อ่านฉบับเต็ม มติศาล รธน. 6 ต่อ 3 ฟัน "อุ๊งอิ๊ง" ผิดจริยธรรมร้ายแรง ทำหลุดเก้าอี้นายกฯ ปมคลิปเสียง "ฮุน เซน" ชี้ ไม่ใช่เทคนิคการเจรจา ทำเพื่อประโยชน์อังเคิล และคะแนนนิยมของตนเอง ทำให้ชาติเสื่อมเสียเกียรติภูมิ
เมื่อวันที่ (29 ส.ค.68) ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 วินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของน.ส.แพทองธาร ชินวัตรสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง(4) จากกรณีคลิปเสียงสนทนาสมเด็จฮุน เซน โดยศาลให้เหตุผลว่า ศาลพิจารณากรณีมีข้อที่ต้องพิจารณาก่อนว่าศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยคดีนี้ได้หรือไม่ เนื่องจากผู้ถูกร้องกล่าวอ้างว่า การกระทำของผู้ถูกร้องเป็นการทุจริตต่อหน้าที่หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา56 ,50 ,52,161 ,164 ( 1) และ( 4) ประมวลกฎหมายอาญาเกี่ยวกับความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร และความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายนอกราชอาณาจักร และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ข้อ6ข้อ7และข้อ8 ประกอบข้อ27วรรค 1 และข้อ 11 ,12 ,13, 15, 16 ,17 ,19 และข้อ21 ประกอบข้อ27 วรรคสอง
และประมวลจริยธรรมของข้าราชการ การเมือง พ.ศ.2564 ข้อ4(1)และ(5) ข้อ5(1)(2)(3)(4)(5)(6)และ(7) ข้อ6(1)(2)(4)และ(5) ข้อ7(1)(2)(3)(4)และ(5) ข้อ8(1)(2)ข้อ9(1)และ(4) และข้อ10(1)(2)(3)และ(9) ผู้ถูกร้องไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
ผู้ถูกร้องโต้แย้งว่าการกำหนดนโยบายระหว่างประเทศเป็นกิจการของฝ่ายบริหารโดยแท้ และต้องได้รับการตรวจสอบทางการเมืองเท่านั้น แม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะไม่เคยมีคำวินิจฉัย ที่ชัดเจนในเรื่องนี้
แต่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญเคยมีรายงาน การศึกษา เรื่องการกระทำทาง รัฐบาลกรณีศึกษาเปรียบเทียบระหว่างประเทศไทย สาธารณรัฐฝรั่งเศส สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน สหรัฐอเมริกาและอังกฤษ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางที่ศาลในต่างประเทศจำกัดอำนาจของตนเองไม่ให้เข้าไป วินิจฉัยการใช้ดุลพินิจ ทางการเมืองและปล่อยให้กลไกทางการเมืองทำหน้าที่ตรวจสอบกันเอง โดยเฉพาะในระบบรัฐสภา ที่มีกลไกการตรวจสอบทางการเมืองอยู่แล้ว
พิจารณาแล้วเห็นว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา 210 วรรคหนึ่ง ( 3) บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่และอำนาจต่างๆตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา82 บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจ วินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว เมื่อมีเหตุตามมาตรา 170 วรรคหนึ่ง(4 ) ขาดคุณสมบัติหรือมีคุณสมบัติต้องห้าม ตามมาตรา 160 (5) กระทำการอันเป็นการต้องห้าม ตามมาตรา 186 หรือมาตรา 187 เมื่อคดีนี้ผู้ร้อง ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การกระทำของผู้ถูกร้องที่สนทนากับสมเด็จฮุนเซน ด้วยถ้อยคำตามที่ปรากฏในคลิปเสียง ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้อง สิ้นสุดลงเฉพาะตัว
ด้วยเหตุขาดสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม รัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4 )ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และ( 5 ) มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
กรณีจึงเป็นการขอให้ตรวจสอบว่าการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องขาด คุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งไม่ได้เป็นการขอให้ตรวจสอบการใช้ดุลพินิจ กำหนดนโยบายระหว่างประเทศ อันเป็นการกระทำของรัฐบาล ซึ่งจะไม่ถูกตรวจสอบการใช้อำนาจโดยองค์กรศาลและตกอยู่ในความควบคุมทางการเมืองโดยองค์กรและกระบวนการทางการเมือง นอกจากนี้ ศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่และอำนาจจำกัดเฉพาะการพิจารณาวินิจฉัยคดีรัฐธรรมนูญ ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรรมนูญเท่านั้น ไม่มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยข้อกล่าวอ้างผู้ร้อง ว่าที่ผู้ถูกร้อง กระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา อันเป็นคดีอาญาแต่อย่างใด ดังนั้น คดีนี้ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยได้เฉพาะในจุดที่ว่าผู้ถูกร้องมีเหตุตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160(4)(5) อันเป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรค 3 ประกอบมาตรา72 หรือไม่เท่านั้น
ข้อที่ต้องพิจารณาประการต่อไป มีว่าศาลรัฐธรรมนูญรับฟังเสียงคลิปเสียงตามคำร้องเป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้หรือไม่ เนื่องจากผู้ถูกร้องโต้แย้งว่าคลิปเสียงดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานที่ได้มาโดย ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเป็นการบันทึกเสียงเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยปราศจากความยินยอมของคู่สนทนา อีกทั้ง ยังเป็นบทสนทนาในภาษาต่างประเทศ ซึ่งยังไม่มีการแปลหรือรับรองความถูกต้อง นั้น พิจารณาเห็นว่าพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วนวิธีพิจารณา ของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา27วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า การพิจารณาคดีให้ใช้ระบบไต่สวนโดยให้ศาลมีอำนาจค้นหาความจริง ไม่ว่าจะเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ และในการวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานได้ทุกประเภท เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติห้ามรับฟังไว้โดยเฉพาะ ไม่ว่าการไต่สวนพยานหลักฐานนั้นมีข้อผิดพลาด คลาดเคลื่อนขั้นตอนไปจากวิธีการ หรือกรอบเวลา ที่กฎหมายกำหนดไว้ ถ้าศาลได้ให้โอกาสแก่คู่กรณีนำสืบพยานหลักฐานหักล้างแล้ว ก็ให้ศาลรับฟังได้ ทั้งนี้เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในคดีนั้น บัญญัติดังกล่าวมีเจตนา มุ่งหมายให้ศาลรัฐธรรมนูญสามารถรับฟังพยานหลักฐานได้อย่างกว้างขวาง เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง ตรงความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในคดีรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีผลกระทบต่อประโยชน์ของมหาชน และเป็นบทบัญญัติที่สอดคล้องกับหลักวิธี พิจารณาในระบบไต่สวนที่ต้องการให้ศาลมีบทบาทในการค้นหาความจริง เพื่อให้สามารถอำนวยความยุติธรรมได้อย่างแท้จริง
ซึ่งคดีนี้นอกจากจะมี คลิปเสียงสนทนา ระหว่างผู้ถูกร้องกับ สมเด็จฮุนเซนแล้ว ยังมีคลิปภาพและเสียงที่ผู้ถูกร้องแถลงข่าวชี้แจงต่อสื่อมวลชน ปรากฏถ้อยคำของ ผู้ถูกร้องด้วยว่า "เป็นคลิปจริงที่คุยกันเมื่ออาทิตย์ ที่แล้ว เมื่อผู้นำ 2 ท่านคุยกันส่วนตัว แต่มีการอัดคลิปและปล่อยออกมาแบบนี้ แน่นอนว่าดิฉันไม่ได้ปล่อย ก็ตามนั้นค่ะ" ประกอบกับในการไต่สวนพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ถูกร้องก็ได้รับว่าได้กล่าวถ้อยคำตาม ที่ปรากฏในคลิปจริง แม้ผู้ถูกร้องจะโต้แย้งว่า เป็นพยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย แต่ไม่มีกฎหมายบัญญัติห้ามรับฟังไว้โดยเฉพาะ และผู้ถูกร้องไม่ได้ปฏิเสธว่าเป็นการพูดโดยถูกจูงใจ มีคำมั่นสัญญา ขู่เข็ญหลอกลวง หรือโดย มิชอบประการอื่นใด อีกทั้งคลิปเสียงดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานสำคัญ ซึ่งจะพิสูจน์ได้ว่าผู้ถูกร้องกระทำ การตามที่ถูกร้องหรือไม่ การรับฟังคลิปเสียงนี้เป็นพยานหลักฐาน จึงเป็นไปเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องตามตามความจริงที่เกิดขึ้นในคดีอันจะเป็นประโยชน์ต่ออำนวยความยุติธรรม มากกว่า ผลเสียอันเกิดจากการกระทบต่อมาตรฐานระบบศาลยุติธรรม ทางรัฐธรรมนูญ หรือสิทธิเสรีภาพพื้นฐานของะชาชน อีกทั้งศาลรัฐธรรมนูญได้ให้โอกาสผู้ถูกร้องในการนำสืบพยานหลักฐานหักล้างแล้ว และผู้ถูกร้องไม่ได้โต้แย้งข้อความในคลิปสนทนาว่าส่วนใดไม่ถูกต้อง จึงรับฟังได้ว่าผู้ถูกร้องได้กล่าวถ้อยคำข้อความตามที่ปรากฏในคลิปตามที่ถูกร้องจริง
นอกจากนี้ บทสนทนาที่เป็นประเด็นตามข้อกล่าวอ้างผู้ร้องในคดีนี้ คือถ้อยคำของผู้ถูกร้องที่กล่าวเป็นภาษาไทย จึงไม่ใช่กรณีตามข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีรัฐธรรมนูญพ.ศ 2561 ข้อ 19 วรรคหนึ่ง ซึ่งใช้กับพยานหลักฐาน พยานเอกสารอื่นของคู่กรณีที่ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ เป็นภาษาต่างประเทศ ที่คู่กรณีต้องจัดทำคำแปลทั้งฉบับหรือเฉพาะแต่ส่วนที่เป็นสาระสำคัญ พร้อมทั้งรับรองคำแปลว่าถูกต้องยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด ดังนั้น ศาลรัฐธรรมนูญจึงรับฟังคลิปเสียงนี้เป็นพยานหลักฐานได้
ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง(4) ประกอบมาตรา160(4)(5)หรือไม่นั้น เห็นว่ารัฐธรรมนูญมาตรา 160 และมาตรา 170 เป็นบทบัญญัติในหมวด 8 คณะรัฐมนตรี มาตรา 160 บัญญัติว่ารัฐมนตรี (4) ต้องมีความซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์ (5) การฝ่าฝืนไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง และมาตรา170วรรคหนึ่ง ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวเมื่อ (4) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 160 บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญดังกล่าวมีเจตนารมณ์ ว่าที่จะกำหนดบทบัญญัติจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีไว้ในรัฐธรรมนูญ ไว้อย่างชัดเจน เนื่องจากรัฐมนตรีเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจของรัฐทางการเมือง ซึ่งมีผลกระทบอย่างกว้างขวางทั้งในด้านเศรษฐกิจสังคมและชีวิตของปัจเจกชน ผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีจึงต้องได้รับความไว้วางใจ อย่างสูงจากประชาชนและในฐานะที่เป็นบุคคลสาธารณะ จึงต้องถูกตรวจสอบทั้งในเรื่องส่วนตัว และความประพฤติทุกแง่มุมตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งด้วย รัฐธรรมนูญยังปรากฏ เจตนารมณ์ตามคำปรารภว่า มีวางกลไกป้องกันตรวจสอบ และขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบ ที่เข้มงวด เด็ดขาด เพื่อมิให้ผู้บริหารที่ปราศจากคุณธรรม จริยธรรมและธรรมาภิบาลเข้ามามีอำนาจในการปกครองบ้านเมืองหรือใช้อำนาจตามอำเภอใจ จึงบัญญัติ
คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการดำรงตำแหน่งเพิ่มเติมในลักษณะที่มีความเข้มงวดมากกว่า รัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ โดยบุคคลที่จะได้สิทธิ์ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญมาตรา98ซึ่งต้องสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่าโดยเพิ่มเติมกำหนดทั้งในส่วนต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และต้องไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160(4)(5) รวมทั้งต้องไม่เป็นผู้ต้องคำพิพากษาให้จำคุกแม้คดีนั้นยังไม่ถึงที่สุดหรือมีการรอการลงโทษเว้นแต่ในความผิดกระทำโดยประมาทหรือลหุโทษหรือความผิดฐานหมิ่นประมาท และต้องไม่เป็นผู้เคยพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุกระทำการอันเป็นการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา186 หรือมาตรา 187 มาแล้วยังไม่ถึง 2 ปีนับถึงวันแต่งตั้งตามรัฐธรรมนูญมาตรา160(7) ( 8)ด้วย ทำปรารภและบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญดังกล่าวชี้ให้เห็นเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ต้องการให้บุคคลซึ่งจะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต้องเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติสูงกว่าบุคคลที่จะมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และเพื่อเป็นการวางมาตรฐานหรือยกระดับคุณสมบัติของรัฐมนตรีให้สูงขึ้น เนื่องจากรัฐมนตรีเป็นส่วนประกอบของคณะรัฐมนตรีมีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินทั้งนี้ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 158 วรรคหนึ่ง
ด้วยเหตุที่จริยธรรมเป็นข้อประพฤติปฏิบัติ หลักเกณฑ์หรือมาตรฐานความประพฤติในสิ่งที่ถูกต้องดีงามชอบธรรมและเป็นที่ยอมรับในสังคมและเป็นเรื่องของสิ่งที่ควรทำหรือไม่ควรทำซึ่งเป็นสำนึกความรับผิดชอบของบุคคลแต่ละคนที่อยู่ในบทบาทฐานะหรือตำแหน่งต่างๆจะยึดถือปฏิบัติรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (4)และ( 5)จึงกำหนดกรอบจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไว้ว่า ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และต้องไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
ซึ่งคำว่ามีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (4) นั้นคำว่าซื่อสัตย์ หมายความว่าประพฤติตรงและจริงใจไม่คิดคดทรยศ ไม่คดโกง และไม่หลอกลวง ส่วนคำว่าสุจริตหมายความว่าความประพฤติชอบโดยความซื่อสัตย์ สุจริต Honestly เป็นคุณธรรมสำคัญขั้นพื้นฐานของบุคคลทั่วไป และเป็นส่วนหนึ่งของการยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม Integrity ด้วยเหตุนี้รัฐมนตรีจึงต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตทั้งต่อตนเองและต่อผู้อื่นทั้งต้องแสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชนด้วยว่าตนปฏิบัติเช่นนั้นอย่างเคร่งครัดครบถ้วนเพื่อให้เกิดความชอบธรรมในการดำรงตำแหน่งอันจะนำมาซึ่งความไว้วางใจของประชาชนโดยมาตรา 160 (4) นี้เป็นความซื่อสัตย์สุจริตในภาพรวมทั่วไปของบุคคลที่ปรากฏต่อสังคม ส่วนกรณีที่ต้องไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (5)นั้น เป็นกรณีเฉพาะเจาะจงกำหนดไว้ในมาตราฐานจริยธรรมซึ่งรัฐธรรมนูญมาตรา มาตรา 219 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่าให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระร่วมกันกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมขึ้นโดยใช้บังคับแก่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระรวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระและเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
ทั้งนี้ มาตรฐานจริยธรรมดังกล่าวต้องครอบคลุมถึงการรักษาเกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติและต้องระบุให้ชัดเจนด้วยว่าการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมใดมีลักษณะร้ายแรงวรรคสอง บัญญัติว่าในการจัดทำมาตรฐานทางจริยธรรมตามวรรคหนึ่งให้รับฟังความคิดเห็นของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภาและคณะรัฐมนตรีประกอบด้วยและเมื่อประกาศให้บังคับแล้วให้ใช้บังคับแก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาและคณะรัฐมนตรีด้วยแต่ไม่ห้าม สภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาและคณะรัฐมนตรีที่จะกำหนดจริยธรรมเพิ่มเติมให้เหมาะสมกับการปฏิบัติหน้าที่ของตนแต่ต้องไม่ขัดหรือแย้งกับมาตรฐานทางจริยธรรมตามวรรคหนึ่งและให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระรวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระพ.ศ 2561 ข้อ 3 วรรคสอง กำหนดว่ามาตรฐานทางจริยธรรมนี้ให้ใช้แก่คณะรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา 219 วรรคสอง ด้วยโดยหมวด 1 มาตรฐานทางจริยธรรมเป็นอุดมการณ์ ข้อ 6 กำหนดว่าต้องพิทักษ์รักษาไว้ ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์เอกราชอธิปไตยบูรพาตแห่งอาณาเขตและเขตที่ประเทศไทยมี 10 อธิปไตยเกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติความมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบร้อยของประชาชน
ข้อ 7 กำหนดว่าต้องถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน
ข้อ 8 กำหนดว่าต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตไม่แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบเพื่อตนเองหรือผู้อื่นหรือมีพฤติการณ์ที่รู้เห็นหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตนแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ
สำหรับหมวด 2 มาตรฐานทางจริยธรรมอันเป็นค่านิยมหลักข้อ 11 กำหนดว่า ไม่กระทำการอันเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวมทั้งนี้ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม
ข้อ 12 กำหนดว่ายึดมั่นหลักนิติธรรมและประพฤติตนอยู่ในกรอบศีลธรรมอันดีของประชาชน
ข้อ 13 กำหนดว่าปฏิบัติหน้าที่ด้วยความยุติธรรมเป็นอิสระเป็นกลางและปราศจากอคติโดยไม่หวั่นไหวต่ออิทธิพลกระแสสังคมหรือแรงกดดันอันไม่ชอบด้วยกฎหมายโดยคำนึงถึงสิทธิและเสรีภาพของประชาชนทั้งนี้ตามความเหมาะสมแห่งสถานภาพ
ข้อ 15 กำหนดว่าให้ข้อมูลข่าวสารตามข้อเท็จจริงแก่ประชาชนหรือสื่อมวลชนอันอยู่ในความรับผิดชอบของตนถูกต้องครบถ้วนและไม่บิดเบือนข้อ 16 กำหนดว่าไม่ให้คำปรึกษาแก่บุคคลภายนอกหรือแสดงความคิดเห็นหรือข้อมูลต่อสื่อสาธารณะหรือสาธารณชนในเรื่องที่อยู่ระหว่างการพิจารณาอันอาจก่อให้เกิดความเสียหายหรือเสียความเป็นธรรมแก่การปฏิบัติหน้าที่เว้นแต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายขององค์กร
ข้อ 17 กำหนดว่าไม่กระทำการใดที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง
ข้อ 19 กำหนดว่าไม่คบหาสมาคมกับคู่กรณี ผู้ประพฤติผิดกฎหมายผู้มีอิทธิพลหรือผู้มีความประพฤติหรือผู้มีชื่อเสียงในทางเสื่อมเสียอันอาจกระทบกระเทือนต่อความเชื่อถือศรัทธาของประชาชนในการปฏิบัติหน้าที่
หมวด 3 จริยธรรมทั่วไป
ข้อ 21 กำหนดว่าปฏิบัติหน้าที่ราชการอย่างเต็มกำลังความสามารถและยึดมั่นในความถูกต้อง ชอบธรรมโปร่งใสและตรวจสอบได้และปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบแบบแผนของทางราชการโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม
หมวด 4 การฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม ข้อ 27 วกำหนดว่าการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมในหมวด 1 ให้ถือว่ามีลักษณะร้ายแรง รรคหนึ่งกำหนดว่าการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมในหมวด 2และหมวด 3 จะถือว่ามีลักษณะร้ายแรงหรือไม่ให้พิจารณาถึงพฤติกรรมของการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติเจตนาและความร้ายแรงของความเสียหายที่เกิดจากการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัตินั้น
ประเด็นว่าผู้ถูกร้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ตามรัฐธรรมนูญมาตรา160(4)หรือไม่นั้นพิจารณาแล้วเห็นว่าบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา 160(4)ได้วางหลักการไว้ชัดเจนว่าผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต้องเป็นผู้มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์หลักการนี้มิใช่เพียงเป็นการเรียกร้องให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมีคุณธรรมตามความเห็นของตนเท่านั้น
หากแต่ยังหมายความว่าผู้ดำรงตำแหน่งต้องสามารถแสดงออกถึงความสุจริตอย่างเปิดเผยโปร่งใสและเป็นที่ยอมรับต่อสาธารณะโดยมีลักษณะเป็นที่ประจักษ์อันบ่งบอกว่าต้องมีการรับรู้และปรากฏชัดเจนในสังคมโดยใช้หลักการตีความจากพฤติกรรมว่ามีข้อเท็จจริงที่มีน้ำหนักชัดเจนเพียงพอที่จะบ่งชี้ถึงเจตนาไม่สุจริตหรือพฤติการณ์บิดเบือนผลประโยชน์ของชาติหรือไม่ ดังนั้นในการพิจารณาประเด็นเกี่ยวกับความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ต้องพิจารณาในบริบทของความได้สัดส่วนและความจำเป็นในการป้องกันมิให้ผู้ที่มีความประพฤติเสื่อมเสียเข้ามาใช้อำนาจในกิจการของรัฐแม้พฤติกรรมความซื่อสัตย์สุจริต จะเป็นหลักคุณธรรมพื้นฐานที่บุคคลทั่วไปพึงยึดมั่นไม่ว่าบุคคลนั้นจะอยู่ในสถานะในสังคมระดับใด เมื่อยิ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งที่ใช้อำนาจสาธารณะ
ยิ่งเป็นคุณธรรมที่สังคมเรียกร้องให้ต้องยึดถือ แต่เนื่องจากผู้ดำรงตำแหน่งที่ใช้อำนาจรัฐอยู่ภายใต้ลักษณะเฉพาะของภารกิจหน้าที่ที่แตกต่างกันการตีความกฏหมายจะอาศัยอำนาจเพียงถ้อยคำที่เป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้นย่อมไม่เหมาะสมแต่ต้องพิจารณาประกอบกับบริบทอันเป็นปกติของการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนั้นอีกด้วย
เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าขณะที่ผู้ถูกร้องกำลังเจรจากับสมเด็จฮุนเซน สถานการณ์ระหว่างไทยกับกัมพูชามีความตึงเครียดอย่างสูงโดยแม้จะมีช่องทางการพิจารณาอย่างเป็นทางการผ่านการประชุม JBC ร่วมกันเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2568 แล้วก็ตามแต่สมเด็จฮุนเซนกับแถลงจุดยืนกดดันให้ประเทศไทยเปิดด่านผ่านแดนทั้งหมด รวมทั้งตอบโต้ในการห้ามนำสินค้า น้ำมันหรือและเรียกแรงงานกัมพูชากลับจากประเทศไทยโดยจุดยืนดังกล่าวไม่สอดคล้องกับผลการประชุม JBC ซึ่งได้มีการตกลงกันไว้เมื่อผู้ถูกร้องมีโอกาสใช้ช่องทางการเจรจาอย่างไม่เป็นทางการ ผู้ถูกร้องจึงเจรจากับสมเด็จฮุนเซ็นพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ถูกร้องตอบรับข้อเสนอหรือความต้องการใดของสมเด็จฮุนเซน อีกทั้งการเจรจาดังกล่าวไม่ได้ก่อให้เกิดผลเปลี่ยนแปลงต่อสถานการณ์ดำรงตำแหน่งของแม่ทัพภาค 2 รวมทั้งไม่มีผลต่อการเปิดหรือปิดด่านตามแนวชายแดนไทยกัมพูชา อันแสดงให้เห็นว่า ผู้ถูกร้องมิได้ยินยอมตามข้อเสนออันเป็นการรักษาดุลแห่งผลประโยชน์แห่งชาติการจะถือว่าเป็นการไม่ซื่อสัตย์สุจริต จึงยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอ ดังนั้นเมื่อผู้ถูกร้องยังคงมีเจตนายึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้งเพื่อปกป้องเพื่อป้องกันมิให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงหรือเกิดเหตุการณ์ที่อาจกระทบกระเทือนต่อเอกราชอธิปไตย บูรณภาพแห่งอาณาเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยและความมั่นคงบริเวณแนวชายแดนไทย -กัมพูชา มิได้ยอมรับข้อเสนออันเป็นการบ่อนทำลายผลประโยชน์ประเทศชาติการเจรจาของผู้ร้องดังกล่าวเป็นการแสดงออกถึงความไม่นิ่งเฉยถึงปัญหาและเป็นการพยายามดำเนินการเพื่อช่วยธำรงรักษาผลประโยชน์ของชาติและมีเจตนาที่จะรักษาความสงบสุขของประชาชนในประเทศซึ่งเป็นหน้าที่ประการหนึ่งของผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีพึงกระทำ การกระทำของผู้ถูกร้องยังไม่มีลักษณะเป็นผู้ไม่มีความซื่อสัตย์ สุจริตเป็นที่ประจักษ์
ส่วนประเด็นว่าผู้ถูกร้องมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (5) หรือไม่นั้นพิจารณาแล้วเห็นว่าผู้ถูกร้องดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดของฝ่ายบริหารมีฐานะเป็นหัวหน้ารัฐบาล ผู้ถูกร้องจึงเปรียบเสมือนบุคคลที่มี 2สถานะอยู่ตลอดเวลาที่ดำรงตำแหน่ง สถานะหนึ่ง ในสถานะประชาชนที่มีเสรีภาพในการกระทำภายใต้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญส่วนอีกสถานะหนึ่งในฐานะนายกรัฐมนตรีซึ่งต้องถูกจำกัดเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายบัญญัติโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความมั่นคงของประเทศ รัฐบาลในฐานะฝ่ายบริหารมีหน้าที่ดูแลรักษาผลประโยชน์ของประเทศเหนือประโยชน์ส่วนตน การบริหารราชการแผ่นดินไม่ใช่การบริหารราชการส่วนตัว ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหารและตัวแทนของประเทศไทยในการติดต่อกับนานาประเทศ มีหน้าที่และอำนาจกำหนดนโยบายการบริหารประเทศ และมีหน้าที่ปกป้องรักษาผลประโยชน์ของประเทศ อธิปไตยเหนือดินแดนรวมทั้งปกป้องศักดิ์ศรีเกียรติภูมิของประเทศ นายกรัฐมนตรีจึงเป็นผู้มีอำนาจในการตัดสินใจและบริหารงานเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน
ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผู้ถูกร้องสนทนากับสมเด็จฮุนเซนในเรื่องเกี่ยวกับการเปิดปิดด่านบริเวณชายแดนไทยกัมพูชาอันเป็นผลสืบเนื่องจากเหตุปะทะบริเวณช่องบกอำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี การสนทนาดังกล่าวแม้กระทำในช่วงเวลาส่วนตัวของผู้ถูกร้องและผู้ถูกร้องเรียกว่าเป็นการเจรจาแบบส่วนตัวก็ตาม แต่เนื้อหาของการสนทนามีสาระสำคัญมีสาระสำคัญเกี่ยวกับการขอเปิดด่านบริเวณชายแดนไทย -กัมพูชา อันเป็นความมั่นคงของประเทศไม่ใช่การสนทนาในเรื่องส่วนตัวทั่วไประหว่างผู้ถูกร้องกับสมเด็จฮุน เซนกรณีจึงไม่ใช่การกระทำส่วนตัวในฐานะประชาชน หากเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรีซึ่งผู้ถูกร้องต้องไม่มีพฤติกรรมมันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงด้วย
เมื่อพิจารณาถ้อยคำของผู้ถูกร้องใช้ในการสนทนาประกอบกับบริบทการสนทนาตามคลิปเสียงทั้งหมดแล้ว ในส่วนของการกล่าวถึงแม่ทัพภาคที่ 2 พล.ท.บุญสิน พาดกลาง ซึ่งผู้ถูกร้องชี้แจง และเบิกความว่าเป็นเทคนิคการเจรจาแบ่งแยกปัญหาออกจากตัวบุคคล เพื่อแยกบทบาทฝ่ายบริหารออกจากฝ่ายความมั่นคง มุ่งหมายจะลดความตึงเครียดระหว่างกันนั้น เห็นว่าผู้ถูกร้องกล่าวถึงตนเองกับสมเด็จฮุน เซน รวมกันเป็นฝั่งหนึ่งซึ่งเรียกว่าเรา และกล่าวถึงแม่ทัพภาคที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของผู้ถูกร้องว่าเป็นคนของฝั่งตรงข้ามกับเรา รวมทั้งตำหนิแม่ทัพภาคที่ 2 ว่าพูดในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ การที่ผู้ถูกร้องซึ่งมีสถานะเป็นนายกรัฐมนตรีของไทย และเป็นผู้บังคับบัญชาของแม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวถ้อยคำดังกล่าวต่อสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาของราชอาณาจักรกัมพูชา ซึ่งผู้ถูกร้องได้ชี้แจงและเบิกความว่าเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญทางการเมืองที่มีอิทธิพลขับเคลื่อนประเทศกัมพูชา และมีความสัมพันธ์เป็นบิดาของนายฮุน มาเน็ต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ซึ่งสามารถติดต่อสื่อสารได้โดยตลอดในห้วงเวลาที่ไทยกำลังมีปัญหาด้านชายแดนกับกัมพูชา พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมเป็นการสะท้อนให้เห็นว่ามีการแบ่งข้างเชิงความคิดด้านความมั่นคงของประเทศที่เกี่ยวกับแนวทางแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และเกิดความไม่เป็นเอกภาพระหว่างรัฐบาลกับกองทัพ ถ้อยคำที่ผู้ถูกร้องกล่าววิญญูชนย่อมเข้าใจได้ว่าเป็นลักษณะการแสดงถึงความอ่อนแอทางการเมืองภายในประเทศให้กัมพูชา ซึ่งเป็นประเทศคู่ขัดแย้งทราบและหากถูกเผยแพร่ออกไปถึงกัมพูชาจะเป็นการเปิดช่องให้ฝ่ายกัมพูชานำข้อมูลดังกล่าวมาใช้แทรกแซงกิจการภายในประเทศได้
สำหรับการเจรจาเกี่ยวกับการเปิดด่านชายแดนไทย -กัมพูชาซึ่งผู้ถูกต้องชี้แจงว่า กระทรวงการต่างประเทศไม่มีการกำหนดหลักเกณฑ์ขั้นตอนและวิธีการเจรจาทางการทูตสำหรับวิธีการที่ไม่เป็นทางการในลักษณะสายตรงระหว่างผู้นำ หรือสายด่วนผู้นำ และผู้ถูกร้องไม่มีเจตนาที่จะดำเนินการตามเงื่อนไขที่เสนอมาทุกกรณี เนื่องจากต้องนำไปพูดคุยกับฝ่ายความมั่นคงเพื่อร่วมกันพิจารณาตัดสินใจก่อนและเป็นเพียงเจตนาที่ต้องการให้คู่เจรจาได้เสนอเงื่อนไขหรือความต้องการซึ่งเป็นหลักสำคัญของการเจรจาผลประโยชน์ โดยการใช้เทคนิคสำคัญคือการตั้งคำถามเพื่อค้นหาความต้องการที่แท้จริง ในลักษณะไม่โจมตีจุดยืนของคู่เจรจาแต่มุ่งทำความเข้าใจความต้องการที่อยู่เบื้องหลังมากขึ้น เพื่อจะได้นำมาพิจารณาเจรจาต่อรองเงื่อนไขที่จะนำไปสู่การเจรจาอย่างเป็นทางการต่อไปนั้น
พิจารณาแล้วเห็นว่าผู้ถูกร้องทราบดีอยู่แล้วดังคำชี้แจงของผู้ถูกร้องเองที่ว่าสมเด็จฮุน เซน ไม่ได้อยู่ในสถานะหรือดำรงตำแหน่งผู้นำของรัฐบาลกัมพูชา ที่จะสามารถกระทำการก่อให้เกิดผลผูกพันทางนิติสัมพันธ์ระหว่างรัฐได้ ประกอบกับผู้ถูกร้องชี้แจงว่าภายหลังจากผู้ถูกร้องสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ผู้ถูกร้องยังได้พูดคุยผ่านข้อความกับนายฮุน มาเน็ต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาด้วย ดังนั้นกรณีจึงเป็นเรื่องที่ผู้ถูกร้องประสงค์ที่จะใช้ช่องทางการเจรจาทั้งที่เป็นทางการ และไม่เป็นทางการ ควบคู่กันไป สำหรับการเจรจาอย่างไม่เป็นทางการนั้น เห็นว่าไม่ว่ากระทรวงการต่างประเทศจะกำหนดหลักเกณฑ์ขั้นตอนและวิธีการเจรจาไว้หรือไม่ และไม่ว่าผู้ถูกร้องจะใช้เทคนิคการเจรจาแบบใดก็ตาม แต่เมื่อพูดถูกร้องสนทนากับนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะรัฐมนตรี ผู้ถูกร้องจึงต้องปฏิบัติหน้าที่ภายใต้ของกรอบรัฐธรรมนูญมาตรา 3 ที่บัญญัติว่าต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมายและหลักนิติธรรมเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ และความผาสุกของประชาชนโดยรวม และมาตรา 164 วรรคหนึ่ง (1) ที่บัญญัติให้คณะรัฐมนตรีต้องปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจด้วยความรอบคอบ และระมัดระวังในการดำเนินการกิจการต่างๆเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชนส่วนรวม
นอกจากนั้นยังต้องคำนึงถึงกรอบแห่งจริยธรรมตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (5) ประกอบมาตรา219 และมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระ รวมถึงผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ 2561 ด้วย หาใช่ว่าพูดถูกร้องจะสามารถเจรจาได้อย่างอิสระเป็นไปตามอำเภอใจแต่อย่างใด ทั้งกรณีผู้ถูกร้องเป็นการในเรื่องของความมั่นคงของประเทศ ซึ่งผู้ถูกร้องทราบดีว่าสามา