xs
xsm
sm
md
lg

“วีระ” ฟ้อง “มาร์ค-ป้อม-กษิต-ประศาสน์” ตอกย้ำความจริง “สมรภูมิบ้านหนองจาน”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:


วีระ สมความคิด ขณะเดินทางไปศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง
หลังจากเตรียมการมาหลายเพลา ในที่สุด นายวีระ สมความคิด นักเคลื่อนไหวทางการเมืองและสังคม ได้ถือฤกษ์ยามในช่วงบ่ายของวันที่ 24 ธันวาคม 2568 เดินทางไปศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร ยื่นฟ้องผู้มีอำนาจที่ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ทำให้นายวีระและพวกถูกกัมพูชาจับยัดคุกเขมร

แม้นายวีระจะบอกว่ายังไม่อยากเปิดเผยรายชื่อผู้ที่ตนเองยื่นฟ้อง แต่ในสำนวนบุคคลที่ถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีที่นายวีระ ยื่นต่อศาลฯ ประกอบด้วย **นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, นายกษิต ภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนายประศาสน์ ประศาสน์วินิจฉัย อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงพนมเปญ

ส่วนข้อหาที่ยื่นฟ้องบุคคลทั้งสี่เป็นจำเลยในคดีนั้นคือ การละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในการปกป้องสิทธิและอธิปไตยของประชาชนชาวไทย เป็นเหตุทำให้นายวีระ และ น.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ และพวก ถูกทหารกัมพูชาใช้อาวุธสงคราม เข้ามาจับตัวในเขตอธิปไตยของไทย บริเวณบ้านหนองจาน ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว และถูกจองจำในเรือนจำเปรัยซอว์ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เป็นเวลาหลายปี โดยนายวีระ ถูกศาลเขมรตัดสินจำคุกถึง 8 ปี แต่ติดคุกจริง 3 ปี 6 เดือน 3 วัน ส่วน น.ส.ราตรี ถูกตัดสินจำคุก 6 ปี และติดคุกจริง 2 ปี 1 เดือน

ศาลฯ รับคำฟ้องไว้พิจารณาในชั้นตรวจคำฟ้อง โดยมีกำหนดนัดฟังคำสั่งว่าจะรับเป็นคดีหรือไม่ในวันที่ 27 มกราคม 2569 เวลา 09.00 น.

วีระ สมความคิด ขณะถูกจองจำในกัมพูชา
“15 ปีเต็ม ผมมาช่วยชาวบ้านหนองจาน จนถูกจับไปติดคุกเขมร 3 ปี 6 เดือน ผมอยู่บนแผ่นดินไทย แต่ประเทศไทย ไม่ทำอะไรทหารเขมร ปล่อยให้ทหารเขมร เอาอาวุธปืนสงคราม มาจับพวกผมได้อย่างไร ในแผ่นดินไทย” นายวีระ สมความคิด นักเคลื่อนไหวการเมือง ระบายความอัดอั้นตันใจในวันที่เดินทางมาที่บ้านหนองจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่เป็นจุดสิ้นสุดของการเจรจาให้ชาวกัมพูชาออกจากพื้นที่ โดยกองกำลังบูรพาติดตั้งป้ายประกาศ “เส้นตายบ้านหนองจาน” แต่ฝ่ายกัมพูชาไม่ยอม และมีการประกาศให้ชาวบ้านรวมตัวต่อต้านฝ่ายไทย ทำให้ชายแดนบ้านหนองจานตึงเครียด เกิดเหตุกระทบกระทั่งกันระหว่างไทย-กัมพูชา

ย้อนรอยเรื่องราวที่มาที่ไปในคดีดังกล่าว นายวีระพร้อมด้วย คนไทยอีก 6 คน รวมทั้ง นายพนิช วิกิตเศรษฐ อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ ถูกทหารกัมพูชาจับกุม ขณะลงพื้นที่บ้านหนองจาน เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2553 เพื่อพิสูจน์ที่นาของ นายทิติพัฒน์ เสมาทอง ชาวบ้านหนองจานที่มาร้องเรียนว่าถูกกัมพูชาฮุบที่ดิน ทั้งที่มีเอกสาร ส.ค.1 และ น.ส.3 อยู่ก่อน แต่เมื่อคณะของนายวีระ ไปถึงบริเวณก่อนหลักเขตที่ 46 ก็ถูกทหารกัมพูชาจับกุมและนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำเปรัยซอว์ กรุงพนมเปญ ต่อมาศาลกัมพูชา พิพากษาจำคุกนายวีระ และนางสาวราตรี เพราะไม่ยอมรับว่าไปบุกรุกดินดินแดนกัมพูชา ขณะที่คนอื่น ๆ ศาลให้ปล่อยตัว เพราะยอมรับว่าเข้าไปในดินแดนกัมพูชา

ในการยื่นฟ้องคดีครั้งนี้ของนายวีระ ถูกมองเป็นเกมการเมืองหรือไม่ เพราะมายื่นฟ้องในช่วงที่กำลังมีการหาเสียงสู้ศึกเลือกตั้งกันอย่างเข้มข้น ซึ่งนายวีระ ไขปมนี้ว่ามันเป็นเรื่องของอายุความ พร้อมกับถามกลับว่าแล้วจะให้ตนเองยื่นฟ้องตอนไหน นักการเมืองมาลงเลือกตั้งครั้งนี้มาเป็นจำเลยในคดีเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ ถ้าคุณไม่ลงเลือกตั้ง คุณก็ไม่สามารถมาโยงเรื่องการเมืองได้

แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ความจริงที่สำคัญยิ่งกว่าคือ ความชัดเจนที่ว่าบ้านหนองจาน ซึ่งกำลังมีการสู้รบกันอย่างหนักระหว่างไทยและกัมพูชานั้นเป็นพื้นที่ประเทศไทย ถ้าไม่ใช่แผ่นดินไทย ทหารไทยจะรบหนักถึงนาทีนี้ทำไม นั่นคือชัดเจนที่สุดแล้วว่าบ้านหนองจานเป็นของคนไทย แต่ที่ผ่านมาเราปล่อยให้เขาอยู่จนถึงทุกวันนี้ นี่คือความจริงที่นายวีระ ย้ำแล้วย้ำอีก

ทว่า อดีตนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, นายกษิต ภิรมย์ (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ขณะนั้น), พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ขณะนั้น) และ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา (ผู้บัญชาการทหารบก ขณะนั้น) ทั้งสี่คนออกมาพูดผ่านสื่อว่า บริเวณที่ดินที่นายวีระ สมความคิด ถูกจับนั้นอยู่ในเขตแดน “ของกัมพูชา”


นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
อดีตนายกฯ นายอภิสิทธิ์ ขณะนั้น ยังบอกด้วยว่า บริเวณที่นายวีระและคนไทยรวม 7 คนถูกจับกุม เป็นพื้นที่ของกัมพูชา โดยอิงจากพิกัดและการตรวจสอบเบื้องต้นจากหน่วยงานความมั่นคง พร้อมกับแสดงท่าทีจะพยายามหารือกับนายกรัฐมนตรี ฮุน เซน ของกัมพูชา เพื่อหาทางช่วยเหลือคนไทยที่ถูกจับกุม และย้ำว่าปัญหาพรมแดนควรแก้ไขด้วยการทูตมากกว่าการใช้กำลังทหาร

ส่วน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ขณะนั้น ก็พูดจาในทำนองเดียวกันว่า จุดที่นายวีระ ถูกจับกุมนั้นเป็นพื้นที่ของกัมพูชา ทางกัมพูชาได้เข้ามาอยู่อาศัยนานแล้วตั้งแต่ปี 2520 กลุ่มของนายวีระ ล้ำเข้าไปอยู่ในที่ของเขา

เป็นการยืนยันมุมมองของรัฐบาลในขณะนั้นว่านายวีระ ข้ามแดนเข้าไปในกัมพูชาจริง ซึ่งคำให้สัมภาษณ์ของพล.อ.ประวิตร เป็นประเด็นสำคัญที่นายวีระ นำมาอ้างถึงบ่อยครั้ง และบอกว่าเขาถูกทอดทิ้งจากผู้มีอำนาจฝ่ายไทย จนทำให้เขาถูกศาลกัมพูชา ตัดสินจำคุกในข้อหาจารกรรมข้อมูลและเข้าเมืองผิดกฎหมาย

หลังจากนายวีระ ได้รับพระราชทานอภัยโทษและถูกปล่อยตัวเมื่อปี 2557 (ในยุค คสช.) พล.อ.ประวิตร เคยระบุว่านายวีระ ออกจากคุกได้เพราะการประสานงานของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อีกด้วย

“บ้านหนองจาน” ตั้งอยู่ที่ ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว รอยต่อแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ระหว่างหลักเขตแดนที่ 46 และ 47 โดย พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เล่าถึงปูมหลังของบ้านหนองจานว่าเมื่อครั้งเกิดสงครามการสู้รบภายในกัมพูชาในปี 2520 รัฐบาลไทยขณะนั้นได้ให้ราษฎรกัมพูชาอพยพลี้ภัยเข้ามาอยู่ในเขตประเทศไทยเป็นการชั่วคราวตามหลักมนุษยธรรม แต่เมื่อเหตุการณ์สงบ ราษฎรกัมพูชาประมาณ 200 หลังคาเรือน ยังคงพักอาศัยอยู่ต่อในพื้นที่ และต่อมาฝ่ายกัมพูชายังละเมิดข้อตกลงในพื้นที่อ้างสิทธิ ทางกองกำลังบูรพา ได้ประท้วงและร้องเรียนในเวทีต่าง ๆ ทั้งระดับหน่วยทหารในพื้นที่ และผ่านกระทรวงการต่างประเทศ ตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน กระทั่งถึงวันที่ต้องปะทะเดือดในเวลานี้

กล่าวสำหรับความพิเศษของพื้นที่บ้านหนองจานนั้น นอกจากเป็นค่ายผู้ลี้ภัยกัมพูชาแล้ว ยังเป็นที่ตั้งของกองกำลังเขมรเสรีที่ซ่องสุมกำลัง เพื่อตอบโต้รัฐบาล เฮง สัมริน รัฐบาลหุ่นเชิดของเวียดนามในเวลานั้นอีกด้วย บ้านหนองจาน ได้รับการสนับสนุนจากชาติตะวันตก จึงมีฐานะเป็น “หมู่บ้านกันชน” และทำหน้าที่แลนด์บริดจ์ในการสนับสนุนด้านอาหาร ยาและเวชภัณฑ์ เครื่องอุปโภคบริโภคให้กับชาวกัมพูชาในเวลานั้น แถมยังเคยเป็นจุดพักอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากจีนและสหรัฐฯ ให้กับกลุ่มเขมรเสรีอีกด้วย

ต้องบอกว่าความจริงกรณีบ้านหนองจานนั้นถูกปกปิดบิดเบือนมานมนาน นับตั้งแต่นายวีระ ถูกกัมพูชาจับยัดคุกเขมร กระทั่งฝีมาแตกเอาตอนที่เกิดการสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 ซึ่งขณะนั้นมี “บิ๊กใหญ่-พลโท อมฤต บุญสุยา” เป็นแม่ทัพภาคที่ 1

ศึกชายแดนรอบนั้น นายวีระ ตั้งคำถามอย่างดุเดือดว่าทำไมกองทัพภาคที่ 1 ถึงไม่บุกยึดคืนพื้นที่บ้านหนองจานจากกัมพูชาให้ได้ตามแผนที่ 1 ต่อ 50,000 เหมือนที่กองทัพภาคที่ 2 ที่พยายามบุกยึดคืนในหลายพื้นที่ตลอดแนว ทั้งยังมีรายงานด้วยว่า ช่วงนั้นมีการเจรจากันระหว่างผู้นำทั้งสองฝ่ายว่าไม่ต้องรบกัน ฝ่ายไทยของกัมพูชาถอยออกไป ซึ่งฝ่ายกัมพูชาก็ถอยพอเป็นพิธี แต่ไม่ถอยให้สุดแนวตามหลักเขตที่ 45-46-47 ที่อยู่ลึกเข้าไป

เมื่อกระแสสังคมตั้งคำถามต่อกองทัพภาคที่ 1 อย่างหนักหน่วง ทั้งฝ่ายปกครอง ฝ่ายความมั่นคง และกองทัพภาคที่ 1 จึงลงพื้นที่ปฏิบัติการพิสูจน์ทราบนำมาซึ่งการวางรั้วหีบเพลงของทหาร และการเข้าพื้นที่สำรวจแนวเขตที่ดินทำกินของชาวบ้านหนองจาน เป็นการยืนยันสิทธิบนผืนแผ่นดินไทย ทำให้ทางฝ่ายกัมพูชาไม่พอใจเข้ารื้อรั้วหีบเพลงและเกิดการกระทบกระทั่งกันหลายยก ก่อนจะนำมาซึ่งการเปิดปฏิบัติการ ยกสอง ครั้งนี้กองทัพภาคที่ 1 ยืนหยัดปกป้องพื้นที่บ้านหนองจาน รวมทั้งพื้นที่อื่นในการดูแลของทัพภาค 1 อย่างสุดกำลัง

นายกษิต ภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

นายประศาสน์ ประศาสน์วินิจฉัย อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงพนมเปญ
ถ้อยแถลงของกองทัพภาคที่ 1 ซึ่งรายงานสถานการณ์ในพื้นที่แนวรบชายแดน จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2568 ถึงความคืบหน้าปฏิบัติการทางทหารทั้ง 3 แนวรบ ท่ามกลางสภาพภูมิประเทศที่เป็นอุปสรรคเนื่องจากเป็นที่โล่งแจ้ง ขาดภูมิประเทศที่เป็นฐานที่มั่นหรือที่กำบังแข็งแรง ทำให้ไทยตกเป็นเป้าโจมตีได้ง่าย และยุทธวิธีของฝ่ายตรงข้ามที่ใช้พื้นที่พลเรือนเป็นเกราะกำบัง

อย่างไรก็ตาม กองทัพภาคที่ 1 ได้ปรับยุทธวิธีและสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ดังนี้ 1.พื้นที่บ้านคลองแผง อ.ตาพระยา : กองกำลังฝ่ายไทยสามารถเข้ายึดและควบคุมพื้นที่ได้สำเร็จ พร้อมทั้งดำเนินการสถาปนาที่มั่นและใช้อาวุธยิงสนับสนุนเพื่อตรึงพื้นที่ แม้ฝ่ายกัมพูชายังคงทำการต้านทานด้วยการยิงตอบโต้ โดยเฉพาะการใช้เครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง (BM-21) เข้าใส่พื้นที่อย่างต่อเนื่อง

2.พื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง : สถานการณ์คล้ายคลึงกับพื้นที่แรก ฝ่ายไทยสามารถยึดและควบคุมพื้นที่ได้แล้ว พร้อมสถาปนาที่มั่นและใช้อาวุธยิงสนับสนุนเพื่อรักษาพื้นที่ ท่ามกลางการยิงต่อต้านจากฝ่ายกัมพูชาที่ยังคงใช้ BM-21 โจมตีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

3.พื้นที่บ้านหนองจาน อ.โคกสูง : เป็นจุดที่มีการปะทะรุนแรงที่สุด เนื่องจากฝ่ายกัมพูชาได้เสริมความแข็งแรงของฐานที่มั่น และระดมยิงใส่ฝ่ายไทยด้วยอาวุธหนักนานาชนิด ทั้งปืนใหญ่ เครื่องยิงลูกระเบิด และ BM-21 ในการนี้ กองทัพภาคที่ 1 ได้ดำเนินยุทธวิธีด้วยความรอบคอบ รัดกุม โดยใช้อาวุธยิงตอบโต้เพื่อกดดันและเตรียมเข้าช่วงชิงพื้นที่เพื่อควบคุมสถานการณ์อย่างเบ็ดเสร็จต่อไป

นอกจากพื้นที่ 3 แนวรบดังกล่าวข้างต้นแล้ว กองทัพภาคที่ 1 ยังปฏิบัติการต่อที่หมายทางทหารของฝ่ายกัมพูชา ในพื้นที่ฝั่งปอยเปตอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจน คือ การโจมตีที่มั่นทางทหาร คลังเก็บอาวุธกระสุน ที่ตั้งผลซุ่มยิง ที่ตั้งอาวุธวิถีโค้ง ตลอดจนระบบติดตั้งหรือสื่อสารต่าง ๆ ที่มุ่งเป้าโจมตีมายังฝ่ายเรา และให้สิ้นสภาพต่อการเป็นภัยคุกคาม โดยคำนึงถึงการตอบโต้ตามสัดส่วน เพื่อป้องกันผลกระทบต่อพลเรือนที่ไม่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ
สมรภูมิที่บ้านหนองจานที่สู้รบดุเดือดในเวลานี้ นำมาซึ่งความสูญเสียต่อกำลังพล โดยเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2568 ทางกัมพูชายิงปืนค.ใส่จุดตรวจ 40 บ้านหนองจาน ทำให้มีทหารเสียชีวิต 1 นาย คือ พลทหารธนพัฒน์ นันทะวงศ์ และบาดเจ็บอีก 4 นาย

หากรัฐบาลไทยไม่ปล่อยปละละเลยให้กัมพูชาอยู่อาศัยและรุกล้ำพื้นที่บ้านหนองจาน นายวีระ และน.ส.ราตรี คงไม่ถูกจับยัดคุกเขมร และคงไม่สูญเสียพลทหารลูกหลานชาวบ้านโดยไม่มีวันหวนกลับ