ภาพความเสียหายจากอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ของไทยที่วนเวียนซ้ำซากเกือบทุกปี เป็นเหมือน “แผลเรื้อรัง” ที่สะท้อนปัญหาใหญ่ของการจัดการเมือง เมื่อฝนตกหนักแบบสภาพอากาศสุดขั้วจากภาวะอากาศโลกแปรปรวน
การแก้ปัญหาด้วยการสร้างเขื่อนกั้นตลิ่งหรือขยายท่อระบายน้ำ หรือที่เรียกว่า "โครงสร้างพื้นฐานสีเทา" (Grey Infrastructure) เพียงอย่างเดียว ดูเหมือนจะไม่ใช่คำตอบสุดท้ายอีกต่อไป ทั่วโลกกำลังหันมามองแนวคิดการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ และหนึ่งในโมเดลที่ถูกพูดถึงมากที่สุดและถูกนำไปปฏิบัติจริงในสเกลใหญ่ คือ "เมืองฟองน้ำ" (Sponge City)
บทความนี้จะพาไปถอดรหัสว่า จีนเปลี่ยนเมืองคอนกรีตให้กลายเป็นฟองน้ำซับน้ำฝนได้อย่างไร โดยเฉพาะกรณีศึกษาที่น่าสนใจอย่าง "เมืองอู่ฮั่น" และความจริงที่ว่าระบบนี้กันน้ำท่วมได้สมบูรณ์แบบหรือไม่
เมืองฟองน้ำ: เปลี่ยนเมืองจากการ "ต้านน้ำ" เป็น "อมน้ำ"
ในอดีต การสร้างเมืองมักใช้แนวคิด "ระบายออกให้เร็วที่สุด" ผ่านท่อคอนกรีต แต่เมื่อปริมาณฝนในยุคปัจจุบันรุนแรงเกินกว่าที่ท่อจะรับไหว น้ำจึงเอ่อล้นท่วมเมืองอย่างรวดเร็ว
ในปี 2556 ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้เสนอแนวคิด เมืองฟองน้ำ (Sponge City) อย่างเป็นทางการ และบรรจุเป็นนโยบายระดับชาติ โดยมีเป้าหมายท้าทายว่า ภายในปี 2573 พื้นที่เมืองร้อยละ 80 ของจีน จะต้องสามารถดูดซับและนำน้ำฝนกลับมาใช้ประโยชน์ได้ถึงร้อยละ 70
หลักการพื้นฐานนั้นเรียบง่ายแต่ทรงพลัง: "เมืองควรทำหน้าที่เสมือนฟองน้ำ" ที่มีความยืดหยุ่น ยามฝนตก เมืองจะดูดซับน้ำ กรองน้ำ และเก็บกักน้ำไว้ และยามแล้ง ก็จะ "คาย" น้ำที่เก็บไว้ออกมาใช้ประโยชน์
หัวใจสำคัญ: คาถา 6 คำ
การสร้างเมืองฟองน้ำไม่ใช่แค่การปลูกต้นไม้เพิ่ม แต่เป็นการวางระบบวิศวกรรมผสมผสานกับแนวทางที่ใช้ธรรมชาติเป็นพื้นฐาน (Nature-based Solutions) โดยยึดหลักการทำงาน 6 ขั้นตอน หรือที่เรียกกันว่า "คาถา 6 คำ" ได้แก่:
1. ซึม (Seep / Infiltration): เปลี่ยนพื้นคอนกรีตทึบน้ำ ให้เป็นวัสดุรูพรุนหรือพื้นผิวที่น้ำซึมผ่านได้ (Permeable Pavement) เพื่อให้น้ำฝนซึมลงสู่ดินได้ทันที ลดปริมาณน้ำที่จะไหลบ่าไปท่วมบนผิวจราจร
2. ชะลอ (Stagnate / Retention): ออกแบบพื้นที่ให้รับน้ำแล้วไหลช้าลง เช่น การทำร่องระบายน้ำชีวภาพ (Bioswales) หรือสวนรับน้ำฝน (Rain Garden) เพื่อหน่วงเวลาไม่ให้น้ำไหลไปรวมกันที่ท่อระบายน้ำหลักพร้อมกันจนล้น
3. เก็บ (Store): เมื่อซึมและชะลอแล้ว ต้องมีที่เก็บ เช่น บ่อพักน้ำใต้ดิน แก้มลิงธรรมชาติ หรือพื้นที่ชุ่มน้ำ (Wetland) เพื่อสำรองน้ำไว้
4. กรอง (Clean / Purification): ใช้ชั้นดินและพืชพรรณในการกรองมลพิษจากน้ำฝนที่ชะล้างสิ่งสกปรกบนถนน ก่อนที่จะปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ เป็นการบำบัดน้ำเสียเบื้องต้น
5. ใช้ (Use): น้ำที่เก็บกักไว้สามารถนำกลับมาใช้รดน้ำต้นไม้ในสวนสาธารณะ ล้างถนน หรือใช้ในระบบดับเพลิง ช่วยลดการใช้น้ำประปา
6. ระบาย (Drain): นี่คือขั้นตอนสุดท้าย หากน้ำมีปริมาณมากเกินขีดความสามารถในการดูดซับ จึงค่อยระบายออกสู่ระบบระบายน้ำหลักหรือแม่น้ำ
เปลี่ยนทฤษฎีสู่การปฏิบัติ: จีนทำอย่างไรให้เป็นจริง?
จีนไม่ได้แค่พูด แต่ทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อปรับปรุงเมืองเก่าและสร้างเมืองใหม่ตามแนวคิดนี้ ด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น
- การสร้างถนนและทางเท้าที่หายใจได้: จีนรื้อถอนทางเท้าแบบเก่าที่ปูด้วยกระเบื้องทึบ เปลี่ยนเป็น อิฐบล็อกรูพรุน หรือคอนกรีตชนิดพิเศษที่ยอมให้น้ำไหลผ่านลงสู่ชั้นดินด้านล่างได้ ซึ่งช่วยลดปัญหาน้ำท่วมขังรอการระบายได้เป็นอย่างดี
- การสร้างหลังคาสีเขียว (Green Roofs): อาคารสูงในเมืองใหญ่ถูกบังคับและส่งเสริมให้ปลูกต้นไม้บนดาดฟ้า เพื่อช่วยดูดซับน้ำฝนบางส่วนก่อนที่จะไหลลงสู่ท่อระบายน้ำ
- การสร้างสวนสาธารณะแบบแอ่ง (Sunken Park): สวนหย่อมในเมืองถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่ต่ำกว่าระดับถนน เมื่อฝนตกหนัก สวนเหล่านี้จะกลายเป็นบ่อรับน้ำชั่วคราว ยอมให้พื้นที่สีเขียวเปียก ดีกว่าปล่อยให้น้ำเข้าท่วมบ้านเรือนหรือย่านเศรษฐกิจ
เจาะลึกกรณีศึกษา: การพลิกโฉม "เมืองอู่ฮั่น" (Wuhan)
เมืองอู่ฮั่นถือเป็น "สนามทดสอบสำคัญ" และเป็นกรณีศึกษาที่ชัดเจนที่สุดของการใช้ระบบเมืองฟองน้ำแก้ปัญหา
ในอดีต อู่ฮั่นได้รับฉายาว่า "เมืองแห่งทะเลสาบ 100 แห่ง" แต่จากการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็วและการถมที่ดินเพื่อสร้างตึก ทำให้พื้นที่ทะเลสาบหายไป ระบบระบายน้ำตามธรรมชาติถูกทำลาย ส่งผลให้อู่ฮั่นเผชิญปัญหาน้ำท่วมขังรุนแรงซ้ำซากทุกปีเมื่อเข้าสู่ฤดูมรสุม
อู่ฮั่นได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 16 เมืองนำร่องโครงการเมืองฟองน้ำชุดแรกตั้งแต่ปี 2558 โดยทางการจีนทุ่มงบประมาณนับหมื่นล้านหยวนเพื่อปฏิรูปเมืองใหม่ เช่น
1. เปลี่ยนโครงการฟื้นฟูสวนหนานกานฉู ซึ่งจากเดิมที่เป็นเพียงคูระบายน้ำเสียที่ส่งกลิ่นเหม็นและระบายน้ำไม่ทัน เป็น "ระเบียงนิเวศ" (Ecological Corridor) โดยใช้พืชพรรณธรรมชาติบำบัดน้ำเสีย สร้างพื้นที่ชุ่มน้ำเพื่อกักเก็บน้ำฝน และปรับภูมิทัศน์ให้เป็นสวนสาธารณะ ผลลัพธ์คือสวนแห่งนี้สามารถรองรับน้ำฝนจากพื้นที่รอบข้างได้มหาศาล และกลายเป็นปอดแห่งใหม่ของชุมชน
2. ปรับปรุงพื้นที่ย่อยในชุมชน เช่น การเปลี่ยนลานคอนกรีตในโรงเรียนและย่านที่พักอาศัยเก่าหลายร้อยแห่งให้เป็นพื้นผิวที่น้ำซึมผ่านได้ และสร้างสวนฝนขนาดเล็กกระจายตัวอยู่ทั่วไปเพื่อดักจับน้ำฝนตั้งแต่ต้นทาง
3. ขุดลอกและเชื่อมต่อทะเลสาบที่เหลืออยู่เข้าด้วยกัน เพื่อให้น้ำสามารถไหลถ่ายเทได้สะดวกขึ้นเมื่อเกิดฝนตกหนัก แทนที่จะท่วมขังอยู่ในจุดเดียว
แม้ผลลัพธ์ที่ได้จะยังไม่สมบูรณ์แบบร้อยละ 100 แต่หลังจากดำเนินโครงการ จุดเสี่ยงน้ำท่วมขังในอู่ฮั่นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ พื้นที่ที่เคยท่วมขังนานหลายวันสามารถระบายแห้งได้เร็วขึ้น และคุณภาพน้ำในคูคลองก็ดีขึ้นจากการใช้ระบบกรองธรรมชาติ
ความจริงที่ต้องรู้: บทเรียนจากเจิ้งโจว (Zhengzhou)
แม้เมืองฟองน้ำจะดูเหมือนทางออกที่ยอดเยี่ยม แต่ยัง "ไม่ใช่ยาวิเศษ" ที่ป้องกันน้ำท่วมได้ทุกกรณี
บทพิสูจน์สำคัญคือเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่เมือง เจิ้งโจว มณฑลเหอหนาน เมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2564 แม้เจิ้งโจวจะเป็นหนึ่งในเมืองนำร่องเมืองฟองน้ำที่ลงทุนไปมหาศาล แต่เมื่อเจอกับฝนที่ตกหนักที่สุดในรอบพันปี (ปริมาณฝนกว่า 600 มิลลิเมตรใน 24 ชั่วโมง หรือเกือบเท่าปริมาณฝนทั้งปีรวมกัน) ระบบฟองน้ำก็ถึงขีดจำกัดและอุ้มน้ำไม่ไหว ทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่
จึงจะเห็นได้ว่าเมืองฟองน้ำมีประสิทธิภาพสูงมากในการจัดการกับน้ำท่วมฉับพลันทั่วไปในเขตเมือง ช่วยลดความเสียหาย และยืดเวลาการท่วมให้ช้าลงเพื่อให้ประชาชนเตรียมตัว แต่เมื่อเผชิญกับ "ภัยพิบัติระดับรุนแรง" โครงสร้างพื้นฐานทางวิศวกรรมขนาดใหญ่ (เช่น อุโมงค์ยักษ์ เขื่อน) และระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ ยังคงจำเป็นต้องทำงานควบคู่กันไป ไม่สามารถพึ่งพาแค่ฟองน้ำเพียงอย่างเดียวได้
บทสรุป
วิกฤตน้ำท่วมภาคใต้ปีนี้ ย้ำเตือนเราว่าการต่อสู้กับธรรมชาติด้วยคอนกรีตเพียงอย่างเดียวเป็นวิธีที่ล้าสมัยและไม่ยั่งยืน โมเดล เมืองฟองน้ำ ของจีน แม้จะไม่ใช่ทางแก้ที่สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับภัยพิบัติระดับล้างผลาญ แต่เป็น "พื้นฐานใหม่" ของการออกแบบเมืองที่ทั่วโลกยอมรับว่าจำเป็นต้องมี
การเปลี่ยนเมืองให้เป็นฟองน้ำ คือการเปลี่ยนกรอบความคิด (Mindset) จากการมองน้ำเป็น "ศัตรูที่ต้องกำจัด" ให้กลายเป็น "ทรัพยากรที่ต้องบริหารจัดการ" การศึกษาและทำความเข้าใจโมเดลของจีน ทั้งในแง่ความสำเร็จของอู่ฮั่นและข้อจำกัดที่เจิ้งโจว จะช่วยให้เรามองเห็นภาพกว้างของการจัดการน้ำในอนาคตได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ว่าทิศทางใดคือทางรอดที่แท้จริงสำหรับการรับมือกับสภาพอากาศที่แปรปรวนในอนาคต
โดย นายวิธวินห์ โตเกียรติรุ่งเรือง

