ไทย กลายเป็นชาติที่ 2 ในอาเซียน ที่สัญญาว่าจะซื้อสินค้าโภคภัณฑ์พลังงานของสหรัฐฯเพิ่มเติม ในความพยายามหลีกเลี่ยงมาตรการรีดภาษี ตามรายงานของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก หลังจากก่อนหน้านี้เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ เวียดนามได้ทำแบบเดียวกัน ท่ามกลางเค้ารางอเมริกาเตรียมรีดภาษีคู่หูทางการค้าทุกรายที่เกินดุลการค้าสหรัฐฯ
รายงานของบลูมเบิร์กระบุรัฐบาลไทยคาดการณ์ว่าจะถูกสหรัฐฯปรับขึ้นเพดานภาษีนำเข้าเพิ่มเติม 11% ซึ่งจะส่งผลกระทบกับเงินทุนรัฐ 8,000 ล้านดอลลาร์(ราว 270,000 ล้านบาท) ซึ่งมันเป็นแรงจูงใจของการตัดสินใจสัญญาว่าจะซื้อพลังงานจากอมริกาเพิ่มเติม
ความเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นหลังจาก เวียดนาม ปรับลดมาตรการรีดภาษีนำเข้าของตนเอง ท่ามกลางความคาดมายว่าจะถูกสหรัฐฯลงโทษทางภาษีตอบโต้ โดยสินค้าต่างๆที่จะถูกปรับลดเพดานภาษีนำเข้านั้น รวมไปถึงก๊าซธรรมชาติเหลว รถยนต์ เอทานอล ผลิตภัณฑ์ไม้และอาหารต่างๆ สำหรับก๊าซแอลเอ็นจี มาตรการรีดภาษีนำเข้าจะถูกปรับลดจาก 5% เหลือ 2% ขณะการรีดภาษีรถยนต์นำเข้าจะลดลงจากระดับ 64% เหลือ 32% ส่วนการรีดภาษีเอมานอล จะลดลงจาก 10% เหลือ 5%
เวียดนาม เกินดุลการค้าสหรัฐฯมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ที่ 123,500 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 เป็นรองแค่แคนาดาและจีน ส่วน ไทย เกินดุลการค้าอเมริกา น้อยกว่า ที่ 45,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 แต่ก็ยังเกินดุล ในขณะที่ ไทย เป็นผู้ส่งออกไฟฟ้า เครื่องจักรและอาหาร ลำดับต้นๆไปยังสหรัฐฯ
ทางเลือกของทรัมป์ ในการบังคับใช้มาตรการีดภาษีกับบรรดาคู่หูทางการค้าที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ กระตุ้นให้บรรดาคู่หูทางการค้าของอมริกาหลายชาติในเอเชีย ต้องเร่งดำเนินการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการนำเข้าพลังงาน
ปะธานาธิบดีสหรัฐฯแสดงความเห็นว่าการที่ชาติต่างๆเพิ่มการนำเข้าพลังงานจากอเมริกา ผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดในโลก ขึ้นอย่างมาก จะเป็นพัฒนาการในแง่บวก และประเทศทั้งหลาย ในนั้นรวมถึงญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดียและไต้หวัน ตอบสนองในเกณฑ์ดี
มาตรการรีดภาษีจะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและราคาก๊าซระหว่างประเทศ ซึ่งไม่เป็นที่น่าแปลกใจเท่าไหร่ และพวกนักสังเกตการณ์เชื่อว่ามันจะส่งผลกระทบในด้านการค้าโดยทั่วไปเช่นกัน ทั้งนี้ ทรัมป์ มีกำหนดแถลงมาตรการรีดภาษีอย่างเป็นทางการ หลังจากนี้ในวันพุธ(2เม.ย.)
(ที่มา:บลูมเบิร์ก)