนยันชาวกัมพูชาไม่สามารถเข้าในพื้นที่ที่ทหารไทยควบคุมในตอนนี้ได้แม้ว่าจะเคยอยู่มาก่อนก็ตาม
ในส่วนของการดูแลความมั่นคงทางทะเล ศูนย์รักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลภาค 1 ได้มอบหมายให้ศูนย์รักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลจังหวัดตราด ปฏิบัติการตามมติสภาความมั่นคงแห่งชาติ ในการกำกับดูแลน่านน้ำอ่าวไทยฝั่งตะวันออก โดยเน้นเป็นพิเศษต่อการขนส่งสินค้าพลังงานและยุทธภัณฑ์ไปยังประเทศกัมพูชา ส่งผลให้ ศรชล.จ.ตราด เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตราเรือและการขนส่งสินค้าที่ผ่านเข้ามาในพื้นที่อ่าวไทย
การปฏิบัติการดังกล่าวเป็นการบูรณาการร่วมกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ หมวดเรือลาดตระเวนชายแดน สถานีตำรวจน้ำแหลมงอบ สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาตราด ด่านศุลกากรจังหวัดตราด และสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ตราด โดยระหว่างวันที่ 24–28 ธันวาคม 2568 เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบกลุ่มเรือลากจูงและเรือพ่วงสินค้าที่ออกเดินทางจากท่าเรือแหลมฉบัง และจอดทอดสมอบริเวณเกาะช้างใต้ จังหวัดตราด
จากการตรวจสอบพบเรือทั้งหมด 28 ลำ แยกเป็นเรือลากจูง 5 ลำ และเรือพ่วงสินค้า 23 ลำ ซึ่งล้วนเป็นเรือที่รับสินค้ามาจากกรุงเทพมหานคร และจอดพักในพื้นที่เพื่อความปลอดภัย ต่อมาในช่วงวันที่ 27–28 ธันวาคม ศรชล.จ.ตราด ยังได้ตรวจสอบเพิ่มเติมเรืออีก 5 ลำที่เดินทางมาจากอำเภอศรีราชา โดยลูกเรือรับทราบสถานการณ์การสู้รบบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา จึงตัดสินใจจอดเรือทิ้งสมอใกล้เกาะกูด เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง
เรือกลุ่มดังกล่าวเริ่มจอดพักบริเวณอ่าวบางเบ้า ตำบลเกาะช้างใต้ ตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคมที่ผ่านมา และยังไม่มีแผนเดินทางเข้าประเทศกัมพูชาในช่วงนี้ โดยจะรอให้สถานการณ์สงบหรือเดินเรือกลับ ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้ชี้แจงสถานการณ์ความขัดแย้ง แนวชายแดน และพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้ลูกเรือเพิ่มความระมัดระวัง ไม่ให้หลงเข้าไปในเขตอันตราย
ขณะเดียวกัน ในพื้นที่ชายแดนทางบก ชุดหน่วยปฏิบัติการพิเศษ EOD ตำรวจภูธรจังหวัดสุรินทร์ ร่วมกับตำรวจ สภ.พนมดงรัก และฝ่ายปกครองอำเภอพนมดงรัก ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบหลุมระเบิดในตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก โดยเริ่มจากหมู่บ้านในพื้นที่สีแดงใกล้ปราสาทตาควาย เพื่อสำรวจและเก็บหลักฐานหลุมระเบิดปืนใหญ่และจรวดบีเอ็ม-21 ที่ยิงจากฝั่งกัมพูชาเข้ามาตกในเขตพลเรือนใกล้ชุมชน
ร.ต.อ.วัชรินทร์ จันทน์หอม หัวหน้าชุด EOD เปิดเผยว่า การตรวจสอบครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความปลอดภัยสูงสุดก่อนให้ประชาชนอพยพกลับเข้าบ้าน โดยจะเริ่มจากพื้นที่ชุมชนก่อน แล้วจึงขยายไปยังพื้นที่การเกษตรของชาวบ้าน เบื้องต้นตรวจสอบหลุมระเบิดประมาณ 15 หลุม พบว่าเป็นระเบิดปืนใหญ่ที่ทำงานแล้วทั้งหมด หากพบวัตถุที่ยังไม่ทำงานจะมีการกั้นพื้นที่ไว้ก่อน เพื่อป้องกันอันตรายและหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิด โดยหมู่บ้านที่อยู่ในพื้นที่สีแดงใกล้แนวชายแดนหลายแห่ง ขณะนี้ยังไม่อนุญาตให้ชาวบ้านกลับเข้าพื้นที่ จนกว่าการเก็บกู้และเคลียร์พื้นที่จะแล้วเสร็จ และได้รับการยืนยันว่าปลอดภัยอย่างสมบูรณ์
ด้านการต่างประเทศ นางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ประชาคมระหว่างประเทศจำนวนมากได้แสดงความยินดีต่อการที่ไทยและกัมพูชาสามารถบรรลุข้อตกลงหยุดยิง หลังการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) โดยแม้บางประเทศ เช่น ออสเตรเลีย จะเน้นย้ำประเด็นการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นพิเศษ แต่โดยรวมต่างต้องการเห็นสันติภาพที่ยั่งยืนจากการเจรจาครั้งนี้
รองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ย้ำว่า กระบวนการหยุดยิงเป็นไปตามหลักการที่ไทยยืนยันมาโดยตลอด คือการหยุดยิงต้องเกิดจากความเข้าใจและมาตรการร่วมกันของฝ่ายทหารทั้งสองประเทศ ไม่ใช่การประกาศฝ่ายเดียว พร้อมระบุว่าในแถลงการณ์ร่วมยังคงเน้นประเด็นสำคัญ เช่น การเก็บกู้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล โดยกระทรวงการต่างประเทศจะรวบรวมหลักฐานเพื่อนำเสนอผ่านกลไกของอนุสัญญาออตตาวาในฐานะรัฐภาคีที่มีความรับผิดชอบ
นอกจากนี้ ในวันที่ 28 ธันวาคม 2568 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มีกำหนดเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน ตามคำเชิญของนายหวัง อี้ เพื่อร่วมการหารือไตรภาคีจีน–ไทย–กัมพูชา ว่าด้วยการหยุดยิงและพัฒนาการของสถานการณ์ล่าสุด ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญที่ไทยจะชี้แจงจุดยืนและทิศทางการดำเนินการในระยะต่อไป พร้อมทั้งขับเคลื่อนความร่วมมือทวิภาคีกับจีนในปี 2569 ต่อไป
ขณะที่ พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก ยืนยันว่า แม้ว่าในข้อตกลงหยุดยิงจะอนุญาตให้ประชาชนทั้งสองฝ่าย สามารถเดินทางกลับบ้านเรือนได้ แต่กรณีประชาชนฝ่ายกัมพูชาที่เคยอาศัยในพื้นที่บ้านหนองจาน ต้องการเดินทางกลับเข้ามาในพื้นที่ที่ไทยควบคุม ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากแถลงการณ์ได้ระบุอย่างชัดเจนว่า การเดินทางกลับเข้าที่พักอาศัยของประชาชนทั้งสองฝ่าย จะต้องอยู่ในพื้นที่ปัจจุบันของแต่ละประเทศ ดังนั้น ในพื้นที่ที่ฝ่ายไทยได้ควบคุมไว้แล้ว ก็ถือว่าเป็นเขตแดนของไทย ชาวกัมพูชาจึงไม่สามารถเดินทางกลับเข้ามายังพื้นที่ดังกล่าวได้อีก

